
เป็นที่แน่นอนแล้วว่าข้อตกลงการค้าไทย-สหรัฐ ที่ทำขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 เพื่อหวังบรรเทาความรุนแรงของนโยบายภาษีสหรัฐ กำลังจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในหลายมิติ หนึ่งในภาคส่วนที่จะกระทบหนักคือภาคการเกษตร โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
สถานการณ์ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ เดือนสิงหาคม 2568 มีความน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เมื่อราคาข้าวโพดที่เกษตรกรขายได้ตกลงมาอยู่ในระดับ 5.50 บาท/กก. (ความชื้น 30%) ต่ำกว่าราคาที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) กำหนดไว้ที่ 7.05 บาท/กก.
ซึ่งต้องหมายเหตุกันว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากสงครามการค้าโดยตรง แต่เกิดจากความเป็นไปของตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทยเอง นั่นแปลว่าเมื่อสงครามการค้าถึงจุดสุกงอม สถานการณ์ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทย อาจแย่ลงกว่านี้ได้อีก
⚫ เมื่อข้าวโพดไทยไลต์เวต ต้องขึ้นชกกับข้าวโพดเฮฟวีเวตจากสหรัฐฯ
ในภาพรวมแล้วราคาข้าวโพดที่ตกต่ำลงไม่ได้มาจากปริมาณการปลูกข้าวโพดที่ล้นตลาด ปริมาณผลผลิตข้าวโพดในประเทศอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านตัน/ปี ขณะที่ปริมาณความต้องการใช้ข้าวโพดมีมากกว่า 9 ล้านตัน/ปี จนต้องมีการนำเข้าข้าวโพดและวัตถุดิบพืชอาหารสัตว์อื่นๆ เช่น ข้าวสาลี กากถั่วเหลือง จากต่างประเทศ จนเกิดการกดดันให้ราคาข้าวโพดในประเทศต่ำลง
ผู้ซื้อ ซึ่งส่วนใหญ่คือบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์ ผลักดันให้มีการซื้อข้าวโพดนำเข้าจากต่างประเทศมากขึ้นเพราะต้นทุนถูกกว่า โดยเฉพาะเมื่อมีการเจรจาการค้ากับสหรัฐ ทั้งภาคเอกชนและรัฐบาลต่างมองว่าการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะเป็นทางเลือกที่ทำให้ประเทศไทยสามารถเพิ่มการนำเข้าจากสหรัฐฯ ได้ และทำให้ต้นทุนอาหารสัตว์ในประเทศลดลงด้วย
สาเหตุที่ข้าวโพดจากสหรัฐฯ มีราคาถูกกว่าข้าวโพดของไทยมาก เป็นเพราะการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในสหรัฐฯ ทำเป็นแปลงขนาดใหญ่โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เกือบทั้งหมดเป็นเมล็ดพันธุ์ตัดต่อพันธุกรรม (GMO) และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ทำให้ผลิตได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าและมีผลผลิตต่อไร่มากกว่า
ขณะที่ข้าวโพดในประเทศไทยเป็นพืชที่ปลูกโดยเกษตรกรรายย่อยที่มีทรัพยากรและทางเลือกจำกัด ต้องต่อสู้กับภัยแล้ง ไม่มีความมั่นคงในที่ดิน ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ในภาพรวมของไทยจึงต่ำ และต่อให้เกษตรกรมีการใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสมที่ให้ผลผลิตสูง แต่เกษตรกรก็ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดในราคาแพงโดยไม่มีการควบคุม ไม่มีการสนับสนุนและการพัฒนาจากรัฐ ไม่มีแนวทางที่ชัดเจน แม้กระทั่งในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย 2569 ก็ไม่พบโครงการของรัฐที่สนับสนุนการเพิ่มผลผลิตของข้าวโพดอย่างชัดเจน
การปลูกข้าวโพดในประเทศไทยจึงมีลักษณะแบบปล่อยตามยถากรรม เมื่อต้องแข่งกับผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกที่มีความพร้อมทุกด้านและยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐอย่างเต็มที่ จึงไม่สามารถแข่งขันได้
⚫ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ผูกขาด ซ้ำเติมตลาดข้าวโพดไทย
แม้รัฐบาลจะมีความพยายามในการกำกับดูแลการนำเข้ามาโดยตลอด โดยใช้มาตรการ “3:1” นั่นคือผู้ที่จะนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ จะต้องซื้ออาหารสัตว์ในประเทศให้ได้ 3 ส่วน จึงจะนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้ 1 ส่วน เพื่อประกันว่าจะมีตลาดรับซื้อในประเทศที่เพียงพอ โดย นบขพ. ยังกำหนดราคาเป้าหมายไว้ชัดเจนให้โรงงานอาหารสัตว์รับซื้อข้าวโพด (ความชื้น 14.5%) ในราคา 9.80 บาท/กก. เพื่อให้ราคารับซื้อข้าวโพดที่เกษตรกรขายได้ (ความชื้น 30%) ที่ จ.เพชรบูรณ์อยู่ในราคา 7.05 บาท/กก.
แต่การที่ราคาข้าวโพดตกต่ำตั้งแต่ต้นฤดูการเก็บเกี่ยว สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการดังกล่าวไม่มีประสิทธิผลเพียงพอ ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่โรงงานอาหารสัตว์รับซื้ออยู่ที่ 9.00-9.15 บาท/กก. ส่วนราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เกษตรกรขายได้ที่ จ.เพชรบูรณ์ อยู่ที่แค่ 5.50-5.70 บาท/กก.
สาเหตุสำคัญประการหนึ่งมาจากกระแสข่าวที่รัฐบาลตกลงให้มีการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ ประมาณ 1 ล้านตัน/ปี ซึ่งอาจมีผลให้ผู้ซื้อชะลอการรับซื้อข้าวโพดในประเทศออกไป เพื่อรอซื้อวัตถุดิบนำเข้าที่ถูกกว่าแทน และแม้ว่าในวันที่ 22 สิงหาคม 2568 จะมีการประชุม นบขพ. เพื่อยืนยันในราคาเป้าหมายเดิม แต่กลุ่มผู้ผลิตอาหารก็ปฏิเสธเข้าร่วมประชุม และปฏิเสธที่จะรับซื้อข้าวโพดในราคาเป้าหมายที่มีการตกลงกันก่อนหน้า
กล่าวในอีกนัยหนึ่ง อุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ในประเทศไทยมีการกระจุกตัวของผู้ผลิตรายใหญ่ไม่กี่ราย เป็นผู้รับซื้อข้าวโพดรายใหญ่เพียงรายเดียว จึงมีอิทธิพลในการกำหนดราคา ไม่จำเป็นต้องดำเนินการตามมาตรการนโยบายของรัฐ ยิ่งเมื่อมีความไม่แน่นอนว่าภาครัฐได้เจรจาตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ไว้อย่างไร ก็ยิ่งเปิดโอกาสให้เอกชนรายใหญ่ใช้อิทธิพลเหนือตลาดเพื่อส่งผลให้ราคาที่เกษตรกรขายลดลง
⚫ ข้าวโพดไทยถูกทำให้อ่อนแอตั้งแต่ที่ฐานราก
ทั้งนี้ เมื่อมองลงไปในห่วงโซ่อุปทานของข้าวโพดไทยตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ จากเกษตรกร คนขับรถบรรทุก ผู้ผลิตอาหารสัตว์ ผู้เลี้ยงสุกร ไปจนถึงผู้แปรรูปอาหารส่งออก จะเห็นได้ว่ามีแรงงานกว่า 4.9 ล้านคนอยู่ในห่วงโซ่อุปทานนี้ สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากมาย เฉพาะบริษัทยักษ์ใหญ่รายหนึ่งของไทย ยังรายงานผลกำไรในครึ่งปีแรกของปี 2568 เกือบ 20,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่าเท่าตัว
อีกนัยหนึ่ง ห่วงโซ่อุปทานข้าวโพดในไทยมีความแข็งแรงอย่างมากที่ส่วนกลางน้ำและส่วนปลายน้ำ เรามีระบบขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานที่ดี มีโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารที่เข้มแข็ง แต่ส่วนต้นน้ำของเราหรือเกษตรกร กลับอ่อนแอราวกับอยู่กันคนละโลก
เกษตรกรไทยได้รับส่วนแบ่งมูลค่าในห่วงโซ่อุปทานอาหารน้อยมาก เพราะระบบการแบ่งสรรผลประโยชน์ยังไม่เท่าเทียม เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นทุกปีและยังอยู่ภายใต้ความเสี่ยงของสภาพภูมิอากาศ ราคาผลผลิตตกต่ำ ตลาดที่มีความผันผวนสูง และไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบาย
ด้วยเหตุนี้ การแบ่งสรรผลประโยชน์ระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ควบคุมห่วงโซ่มูลค่าของผลผลิตทางการเกษตรทั้งหมด จึงอยู่ในสภาพที่ไร้ความเป็นธรรมโดยสิ้นเชิงสำหรับเกษตรกร ทำให้เกษตรกรเป็นผู้ที่ต้องแบกรับความเสี่ยงและต้นทุนส่วนใหญ่ไว้ โดยได้ผลตอบแทนที่ไม่แน่นนอน
🟠 ถึงเวลาพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ยกเครื่องอุตสาหกรรมข้าวโพดไทย
ปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำในฤดูกาลผลิตนี้ จึงเป็นเครื่องสะท้อนความไม่สมดุลในเชิงโครงสร้างระหว่าง
๐ เกษตรกรรายย่อยของไทย กับ เกษตรกรรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา
๐ เกษตรกรของไทย กับ ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่กุมห่วงโซ่อุปทานอาหารอยู่ และ
๐ “โอกาสอันจำกัด” ที่เกษตรกรจะได้มีส่วนร่วมในการรับรู้และกำหนดนโยบายของรัฐ
ประเทศไทยต้องใช้สถานการณ์นี้ เป็นโอกาสในการปรับระบบห่วงโซ่มูลค่าอาหารของไทยให้มีความเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น นี่คือทางรอดเดียวเพื่อรักษาตลาดข้าวโพดของไทยไว้
ข้อเสนอของพรรคประชาชนต่อสถานการณ์ข้าวโพดไทย มีดังต่อไปนี้
👉1) กำหนดแผนการลงทุน/สนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดที่ชัดเจน ทั้งในแง่การปรับปรุงดิน การใช้ปุ๋ยที่แม่นยำ การพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ที่เหมาะสม การกำกับดูแลราคาปัจจัยการผลิตให้เหมาะสม โดยเฉพาะราคาเมล็ดพันธุ์และปุ๋ย การพัฒนาเครื่องจักรการเกษตรที่มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ที่แตกต่างกัน โดยมีเป้าหมายเพิ่มผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ และลดต้นทุนการผลิตของข้าวโพดลงให้ได้ วงเงินลงทุนเบื้องต้นประมาณ 6,000 ล้านบาท/ปี
👉2) รัฐบาลควรเปิดเผยข้อตกลงกับสหรัฐอเมริกา และจัดประชุมเพื่อหารือแนวทางในการรับมืออย่างเป็นระบบกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยเฉพาะเกษตรกรโดยเร็วที่สุด พัฒนาระบบรายงานข้อมูลสาธารณะ (Public Dashboard) ที่เปิดเผยราคาผลผลิต เช่น ข้าวโพด หมู ไก่ และราคาต้นทุนปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย อาหารสัตว์ เมล็ดพันธุ์ แบบรายสัปดาห์ รวมถึงปริมาณสินค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์คงคลัง และการนำเข้า-ส่งออก เพื่อให้ทั้งระบบโปร่งใส ช่วยชี้เป้าเฝ้าระวัง และเตือนภัยได้อย่างทันการณ์
ในสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอน การกำหนดราคาเป้าหมายข้าวโพดที่เป็นธรรมและการดำเนินการให้บรรลุราคาเป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญมาก ในการรักษาความมั่นคงในการผลิตพืชอาหารสัตว์ภายในประเทศไว้ และหากผู้ประกอบการอาหารสัตว์รายใหญ่ยังปฏิเสธที่จะร่วมกันดำเนินการตามมาตรการและเป้าหมาย ภาครัฐก็จำเป็นต้องควบคุมปริมาณและระยะเวลาการนำเข้าข้าวโพดและวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศเอง เช่น ผ่านองค์การคลังสินค้า
👉3) การเสริมความเข้มแข็งของห่วงโซ่อาหารของไทยให้มีประสิทธิภาพและมีความเป็นธรรม โดยตั้ง “ภาคี Farm-Feed-Food Fair Coalition” ซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนจากเกษตรกร-ต้นน้ำ ผู้ประกอบการขนส่ง-กลางน้ำ และอุตสาหกรรมแปรรูป-ปลายน้ำ ที่มีพันธกิจเพื่อพัฒนาระบบอาหารที่แข่งขันได้ และเป็นธรรม เป็นกองทุนร่วมระหว่างรัฐและเอกชน ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อการลงทุนในการเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กับการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทานอาหารอย่างเป็นธรรมตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ เช่น การนำผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศ มาสนับสนุนเกษตรกรให้เร่งเพิ่มผลิตภาพ สามารถแข่งขันได้กับสินค้าจากต่างประเทศ และเกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ในภารกิจดังกล่าวนี้ รัฐบาลจะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและเป้าหมายที่ควรเดินทางร่วมกัน รวมถึงเปิดเผยข้อมูลและเปิดเวทีหารือ สนับสนุนการลงทุนเพื่อเพิ่มผลิตภาพและความมั่นคงในจุดที่เปราะบางมากที่สุด และสร้างระบบจัดสรรผลประโยชน์ใหม่ เพื่อนำผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการทำข้อตกลงครั้งนี้มากระจายสู่ทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม และสร้างอนาคตของห่วงโซ่อาหารที่เข้มแข็งกว่าเดิมไปพร้อมๆ กัน