free geoip

อนุชาติ พวงสำลี: การศึกษาจะไม่ใช่ความทุกข์ของชาติ หากเปลี่ยนห้องเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

อนุชาติ พวงสำลี สาธิตธรรมศาสตร์ การศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ นักเรียน ครู เสื้อโหล


กระทรวงศึกษาธิการมักถูกจัดหมวดไว้เป็นกระทรวงเกรด B ตามสูตรการแบ่งเค้กการจัดตั้งรัฐบาล หลายต่อหลายครั้งเราจึงเห็นรัฐมนตรีที่ไม่มีประสบการณ์ตรงสายงาน ไม่ใช่มืออาชีพตัวจริง แค่ผ่านสมการโควตาพรรคการเมือง ก็สามารถเข้ามานั่งบริหารได้ – เราจะปล่อยให้เรื่องนี้กลายเป็น ‘ความปกติ’ ตลอดไปจริงหรือ

นั่นคือเหตุผลที่ อนุชาติ พวงสำลี ถูกวางบทบาทในฐานะทีมบริหารด้านการศึกษาคนสำคัญ หากพรรคประชาชนได้รับฉันทามติให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

อนุชาติผ่านงานในสายการศึกษามาหลายตำแหน่ง ตั้งแต่ออกแบบการเรียนรู้ไปจนถึงการเป็นผู้บริหาร ทั้งประธานคณะกรรมการอำนวยการโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รองอธิการบดีฝ่ายระบบกายภาพและสิ่งแวดล้อม และคณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

‘การศึกษาคือความทุกข์ของแผ่นดิน’ คือคำตอบของอนุชาติ ที่ฉายให้เห็นภาพรวมของปัญหาในระบบการศึกษา ที่ทุกคนล้วนมีความทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ฝ่ายนโยบาย แม้กระทั่งกระทรวงเองก็จมอยู่ในกองทุกข์จากหลายเหตุปัจจัยที่สะสมพอกพูนมาหลายสิบปี 

ในมุมมองของผู้อาสามาปฏิรูปการศึกษา อนุชาติมองว่า การเรียนรู้คือการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้ทุกผู้คนในระบบการศึกษาอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม โดยไม่รวบอำนาจการออกแบบการเรียนรู้ไว้ที่กระทรวง เหมือนที่เขายืนยันว่า วิธีคิดแบบเจ้ากระทรวงมันไม่เวิร์ก


“เราต้องอย่าลืม ว่าในยุคปัจจุบัน เวลาพูดถึงการศึกษาหรือการเรียนรู้ ไม่เท่ากับกระทรวงศึกษาธิการ เพราะว่ากระทรวงศึกษาธิการมีแค่องคาพยพเดียว แต่การเรียนรู้ปัจจุบันมีความกว้างขวาง เราพูดถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้ทุกช่วงวัย เพราะฉะนั้นทุกคนอยู่ในสมการหมด”


ประวัติ อนุชาติ พวงสำลี






+ อะไรคือปัญหาใหญ่ที่สุดของระบบการศึกษาของประเทศไทยตอนนี้

ถ้าพูดรวมๆ เป็นวลีเดียวที่ผมมักจะพูดอยู่เสมอ ก็คือ ‘การศึกษาคือความทุกข์ของแผ่นดิน’

ลองนึกดูว่า เด็กเป็นทุกข์ ไม่อยากไปโรงเรียน คุณครูก็ไม่อยากสอนหนังสือ ผู้ปกครองก็ยิ่งทุกข์หนักว่าลูกฉันจะโตไปอย่างไร ผู้บริหารการศึกษา ผอ. แม้กระทั่งคนที่อยู่ในกระทรวงศึกษาธิการเอง ผู้กำหนดนโยบายก็เป็นทุกข์ ผู้ประกอบการก็เป็นทุกข์ เพราะว่าไม่ได้บุคลากรที่ตนเองอยากจะได้

ทุกคนมีความคาดหวังต่อระบบการศึกษาสูงมาก แต่ทำไมไม่สามารถมีนโยบายการศึกษาที่จะตอบโจทย์การพัฒนาบุคลากรของสังคมได้ การศึกษาควรจะเป็นความงอกงาม เป็นเรื่องบวก คนได้รับการศึกษาก็คือคนที่จะต้องพัฒนา คือต้องเจริญขึ้น มีวุฒิภาวะที่ดีขึ้น มีความรู้สูงขึ้น แต่ทำไมกลายเป็นว่าการทำสิ่งเหล่านี้กลายเป็นเรื่องของความทุกข์ แปลว่าระบบมันต้องมีอะไรผิดพลาดสักอย่าง

ถ้าเราถอยกลับไปดูสิ่งที่เป็นรากของความทุกข์ มันมีความเป็นไปที่เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจพอสมควร ไม่อย่างนั้นเราจะเดินไปข้างหน้าอย่างผิดทิศผิดทาง


+ คือสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ระบบที่วางมาในอดีต มันก็เหมาะสมกับยุคสมัยนั้นๆ?

แน่นอน ในอดีตเราต้องการใช้การศึกษาในการพัฒนาคนอย่างยิ่งยวด เราต้องการสร้างคนเก่ง คนดี เพราะฉะนั้นเราจะต้องรีบปั้นเด็กขึ้นมาเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการเป็นผู้นำ มาเป็นผู้บริหารประเทศ มาเป็นผู้พัฒนาเศรษฐกิจ เข้าสู่ระบบราชการ แต่มันผ่านไป 40-50 ปี เราก็ยังใช้หลักสูตรแกนกลาง เราใช้วิธีคิดของการจัดการศึกษาที่เรียกว่าเป็นระบบการศึกษาตามเกณฑ์เวลา คือ 12 ปี จบ ม.6 ค่อยเข้ามหาวิทยาลัย เรียนมหาวิทยาลัย 4 ปี ใครจะต่อปริญญาโท ปริญญาเอก ก็นับไปเรื่อยๆ กว่าจะเรียนจบออกมาก็แก่แล้ว

เทียบกับโลกยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องพูดถึงกรณีบ้านเราที่ประชากรลดลงอย่างฮวบฮาบ เราพบว่าเทคโนโลยีมันเปลี่ยนไปอย่างมโหฬาร มันเข้ามาแทนที่ตลาดแรงงานจำนวนมาก แล้วจินตนาการของการออกแบบการศึกษาเพื่อสร้างคนสู่ตลาดแรงงาน เรานึกออกหรือเปล่าว่าเราต้องสร้างอาชีพอะไรบ้าง

ในอดีตพ่อแม่อาจจะบอกว่า ลูกโตขึ้นไปเป็นหมอ ไปเป็นวิศวกร ไปเป็นครู พวกนี้มีสาขาอาชีพที่ชัดเจนมากในอดีต แต่ปัจจุบันเราสามารถพูดอย่างนี้กับลูกเราได้ไหม เราบอกวันนี้ วันรุ่งขึ้นอาจจะไม่ใช่ เช่น ให้ลูกไปเป็นโปรแกรมเมอร์…วันนี้อาชีพโปรแกรมเมอร์เกือบสูญพันธุ์แล้ว 

การที่โลกมันเปลี่ยนเร็ว เด็กที่เข้ามาแต่ละรุ่น ที่เติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ ในมุมนักการศึกษา เราจะมองว่าเขามีวิธีการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไป เพราะเขาโตมาต่างกับรุ่นก่อน ผมอาจจะโตมากับครอบครัวแบบหนึ่ง วิถีแบบหนึ่ง การอบรมสั่งสอนเลี้ยงดูของพ่อแม่แบบหนึ่ง พ่อแม่ Baby Boomer ก็เลี้ยงลูกแบบหนึ่ง Gen X ก็เลี้ยงลูกแบบหนึ่ง Gen Y ก็เลี้ยงลูกอีกแบบหนึ่ง แปลว่าผลลัพธ์ที่ออกมาในแต่ละช่วงวัยก็จะมีวิธีการเติบโต กระบวนการเรียนรู้ และวิธีรับมือกับโลกภายนอกเปลี่ยนไป

เราสังเกตเห็นไหม ว่าเด็กยุคปัจจุบันถนัดเรื่องคอมพิวเตอร์ เรื่องไอที มากกว่ารุ่นเราในช่วงวัยเดียวกัน แปลว่าเขามีดีบางอย่าง แต่ก็อาจจะมีจุดที่จะต้องเรียนรู้ร่วมกับสังคมในแบบอื่นๆ เพราะฉะนั้น การออกแบบระบบการศึกษาที่จะรองรับให้เขาเติบโตอย่างเต็มศักยภาพก็จะต้องเปลี่ยนไป

ถอยกลับมาที่กระทรวงศึกษาธิการ พ.ร.บ.การศึกษาฯ ของเรายังใช้หลักสูตรแกนกลางเหมือนเดิม ตั้งแต่ปี 51 มีปรับนิดหน่อย แต่โลกมันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วแล้ว 

บวกกับโชคร้ายของประเทศไทย ที่เราไม่อนุญาตให้ระบบการศึกษามีพัฒนาการต่อเนื่อง ช่วงที่ผ่านมา หลังเลือกตั้ง หลังปฏิวัติ เราเปลี่ยนรัฐมนตรีศึกษามาแล้วกี่ท่าน แล้วแต่ละท่านก็มาช่วงสั้นๆ มันทำอะไรไม่ได้ในทางนโยบาย เราต้องการความมั่นคงและต่อเนื่องในการออกแบบระบบการศึกษา เพราะระบบการศึกษาเหมือนกับการปลูกต้นไม้ เราจะบ่มเพาะผู้คนแต่ละคนขึ้นมา ต้องอาศัยเวลา อาศัยการทะนุถนอมอย่างมาก อาศัยความละเอียดอ่อนอย่างมากในการออกแบบ อุณหภูมิ แสง ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่จะต้องเป็นส่วนผสมที่พอเหมาะพอควรให้เขาเติบโต

โจทย์ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยคือ ความไม่ต่อเนื่องบวกกับความแข็งแรงของภาครัฐที่เราบริหารทุกองคาพยพด้วยระบบราชการ มันแข็งตัว รวมศูนย์ พอรวมศูนย์ก็ขาดประสิทธิภาพ โรงเรียนใหญ่ๆ โรงเรียนที่ดี อยู่ตรงส่วนกลางหมด แปลว่าเด็กจะต้องไหลมาจากต่างจังหวัดเข้าสู่ส่วนกลาง เพื่อให้ได้การศึกษาที่ดี ผมว่านี่คือสิ่งที่เราจะต้องตั้งคำถามแล้วพลิกกลับทั้งหมด


+ ถ้ารัฐบาลพรรคประชาชนมีอาจารย์เป็นหนึ่งในทีมบริหาร เป็นผู้กำหนดนโยบาย จะค่อยๆ ปลดความทุกข์จากการศึกษาในประเทศไทยได้อย่างไร อย่างปัญหาเรื่องครูต้องทำอย่างไร

เรื่องครูเราจำเป็นต้องทำความเข้าใจว่าครูมีความทุกข์อะไร เช่น เรื่องภาระงาน ทางพรรคเองก็มีนโยบายลดภาระงานของครู หลายๆ เรื่องมันไม่มีความจำเป็น เอาครูไปตรวจรับพัสดุ มันก็ดึงเวลาครูออกจากห้องเรียน เอาครูไปอบรม เอาครูไปทำนู่นทำนี่ ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของครู ครูควรจะเก่งและดูแลรับผิดชอบห้องเรียนเป็นหลัก 

เราต้องกลับมาตั้งหลักกันดีๆ ว่าเวลาเราพูดถึงนโยบายการศึกษา หรือความพยายามในการจัดการและแก้ไขปัญหาการศึกษา เพื่อทำให้การศึกษาไม่เป็นความทุกข์ของแผ่นดิน เราต้องตั้งหลักอย่างไร ผมคิดว่ามันมีอยู่สองสามเรื่องใหญ่ๆ ที่เราจะต้องยึดกุมหลักการให้มั่น

หลักใหญ่ใจความก็คือ เราต้องเชื่อมั่นว่าจะมุ่งทำการศึกษาที่คืนความสุขให้กับทุกคน เป็นการศึกษาที่มีความสุขและมีความหมาย ไม่อย่างนั้นเราจะทำไม่ต่างจากในอดีตที่ผ่านมา 50 ปีเลย 

หลังจากการแก้ปมความทุกข์ ก็ต้องคืนความสุข ทำให้การศึกษาเป็นพื้นที่ที่มีความสุข ตัวอย่างเช่น ในโรงเรียน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโรงเรียนพลัดพรากจากกันหมด เหมือนเครื่องยนต์ที่หลุดออกจากกัน ผู้ปกครองไปทางหนึ่ง เด็กไปทางหนึ่ง คุณครูไปทางหนึ่ง ผู้อำนวยการไปทางหนึ่ง ผู้บริหารกระทรวงที่เข้ามาก็ไปอีกทางหนึ่ง 

แปลว่าเราจะต้องวางพื้นฐาน ออกแบบระบบที่คืนหรือสร้างความสัมพันธ์กลับมา อย่างกรณีที่ผมทำกับโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เราบอกว่าจะสร้างโรงเรียนที่เป็นระบบนิเวศการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ผู้ปกครองก็มีส่วนรับผิดชอบในการดูแลลูก เราอยู่กับลูก 16 ชั่วโมง อยู่ที่โรงเรียน 8 ชั่วโมง แปลว่าภาระของการสร้างเด็กคนหนึ่งขึ้นมาไม่ใช่ปล่อยให้โรงเรียนทำอย่างเดียว การกดดันคุณครูอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ลูกเราดีขึ้น ถ้าครูเครียด มันก็ไปออกที่เด็ก เราต้องกลับมาตั้งหลักใหม่ 

การที่พูดอย่างนี้มันเหมือนกับอุดมคติ แต่ว่าเราจำเป็นต้องยึดเรื่องเหล่านี้ก่อน ไม่อย่างนั้นเราจะไปผิดทางหมด 

ถ้ามองในภาพใหญ่ ผมคิดว่าการแก้เชิงระบบ เราต้องตั้งหลักเรื่องที่หนึ่งก็คือ การศึกษาต้องยอมรับและยึดถือว่าผู้เรียนของเรานั้นมีความแตกต่างหลากหลาย เขามีวิถีที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นมนุษย์คนหนึ่งในสังคมที่ไม่จำเป็นต้องเป็นวิถีเดียวกันหมด การจัดการศึกษาแบบตัดเสื้อโหลมันใช้ไม่ได้อีกแล้วกับยุคนี้ 


+ ครึ่งชีวิตที่อยู่ในระบบการศึกษามา เป็นคณบดีมาสองคณะ ทั้งที่มหิดลและธรรมศาสตร์ เป็นรองอธิการที่มหิดล เป็นประธานบอร์ดของสาธิตธรรมศาสตร์ มีบทพิสูจน์ความสำเร็จไหนบ้างที่จะนำมาประยุกต์ใช้และต่อยอดกับนโยบายการศึกษาของพรรคประชาชน

คือสิ่งที่เรากำลังพูดกันอยู่นี่เลย เรายึดมั่นว่าเราจะจัดการศึกษาที่เคารพความแตกต่างหลากหลายของผู้เรียน เอาสิ่งนี้เป็นตัวตั้งก่อน เพราะฉะนั้น เราจะไม่จัดการศึกษาแบบผลิตเสื้อโหล การศึกษาต้องอนุญาตให้เด็กมีวิถีการเติบโตของเขามากพอสมควร 

ปัจจุบันเราคิดว่าความสำเร็จของการศึกษาคือการพาเด็กทุกคนเข้าสู่ระบบโรงเรียน เรามีเด็กหลุดออกจากระบบราวปีละ 1 ล้านคน ความไม่เข้าใจก็คือว่า อ๋อ…เพราะเด็กยากจน จึงหลุดออกจากระบบ แล้วพยายามดึงเขากลับเข้าไปสู่การศึกษา การมีการศึกษาที่ดีเท่ากับอยู่รอด อันนี้อาจจะเป็นความปรารถนาดีที่ผิดพลาด เพราะว่าเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาอาจจะไม่ใช่เพราะความตั้งใจ แต่ว่ามันมีหลากหลายสาเหตุ แน่นอนว่าส่วนหนึ่งมาจากฐานะทางเศรษฐกิจ ต้องดิ้นรน ต้องทำงาน ต้องออกไปรับจ้างเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว แต่มันยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ของเขา หรือพูดง่ายๆ คืออยู่ในโรงเรียนแล้วไม่มีความสุขใจ เขาถึงหลุดออกไปจำนวนมาก


+ ซึ่งการดึงกลับเข้ามาในระบบโรงเรียนอาจจะไม่ใช่ทางแก้ที่ดีที่สุด?

ใช่ ที่ผมจะบอกก็คือแบบนั้น นี่คือเรื่องที่หนึ่ง

เรื่องที่สองก็คือ ผมคิดว่าเราต้องอนุญาตให้มีการกระจายอำนาจจากส่วนกลางลงสู่ท้องถิ่นและโรงเรียนมากขึ้น ปัจจุบันโรงเรียนรัฐที่ไหนบ้างสามารถจะบรรจุครูได้เอง ต้องรอส่วนกลาง ครูไม่ตรงตามสาขา อำนาจในการบริหารจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนเองก็มีจำกัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งอยู่ใกล้ชิด มีทรัพยากรเยอะแยะมากมาย ก็มีข้อจำกัดมากที่จะเข้ามาดูแลโรงเรียนเหล่านี้

เรื่องที่สาม จากการทำงานวิจัยมาโดยตลอด แล้วได้ลงไปคลุกคลีกับพื้นที่จำนวนไม่น้อย ผมพบว่า ทั้งผู้บริหาร คุณครู และคนที่เกี่ยวข้อง อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของโรงเรียนอย่างมาก เขามีความพร้อม มีความตั้งใจ เพียงแต่ว่าเรายังไม่อนุญาตให้เขาทำได้อย่างที่ตั้งใจ ยังจัดสรรทรัพยากรกระจายลงไปไม่มากเพียงพอ เพราะทุกอย่างอยู่ตรงส่วนกลาง รวมศูนย์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานไว้ตรงกลางอย่างเดียว 

เรื่องสุดท้ายที่ผมคิดว่าเป็นทิศทางใหญ่ จากการศึกษาพบว่า ปัจจุบันเรามีผู้เล่นทางการศึกษาเยอะแยะมากมาย เป็นองค์กรศูนย์การเรียนรู้ด้านเด็กและเยาวชน แล้วก็มีผู้ประกอบการในท้องถิ่น ขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ทุกคนอยากให้โอกาสทางการศึกษา โอกาสทางอาชีพ โอกาสทางชีวิต งานศิลปะ การละคร เรามีห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศเยอะมาก มีพิพิธภัณฑ์เต็มไปหมด สิ่งเหล่านี้คือทรัพยากรทางการศึกษาที่สำคัญที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ในรั้วโรงเรียนตลอดเวลา ทำอย่างไรถึงจะให้องคาพยพเหล่านี้เข้ามามีบทบาทในการเป็นพื้นที่สร้างการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชน

เรากำลังพูดถึงว่า ทำอย่างไรให้ระบบเหล่านี้มีความแข็งแรงขึ้น และสามารถยกระดับขึ้นมามีศักดิ์ศรี และสามารถให้ปริญญากับผู้เรียนได้ด้วย นี่เป็นความสำคัญของโลกแห่งอนาคต ยังไม่พูดถึงการเรียนออนไลน์ข้ามไปต่างประเทศ อย่างมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดหรือเยล ตอนนี้ก็มีหลักสูตรที่ดีมากมายที่เด็กไม่ถูกจำกัดไว้ว่าต้องเข้ามหาวิทยาลัยถึงไปเรียนได้ เพราะเด็กสมัยนี้ ม.ต้น ม.ปลาย เขาก็เรียนข้ามโลกกันหมดแล้ว แปลว่าเรามีหน้าที่เปิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาให้เขาเกิดการเรียนรู้

สิ่งที่เราต้องทำก็คือ หนึ่ง ทำให้องคาพยพเหล่านี้แข็งแรงขึ้น ซึ่งผมคิดว่านโยบายของพรรคประชาชนชัดเจนมาก ที่จะสร้างให้หน่วยการเรียนรู้เหล่านี้มีความแข็งแรงขึ้น เพื่อรองรับเด็กจำนวนมหาศาลที่ไม่สามารถเข้าสู่ระบบโรงเรียนได้ และเด็กที่อยู่ในระบบโรงเรียนก็อยากเกิดการเรียนรู้แบบนี้ด้วย ทีนี้ก็ดีเลย ถ้าตรงนี้แข็งแรง การสร้างการเรียนรู้ มีทักษะใหม่ๆ เรื่อง AI เรื่องการเป็นผู้ประกอบการ ความรู้ด้านการเงิน ทักษะชีวิตที่ตัวหลักสูตรแกนกลางไปไม่ทัน ไม่ใช่ว่าเขาไม่ดี แต่เขาปรับตัวไม่ทัน และหาผู้เชี่ยวชาญมาไม่ได้ เราจะสร้างครูสอน AI ก็ไม่ทัน หรืออาจจะไม่จำเป็นต้องสร้างก็ได้ เพราะมีคนเหล่านี้อยู่แล้ว

สิ่งที่เราต้องทำคือการเชื่อมรอยต่อระหว่างรั้วโรงเรียนกับองค์ความรู้ข้างนอกเข้าหากัน นี่คือนโยบายการศึกษาไร้รอยต่อ เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าคือการออกแบบเชิงระบบ แล้วมันจะงอกงามขึ้นมาเอง


+ จำเป็นต้องสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ขึ้นมาไหม เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาเมื่อไหร่ก็ได้

แน่นอน มีอยู่ในนโยบายชัดเจน เรียกว่าแพลตฟอร์มแห่งชาติ เป็นความจำเป็นของยุคสมัยที่ต้องทำ ใครๆ ก็พูดเรื่องแพลตฟอร์มหลักของการเรียนรู้ แต่ความแตกต่างคือหลักคิด ไม่ว่าเราทำแพลตฟอร์มสมัยใหม่แค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าเราบรรจุคอนเทนต์เหมือนเดิม วิธีการเรียนรู้แบบเดิม เราก็จะได้ผลผลิตแบบเดิม ดังนั้น แพลตฟอร์มควรจะเป็นพื้นที่ให้มนุษย์เข้ามาสร้างสรรค์ได้ ให้หลักสูตรเกิดความหลากหลายมากที่สุด 


+ เด็กจะเข้ามามีส่วนในการกำหนด?

ใช่ เด็กก็ต้องมีส่วนเข้ามาเป็นผู้กำหนด เพราะเขาเป็นผู้รับบริการองค์ความรู้เหล่านี้ เขาย่อมมีส่วนสำคัญมาก


+ หากเป็นกระทรวงพาณิชย์ ก็จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะ 3 เดือนหรือ 6 เดือน พอมาเป็นกระทรวงศึกษา ถ้าพรรคประชาชนเป็นรัฐบาล สิ่งที่ทำได้เลยและเห็นผลทันทีคืออะไร

เรื่องพื้นฐานที่สุดก็คือ ประกาศให้เห็นว่าโรงเรียนทุกโรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนในโรงเรียน สิ่งนี้ทำได้ทันที

การเป็นพื้นที่ปลอดภัยแปลว่าเด็กเป็นส่วนหนึ่งของเรา แล้วเราจะให้คุณค่ากับความต้องการของเขา ในขณะเดียวกัน คุณครู ผู้ปกครอง ผู้บริหาร ถ้าเราทำงานร่วมกัน ก็จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยซึ่งกันและกัน การมีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกๆ คน ให้เกิดความไว้วางใจกัน จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ให้เกิดขึ้นได้


+ สิ่งที่ทำมาแล้วประสบความสำเร็จ ทั้งที่มหิดลและธรรมศาสตร์ หากให้ยกตัวอย่าง มีอะไรบ้าง

สิ่งที่เป็นตัววัดที่ดีที่สุดคือผลผลิต อย่างกรณีโรงเรียนสาธิตธรรมศาสตร์ ใช้เวลาประมาณ 10 ปี กว่าจะเห็นผล ปัจจุบันลูกศิษย์รุ่นแรกของสาธิตธรรมศาสตร์เรียนอยู่ปี 3 เราเรียนแบบเชิงรุก พยายามปั้นหลักสูตรวิชาใหม่ การเรียนมีชีวิตชีวาขึ้น เด็กมีความสุขในการมาโรงเรียน แต่ก็ต้องเจอกับคำถามของพ่อแม่ว่า แล้ววิชาการจะได้ไหม 

สิ่งที่เราพิสูจน์ตัวเองก็คือ เด็กสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ 80-90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด เพราะสำคัญที่สุดก็คือ เราพบว่าเมื่อเด็กโตขึ้น เขามีภาวะผู้นำที่ดี พัฒนาความสามารถในการกำกับตัวเขาเองได้ดี มีการเรียนรู้ที่เป็นระบบขึ้น คิดเชิงวิพากษ์มากขึ้น มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น และที่สำคัญคือเขาเลือกเรียนในสาขาที่อยากเรียน และประสบความสำเร็จในสาขาที่สนใจ 

หน้าที่ของการศึกษาคือทำให้ดอกไม้ ต้นไม้ เจริญเติบโตและงอกงามไปในทิศทางของเขา เราไม่มีสิทธิ์จะบอกว่าเขาต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หน้าที่ของนโยบายการศึกษาอาจจะต่างกับนโยบายอื่นๆ คือต้องทำหน้าที่หว่านเมล็ดพันธุ์สำหรับการเติบโตงอกงามในระยะยาว 


+ พรรคประชาชนเชื่อเรื่องความมีเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการจะล้วงลูกโรงเรียนเอกชนหรือโรงเรียนเฉพาะทางอื่นๆ มากน้อยแค่ไหน 

โรงเรียนเหล่านั้นอยู่ใน พ.ร.บ.การศึกษาฯ อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็ต้องไปด้วยกันทั้งหมด

มุมมองส่วนตัวคิดว่า รัฐบาลควรสนับสนุนโรงเรียนเอกชนให้ดีกว่านี้ เพราะว่าเขามาช่วยทำงานแทนรัฐ แล้วทำได้ดีกว่าด้วย มีประสิทธิภาพมากกว่า ใช้จ่ายงบประมาณได้ดีกว่า แต่ปัจจุบันโรงเรียนเอกชนจำนวนมากกำลังจะปิดตัวลง เพราะจำนวนประชากรลดลง การอุดหนุนของรัฐมีจำกัดมาก ถ้าเป็นผมจะมองกลับกัน ผมอยากจะสนับสนุนให้โรงเรียนเอกชนมีบทบาทมากยิ่งขึ้น เพราะเขาทำได้ดีอยู่แล้ว 


+ บุคลากรที่จะมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะครู เขามีความพร้อมและมีศักยภาพที่จะปรับตัวให้เข้ากับแนวคิดหรือนโยบายที่พรรคประชาชนจะเสนอมากน้อยแค่ไหน 

ผมทำงานกับคุณครูมาในโรงเรียนต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาค ผมค่อนข้างมั่นใจว่าสิ่งที่ครูไทยมีความทุกข์อยู่ ถ้าได้รับการปลดปล่อย เขาจะมีพลังมหาศาล และจะเป็นกุญแจดอกสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา เพราะเราพบว่าครูไทยอยู่ในความกลัว ไม่กล้าทำอะไรใหม่ๆ


+ ทำไมต้องกลัว?

กลัวผิดระเบียบ ต้องรายงานตลอดเวลา ไม่สามารถจะทำหน้าที่ตามที่เรียนมาได้อย่างเต็มที่ 

ผมถึงบอกว่าต้องกลับไปสู่คำถามแรก ก็คือเรื่องพื้นที่ปลอดภัย ภายใน 3 เดือนแรก ถ้าสามารถทำให้ทั้งองคาพยพของการศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน สำหรับผู้เรียน คุณครู ผู้บริหาร ความคิดสร้างสรรค์จะตามมา แล้วเราจะเห็นคุณครูลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลงในห้องเรียน ถ้าครูมีความสุขหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส วันนั้นห้องเรียนนั้นก็จะมีความสุขแล้ว แต่ปัจจุบันเขามีความทุกข์อยู่ เพราะเขาไม่รู้ว่าวันนี้จะโดนเล่นเรื่องอะไร 


+ กรณีสาธิตธรรมศาสตร์ ใช้เวลากว่า 10 ปี ถึงจะรู้ว่ามาถูกทาง แล้วแผนที่วางไว้ สิ่งที่จะทำตอนนี้ จะมั่นใจได้อย่างไรว่ามาถูกทางแล้ว 

ไม่มีอะไรที่สามารถจะมั่นใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เรารู้สึกว่าเราถ้าเราตั้งหลักกระดุมเม็ดที่ 1 ถูก อันนี้สำคัญที่สุด และผมเชื่อว่าตอนนี้เรารู้แล้วว่าจะกลัดกระดุมเม็ดแรกตรงไหน อันนี้สำคัญที่สุด จากที่ผมศึกษามา นโยบายที่เราได้ยินมามากมายมันแก้ปัญหาไม่ตรงจุด มันแก้ที่ปลายเหตุ คือยิ่งแก้ยิ่งสร้างปัญหาเพิ่มขึ้น


+ โครงการสำคัญที่อาจารย์เข้าไปมีส่วน คือ ‘ก่อการครู’ โครงการนี้มีส่วนในการพัฒนาการศึกษาไทยอย่างไร

เราชวนคุณครูมาสร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษาในนาม ‘ก่อการครู’ เป็นโครงการที่สร้างเครือข่ายครูขึ้นมา ชวนครูมานั่งคุยกันว่าเขาเห็นปัญหาของระบบการศึกษาเป็นอย่างไร เพราะเขาอยู่ตรงนั้นมาจึงเห็นชัดเจน แล้วก็อยากเปลี่ยนแปลง เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาเขาโดดเดี่ยว ไม่มีเพื่อน เราก็เปิดพื้นที่ให้เกิดการเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย 

เรื่องการศึกษา ฟังดูส่วนหนึ่งมันก็นามธรรม แต่ไม่ใช่ว่าเป็นนามธรรมแล้วไม่สามารถจะเป็นนโยบายที่จะขับเคลื่อนได้ ผมอยากชวนทุกคนที่เกี่ยวข้องกลับมาตั้งสติกับเรื่องนี้ดีๆ ถ้าเราเชื่อว่าการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่จะกำหนดอนาคตของประเทศ เราอย่าทำให้การศึกษาเป็นแค่เครื่องมือของการหาเสียง เช่น ใช้เม็ดเงินลงทุนมหาศาลเพื่อจะทำแพลตฟอร์ม แต่เป็นแพลตฟอร์มบนความรู้แบบเก่า ก็จะเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ หรือจะแก้ปัญหาโดยการให้เด็กทุกคนมีอาชีพ มีรายได้ ผลักเรื่องการศึกษาเป็นเรื่องการทำมาหากิน ซึ่งอาจจะหลงทาง ฟังดูดี เรียนไปด้วย มีเงินไปด้วย แต่การศึกษาไม่ได้ตอบโจทย์แค่เรื่องนั้นเรื่องเดียว มันเป็นอะไรที่ใหญ่กว่านั้นเยอะมาก เราจำเป็นต้องแยกแยะ ‘สิ่งที่ถูกบอกให้เชื่อ’ กับ ‘สิ่งที่พึงจะเป็น’ ให้ได้ในนามของนโยบาย 


+ ในทุกองค์กรก็จะมีทั้งคนดีและไม่ดี ครูที่ดีมีเยอะแยะมากมาย แต่ครูที่อาจจะถูกจับได้ว่าคอร์รัปชันบ้าง หรือว่ากระทำในสิ่งที่ไม่ควรทำกับลูกศิษย์บ้าง มีแนวทางการจัดการเด็ดขาดจริงจังแค่ไหน

มันเป็นเรื่องพื้นฐานอยู่แล้ว ในระบบที่ดีก็ต้องเด็ดขาดกับเรื่องเหล่านี้ ปล่อยให้เกิดขึ้นไม่ได้ โรงเรียนไม่ได้ต่างกับองค์กรแบบอื่นๆ หลักการเป็นเรื่องเดียวกัน คือความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ระบบงบประมาณที่เปิดเผยได้ 

แต่ผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นปัญหาชั้นรอง เพราะตัวแก่นของเรื่องการศึกษาต้องกลับมาตั้งหลักปักธงให้ชัดก่อนว่าเราจะเอาระบบการศึกษาแบบไหน เพื่ออะไร

ตอนนี้ทุกคนในประเทศไทยเดือดร้อนกันมาก เวลาเขาประกาศการจัดอันดับต่างๆ ประกาศคะแนน PISA ออกมา…ตกอีกแล้ว แพ้ เสร็จแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เพิ่มงบ จัดติวเพิ่ม ทุกโรงเรียนมีนโยบายให้ติวเพื่อไปสอบ แปลว่าอะไร? แปลว่าเขาไม่เข้าใจว่าการศึกษามีไปเพื่ออะไร เพื่อจะให้โรงเรียนรักษาหน้า เพื่อไปสอบแล้วมีเด็กสอบให้ได้เยอะขึ้นหรือ โดยอยู่บนความทุกข์ของเด็ก เด็กไม่ได้อยากไปสอบ ไม่ได้อยากถูกติว แค่เรียนแบบปัจจุบันก็ทุกข์มากพออยู่แล้ว สู้เอาเวลาไปทำให้เขาเรียนอย่างมีความสุขดีกว่าไหม


+ สิ่งที่ได้เรียนรู้จากนักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง ที่น่าจะนำมาทำเป็นนโยบายการศึกษาระดับประเทศมีอะไรบ้าง 

พูดถึงเด็กมัธยมก็แล้วกัน ตลอดเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ผมพบว่าเด็กแต่ละช่วงวัยไม่เหมือนกันจริงๆ ช่วง ม.ต้น กับ ม.ปลาย  ความมั่นคงทางอารมณ์ พลังฮอร์โมนต่างกันโดยสิ้นเชิง

ถ้าเราคุยกับเด็กมัธยมต้น เขาไม่สามารถยืนอยู่นิ่งๆ กับเราได้ เขาจะต้องวิ่ง ต้องมีความร่าเริง สดใส แล้วก็ค่อยๆ สร้างตัวตนของเขาเองเพื่อขึ้นไปสู่ ม.ปลาย ที่เริ่มมีความนิ่งมากขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น นี่เป็นแพทเทิร์นใหญ่ที่เราจับได้ 

กลับมาเรื่องผู้ปกครอง เป็นโจทย์ที่สำคัญมากต่อการเติบโตของเด็กในสองช่วงวัยนี้ โรงเรียนเราสร้างเรื่องระบบนิเวศการเรียนรู้ จึงมีความใกล้ชิด แล้วก็สื่อสารกับผู้ปกครองเยอะ ทั้งกับครูประจำชั้น แล้วก็ทำห้องเรียนพ่อแม่ ให้พ่อแม่มาเรียนเรื่องทักษะการเลี้ยงลูก ทักษะความเข้าใจลูก ว่าจะคุยกับลูกวัยรุ่นอย่างไร 

สิ่งหนึ่งที่เราค้นพบ เช่น “คุณครู ลูกจะรักหนูไหม เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยคุยกับหนูเลย  ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น หนูกลุ้มใจมาก วันๆ อยู่แต่ในห้อง วันๆ คุยแต่โทรศัพท์” เป็นโจทย์ของพ่อแม่ เราก็พบว่า พ่อแม่เขาลืมไปว่าลูกกำลังเติบโต อยู่ในช่วงกำลังค้นหาตัวเองอย่างรุนแรง กำลังสร้างตัวตนของเขา แล้วเขาจะให้ความสำคัญกับการคุยกับเพื่อน อยู่โทรศัพท์ มีบทสนทนายาว เพราะฉะนั้น ตอนคุยกับพ่อแม่ก็จะถามคำตอบคำ 

สิ่งที่เราถามกลับไปยังพ่อแม่ก็คือ แล้วเวลาเขามีปัญหา เขามาหาเราหรือเปล่า…มาสิ นั่นแปลว่าเขายังไม่ได้ทิ้งเราไปไหนหรอก แปลว่าเราต้องอนุญาตให้เขาเติบโต อนุญาตให้เขามีพัฒนาการในตัวเอง 

จังหวะนี้เป็นจังหวะที่สำคัญว่าพ่อแม่ควรจะวางระยะความสัมพันธ์อย่างไร ก็กลับไปสู่ประเด็นที่เราคุยกันมาโดยตลอดว่าพื้นที่ปลอดภัยคืออะไร พื้นที่ปลอดภัยคือพื้นที่ที่เราจะให้ความไว้วางใจและอนุญาตให้เขาเติบโต เขาอาจจะตัดสินใจผิดบ้าง พลาดบ้าง ทุกอย่างเป็นบทเรียนทั้งหมด เราจะกำหนดท่าทีอย่างไรให้เขารู้สึกว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่ทุกข์ใจ เมื่อไหร่ก็ตามที่เริ่มจะมีคำถาม แล้วเขามาหาเรา อันนี้โอเคแล้ว

นี่เป็นความชื่นใจเล็กๆ เวลาเราได้เข้าไปสู่บริบทของการพัฒนาระบบการศึกษา สิ่งเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาห้อมล้อม ปรับพื้นฐานความสัมพันธ์ของคนในระบบใหม่ ทำไมผมถึงเน้นย้ำว่า การปรับให้โรงเรียนเป็นระบบนิเวศ เป็นพื้นที่ปลอดภัย  การให้ความเชื่อมั่นในการเรียนรู้ที่มีความแตกต่างหลากหลายของผู้เรียน จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะถ้าเราไม่มีมุมมองเหล่านี้ เราก็จะมองคนอื่นด้วยแว่นของเราตลอดเวลา 


+ แวะมาเรื่องภูมิปัญญาบ้าง เช่น องค์ความรู้ท้องถิ่นที่ไม่ได้อยู่ในโรงเรียน แต่อยู่ที่ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน สิ่งเหล่านี้สามารถนำมาเป็นองคาพยพในการช่วยพัฒนาระบบการศึกษาอย่างไร

ปัจจุบันโรงเรียนก็ทำ พยายามบอกว่ามีวิชาภูมิปัญญาท้องถิ่น เชิญแม่ครู เชิญหมอลำตัด เข้ามาสอนเด็ก ก็จะได้เป็นครั้งคราว แต่ดีกว่าไหม ถ้าเราจะทำให้สถาบันเหล่านั้นเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ที่ใครๆ ก็เข้าไปเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องลากทุกอย่างเข้ามาสู่รั้วโรงเรียน 


+ การออกแบบการศึกษาให้เด็ก เด็กจะเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบอย่างไร ต้องให้เด็กมีส่วนในการออกแบบกติกาในโรงเรียนหรือเปล่า 

เรื่องนี้แต่ละโรงเรียนก็อาจมีสไตล์ไม่เหมือนกัน อย่างกรณีสาธิตธรรมศาสตร์เป็นโรงเรียนใหม่ เราเริ่มต้นด้วยการไม่มีกฎระเบียบ มีแค่กฎพื้นฐานบางอย่าง พอเราเริ่มมีเด็กมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ให้เด็กนั่นแหละเป็นคนออกแบบกติกา คุณจะใส่เครื่องแบบแบบไหนดี คุณจะเข้าเรียนกี่โมง อนุญาตให้มาสายได้กี่นาที รวมถึงการจัดองค์กรของนักเรียนเอง เหล่านี้เป็นต้น ในที่สุดก็ออกมาเป็นธรรมนูญ หรือกติกาการอยู่ร่วมกัน

นั่นเป็นวิถีหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ แปลว่าเด็กๆ เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กเป็นคนทำอย่างเดียว คุณครูก็มีสิทธิ์ที่จะบอกว่า ครูขอกติกานี้นะ ใครมาเลท 15 นาทีไม่โอเคนะ คุณครูและเด็กรับฟังซึ่งกันและกัน 

ในเรื่องนี้เรามักจะพบว่า เด็กนี่แหละ สร้างกติกาที่เข้มงวดกว่าครู มีความเป็นระเบียบมากกว่า ประเด็นก็คือ เราอนุญาตให้เขาคิดไหม เพราะที่ผ่านมาเราเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นผู้รู้ดี เราจะตัดสินแทนเขาก่อน เหมือนกับปัญหาในสังคมไทย เราไม่อนุญาตให้คนรุ่นใหม่คิดหรือแสดงความคิดเห็น ซึ่งเราอาจจะฟังดูแล้วไม่สบายใจ แต่ไม่สบายใจนั่นแหละดี ยิ่งไม่สบายใจมากผมว่ามันก้าวหน้ามาก ซึ่งก็กลับไปสู่พื้นฐานเหมือนเดิมอีกว่า นี่คือพื้นที่ปลอดภัย 


+ โรงเรียนสายวิชาชีพ ปวช. ปวส. ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเอย ช่างศิลป์ เราจะเห็นวิชาใหม่ๆ ให้เลือกมากขึ้นไหม 

ถ้าถามความเห็นส่วนตัว ระบบการศึกษาในอนาคต ผมไม่แน่ใจว่ามันยังจำเป็นจะต้องแบ่งสายกันมากขนาดนั้นหรือเปล่า เพราะเด็กที่เรียนสายสามัญในโรงเรียนแบบปกติ ก็ต้องมีทักษะบางอย่างที่เชื่อมโยงกับกับสายอาชีพพอสมควร แล้วเด็กในสายอาชีพปัจจุบันก็ต้องมีทักษะใหม่ๆ มากขึ้น มีทักษะทางวิชาการเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน 

ทั้งสองฝั่งมีจุดร่วมคือ เป้าหมายของเราอยู่ที่การเรียนรู้ของผู้เรียน เราไม่ค่อยตั้งคำถามในการออกแบบการศึกษาว่า ถึงที่สุดแล้ว เด็กเกิดการเรียนรู้อย่างไร เราก็ต้องถอยไปดูว่ามันแปลว่าอะไร มันหมายถึงไม่ว่าเราจะออกแบบโรงเรียนเอกชนหรือสายอาชีวศึกษา สิ่งที่เราต้องสร้างให้ติดตัวเด็กออกไปมันไปไกลว่าตรงนี้เยอะมาก ไม่ว่าจะเรียนแบบไหน สิ่งที่เขาต้องมีร่วมกันก็คือ ต้องมีทักษะแห่งอนาคต

ทักษะแห่งอนาคตคืออะไร คือทักษะในการกำกับตัวเองเป็น กำกับอารมณ์ตัวเองได้ อยู่ร่วมกับคนอื่นได้ มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ไม่ใช่แค่ IQ มีความคิดเชิงระบบ สร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์เป็น เหล่านี้เป็นทักษะแห่งอนาคตที่เราต้องทำให้ทุกคนมี ไม่ใช่แค่เรื่องเรียนคณิตศาสตร์ได้เท่าไหร่ วิทยาศาสตร์เท่าไหร่ หรือภาษาอังกฤษเท่าไหร่ 


+ เราสามารถมี พ.ร.บ. หรือกฎหมายอะไรบางอย่างที่ทำให้ระบบการศึกษาแตกต่างและฉีกไปกว่าเดิมได้ไหม

ผมเข้าใจว่าตอนนี้น่าจะอยู่ในช่วงที่ทุกคนกำลังจะแก้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งหัวใจสำคัญจะต้องเปลี่ยนให้ร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น 

มีสองสามเรื่องที่ต้องให้ความมั่นใจว่าอยู่ใน พ.ร.บ.การศึกษาฯ ก็คือ หนึ่ง ตัว พ.ร.บ. ต้องเคารพในการเรียนรู้ที่หลากหลายของผู้เรียน ต้องอนุญาตให้ระบบการศึกษามีความหลากหลาย เพราะเราเชื่อมั่นว่าเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน ระบบที่จะสร้างเขาขึ้นมาก็ต้องหลากหลาย แปลว่าตัว พ.ร.บ. ต้องอนุญาตหรือส่งเสริมให้กับผู้เล่นทางการศึกษาอื่นๆ เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

เรื่องที่สองก็คือ ทำอย่างไรให้ พ.ร.บ.การศึกษาฯ เชื่อมรอยต่อระหว่างระบบทั้งหมดเข้าหากัน เพราะถ้าเราเชื่อมั่นว่าเด็กคนหนึ่งสามารถที่จะเรียนที่ไหนก็ได้ เรียนต่างประเทศ เรียนออนไลน์ เรียนในโรงเรียน นอกโรงเรียน ทุกที่ทุกทางเป็นการเรียนรู้ได้ทั้งหมด เราต้องสร้างการให้วุฒิการศึกษาอย่างเป็นระบบ และไม่จำเป็นต้องเป็นหลักสูตรเดียวกันทั้งหมด เด็กคนหนึ่งอาจจะเติบโตในสูตรผสมหลายๆ แบบก็ได้ 

กลับมาสู่องคาพยพใหญ่ที่สุด คือตัวกระทรวง ที่มีความสำคัญมาก ที่ผ่านมาคนในกระทรวงศึกษาธิการ หรือหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา รวมถึงคุณครูและผู้บริหารสถานศึกษา ทั้งหมดทำงานกันอย่างหนัก แต่ว่าพอมาถึง พ.ศ. นี้ สิ่งที่เราอยากเห็นกระทรวงปรับตัวคือ ต้องถอยออกมาทำหน้าที่เป็นผู้คุมกติกามากกว่าเป็นผู้เล่น หมายความว่าตัวกระทรวงต้องทำหน้าที่เชิงวิชาการและเป็นมันสมองของระบบการศึกษาให้มากขึ้น กำกับกติกา ดูมาตรฐาน วิเคราะห์อัตรากำลังแรงงาน วิเคราะห์ทิศทางขององค์ความรู้ว่าควรจะไปในทิศทางไหน แล้วให้ผู้เล่น ก็คือโรงเรียนเอกชน โรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนของ สพฐ. เอง ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเรากำลังพูดถึงผู้เล่นที่อยู่นอกระบบทั้งหลาย เข้ามามีบทบาท อย่าไปผูกขาดการเป็นคนจัดการศึกษาเองคนเดียว มันจึงไม่มีประสิทธิภาพเหมือนที่ผ่านมา

เราต้องอย่าลืมว่าในยุคปัจจุบัน เวลาพูดถึงการศึกษาหรือการเรียนรู้ ไม่เท่ากับกระทรวงศึกษาธิการ เพราะกระทรวงศึกษาธิการมีแค่องคาพยพเดียว แต่การเรียนรู้ปัจจุบันมีความกว้างขวาง เราพูดถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้ทุกช่วงวัย เพราะฉะนั้น ทุกคนอยู่ในสมการหมด

สิ่งที่เราจะต้องทำให้เกิดขึ้นก็คือ การเชื่อมร้อย ทั้งกระทรวงศึกษา กระทรวงแรงงาน กระทรวง พม. (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) อว. (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) และอื่นๆ ที่จะเข้ามาทำงานด้วยกัน และมองภาพว่าเราจะสร้างระบบการเรียนรู้ของประเทศเราได้อย่างไร เพราะวิธีคิดแบบเจ้ากระทรวงมันไม่เวิร์ก


+ ภายใน 4 ปี กระทรวงศึกษาธิการภายใต้รัฐบาลพรรคประชาชน โดยมี อนุชาติ พวงสำลี เป็นผู้บริหาร หน้าตาเป็นอย่างไร

สิ่งที่จะต้องปักหมุดให้ได้ก็คือ เราจะต้องเปลี่ยนห้องเรียนให้เป็นห้องเรียนที่มีความสุข เต็มไปด้วยการเรียนรู้ของเด็กและครูซึ่งกันและกัน 

คำว่าห้องเรียนนี้ไม่ได้ถูกจำกัดไว้อยู่ในห้องสี่เหลี่ยม อาจจะกินความไปถึงพื้นที่ข้างนอก วิธีการใหม่ๆ อีกมากมาย แต่หลักก็คือ ถ้าผู้เรียน ผู้สอน หรือผู้ออกแบบการเรียนรู้ ถ้าทุกฝ่ายมีความสุข ผมเชื่อว่าการเรียนรู้ในตัวผู้เรียนจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ส่วนระดับโรงเรียนก็คือ การปรับนิยามของคำว่าโรงเรียนให้กลายเป็นระบบนิเวศการเรียนรู้ เราจะกลายมาเป็นองคาพยพซึ่งกันและกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน เกื้อกูลซึ่งกันและกัน ผู้ปกครองไม่ได้มีหน้าที่จ่ายเงิน ส่งลูกไปเรียนแล้วคาดหวังว่าลูกจะดีขึ้นในวันรุ่งขึ้น ผู้ปกครองต้องมีหน้าที่เกื้อหนุน ร่วมมือ และเดินทางไปพร้อมๆ กับโรงเรียนกับคุณครู การเห็นซึ่งกันและกัน การจับมือซึ่งกันและกัน จึงมีความสำคัญมาก 

ถ้าเราคิดว่าเราเป็นส่วนหนึ่งที่จะเป็นผู้สร้างการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชน ก็ต้องจับมือกันไปในทิศทางเดียวกัน ต้องสร้างแพลตฟอร์มเชื่อมร้อยซึ่งกันและกัน ระบบข้อมูล ระบบงบประมาณ ต้องไปในทิศทางเดียวกันให้มากที่สุด


ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน

บริจาคให้พรรคประชาชน

สนับสนุนให้เราได้ทำงานสุดกำลังและยั่งยืน

ยอดบริจาคล่าสุด

... บาท

เราต้องการเป็นพรรคการเมือง ที่พร้อมตอบสนองความต้องการของประชาชน ทำงานอย่างมีอิสระ ไม่เป็น และไม่อยู่ในบงการของใคร เงินบริจาคจึงเป็นทุนทำงานที่สำคัญยิ่งของเรา

บริจาคให้พรรค

มาจากประชาชน • เป็นของประชาชน • ทำเพื่อประชาชน

ยอดสมาชิกพรรคที่
ได้นำรายชื่อเข้าสู่ฐานข้อมูล
ทะเบียนสมาชิกพรรคการเมืองแล้ว

สื่อหาเสียงอิเล็กทรอนิกส์นี้ผลิตโดย พรรคประชาชน
ที่อยู่ 167 ชั้น 4 ซอยรามคำแหง 42 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม.
จำนวน 1 ชิ้น วันเดือนปีที่ผลิตตามที่ปรากฏ

Login

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า