
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นับว่าเป็น ‘เดอะแบก’ อย่างแท้จริงของสังคมไทย เพราะต้องให้การดูแลตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต แต่กลับถูกมองข้ามมาโดยตลอด
ไม่เพียงเรื่องสวัสดิการที่ต้องจัดสรรให้เหมาะกับทุกกลุ่มช่วงวัย ซึ่งเรียกร้องการทำงานแบบบูรณาการ ‘จริงๆ’ ในแบบข้ามกระทรวง แต่ที่ผ่านมา เราคงพอทราบว่าการบูรณาการดังกล่าวมีอยู่จริงหรือไม่
การขันอาสามานำทีมบริหารด้านเด็ก เยาวชน ครอบครัว และการเรียนรู้ จึงเป็นงานที่สาหัสใช่ย่อย แต่ไม่ใช่สำหรับ ณัฐยา บุญภักดี อดีตผู้อำนวยการอาวุโส สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว แห่งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผู้คร่ำหวอดในแวดวงมาตลอด 3 ทศวรรษ เห็นปัญหา อุปสรรค ความท้าทาย ตลอดจนมีส่วนสนับสนุนให้ภาคประชาชนร่วมพัฒนาสังคมในหลายประเด็นปัญหาและในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
ปัจจุบัน ณัฐยาเป็นผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน มีความเชี่ยวชาญทั้งครอบคลุมและลงลึก เคยผลักดันกฎหมาย เป็น NGO ทำเรื่องสิทธิสตรี ความหลากหลายทางเพศ ให้ความรู้เรื่องเพศศึกษา ไปจนถึงมีโอกาสสัมผัสผู้คนระยะประชิดในทุกช่วงวัยจากการลงพื้นที่จากเหนือจรดใต้ และถูกวางตัวไว้เป็นหนึ่งในทีมบริหารด้านเด็ก เยาวชน ครอบครัว และการเรียนรู้ คนสำคัญ หากพรรคประชาชนได้จัดตั้งรัฐบาล
ด้วยความซับซ้อนและหลากหลายของปัญหาสำคัญในผู้คนแต่ละช่วงวัย ณัฐยาชี้ว่า ไม่มีทางที่ภาครัฐจะรับมือไหว การทำให้ภาคประชาชนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาสังคมร่วมกับรัฐคือคำตอบ และที่สำคัญ ต้องปรับโครงสร้างบริหารจัดการใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและไม่สร้างภาระงบประมาณแก่ประเทศมากไปกว่าเดิม
“ถ้ารัฐคือภาคส่วนที่ 1 เอกชนคือภาคส่วนที่ 2 ประชาชนย่อมเป็นภาคส่วนที่ 3 ที่ควรเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการทำงานพัฒนาสังคมร่วมกับรัฐ แล้วเราต้องบริหารงบประมาณแผ่นดินแบบใหม่ด้วย เพื่อให้ภาคส่วนที่ 3 เข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาสังคม”
นอกจากผลักดันกฎหมาย อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือมิติเชิงวัฒนธรรม โดยเฉพาะกรณีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งสะท้อนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และได้รับอิทธิพลอย่างมากจากการเลี้ยงดู ณัฐยามุ่งมั่นว่าการถอดรื้อ-สร้างใหม่เชิงวัฒนธรรมทำได้ไม่ยาก เพียงต้องมีโอกาสให้ลงมือทำ
เส้นทางสู่สวัสดิการตั้งแต่ครรภ์มารดาจวบจนวาระสุดท้ายเริ่มต้นเร็วเท่าไรยิ่งดี และสำหรับประเทศไทยที่กระโจนลงสู่เส้นทางสังคมสูงวัยระดับสุดยอด เกิดน้อย แก่ก่อนรวย ทางออกของปัญหาอาจเป็นการหวนกลับสู่ชุมชน

+ จากประสบการณ์ 3 ทศวรรษที่ทำงานกับองค์กร NGO ด้านสตรี คุณแม่วัยใส ความหลากหลายทางเพศ รวมถึง สสส. เพื่อดูแลเรื่องเด็กเยาวชนและครอบครัว วันนี้มาเป็นปาร์ตี้ลิสต์ในพรรคประชาชน ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรให้กับประเทศนี้
คำใหญ่ที่สุดก็คือเรื่องคุณภาพชีวิตของคนทุกคน ที่เราอยากให้เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเกิดตรงไหนของประเทศนี้ อยู่ในครอบครัวแบบไหน ชนชั้นใดก็ตาม เด็กทุกคนควรมีสิทธิ์ได้รับโอกาสในการเลี้ยงดู การเรียนรู้ และการเติบโตอย่างเท่าเทียม
+ ซึ่งวันนี้เรายังห่างไกลจากจุดนั้น?
ยังไม่เป็นอย่างนั้นเลย แล้วรากเหง้าของปัญหาก็มีหลายเรื่อง และซับซ้อนมากๆ ที่ผ่านมาเราทำงานในลักษณะที่เป็นโครงการนำร่อง ทำต้นแบบ สร้างนวัตกรรม หรือแม้กระทั่งบางครั้งในช่วง 30 กว่าปีที่ทำงานมา ก็ทำเรื่องนโยบายสาธารณะ ร่วมผลักดันกฎหมายใหม่ๆ แต่ว่ามันไปไม่ถึง เราคิดว่าจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างที่ใหญ่กว่านั้น
+ กฎหมายที่ว่า นับรวบการผลักดันเงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้าด้วยไหม
ถ้าได้เข้าไปบริหาร นี่เป็นเรื่องแรกที่เราจะทำ เพราะตอนนี้ ถ้าดูตามกลุ่มวัยที่ได้รับเงินอุดหนุนถ้วนหน้า จะมีผู้สูงอายุ ผู้พิการ แต่ในกลุ่มเด็กเล็กยังไม่เกิดขึ้น
กว่าจะได้รับเงินอุดหนุนก็ต้องผ่านเงื่อนไขมากมาย ต้องจน ต้องถูกคัดกรอง ถูกตรวจสอบอีกว่าจนจริงไหม ถึงจะได้เงิน ทีนี้เรามีเด็กเกิดน้อยลง แล้วเด็กเล็กแรกเกิดถึง 6 ขวบ มีไม่ถึง 4 ล้านคน ทั้งประเทศ 60 กว่าล้านคนมีไม่ถึง 4 ล้านคน ทำไมเราถึงอุดหนุนแบบถ้วนหน้าไม่ได้
+ นอกจากเรื่องเด็กเล็ก กฎหมายอีกฉบับที่สำคัญคือ พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ตอนนี้มีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง
เรื่องนี้เป็นบทเรียนของตัวเองเลยว่า บางทีกฎหมายดีๆ กลับไม่สามารถทำงานได้ตามที่ออกแบบมา ต้องบอกว่ากฎหมายการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นออกแบบมาเพื่อให้หลายหน่วยงาน หลายกระทรวง ทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ แต่ปัญหาคือ วิธีการทำงานของแต่ละกระทรวงกลับแยกส่วนกันเป็นไซโล
กฎหมายฉบับหนึ่งออกมาบอกว่า คุณต้องทำงานร่วมกัน ใช้กลไกเหล่านี้ในการทำงาน แต่ในทางปฏิบัติมันทำไม่ได้จริง จึงยากที่จะทำให้เกิดผล
+ กฎหมายนี้น่าจะเป็นอีกเรื่องที่ท้าทายวัฒนธรรมความเชื่อในสังคมไทยด้วยไหม อยากให้แชร์ประสบการณ์ตรงที่มีส่วนผลักดันกฎหมาย
ใช่ค่ะ เรื่องการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นคือเรื่องท้าทายของสังคมไทย ตามกฎหมายบอกไว้ในมาตรา 5 ว่า อายุ 10 ปี ไปจนถึงไม่เกิน 20 ปี หรือในช่วงวัยรุ่น มีสิทธิ์ได้เรียนรู้เพศวิถีศึกษารอบด้าน หรือเรียนรู้เรื่องเพศ
แต่สังคมไทยมีความเชื่อว่าไม่ควรให้เรียนรู้ เพราะเป็นการชี้โพรงให้กระรอก โดยเฉพาะยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงไม่ควรต้องรู้ แล้ววัฒนธรรมความเชื่อ รวมถึงการตีตราในสังคมนี้ยังแข็งแกร่งมากๆ ในที่สุด แม้เราจะมีกฎหมายที่ถือว่าทันสมัยที่สุดในโลกฉบับหนึ่งที่ให้สิทธิ์วัยรุ่นในการเรียนรู้เรื่องเพศ แต่กลับไม่ได้ถูกบังคับใช้
+ แน่นอนว่าการรื้อโครงสร้างเดิมไม่ใช่เรื่องง่าย?
แต่จำเป็นต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำก็วนลูปอยู่แบบนี้ แล้วตอนนี้สำหรับวัยรุ่นยังมีปัญหาหลายอย่างซ้อนเข้ามา ไม่ว่าเรื่องสุขภาพจิต ยาเสพติด และการเติบโตในครอบครัวที่เรียกว่า ‘แหว่งกลาง’ คือพ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วย เพราะต้องไปทำงานต่างถิ่น
+ อะไรคือปัญหาหลักเรื่องนโยบายการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของกระทรวง พม. ระหว่าง หนึ่ง-กำลังคน สอง-งบประมาณ สาม-ความตั้งใจ หรือความรู้ที่จะนำไปแก้ปัญหา
ถูกทุกข้อค่ะ จริงๆ ชื่อของกระทรวงรวมถึงภารกิจนั้นใหญ่มาก ปกติเราพูดถึงความมั่นคงของประเทศ แล้ว ‘ความมั่นคงของมนุษย์’ คืออะไร ถ้าเรายังเห็นคนที่มีภาวะเปราะบางเต็มไปหมด หรือเจอน้ำท่วมครั้งเดียวก็กลายเป็นคนจน สิ้นเนื้อประดาตัวไปเลย
ความเปราะบางเหล่านี้ หรือแม้กระทั่งกลุ่มวัยเด็ก อย่างที่บอกว่าไม่ได้รับการดูแลแบบถ้วนหน้า ทั้งๆ ที่เป็นวัยเปราะบางที่สุด เพราะยังไม่สามารถดูแลตัวเองได้ อะไรคือความมั่นคงของมนุษย์ในแต่ละกลุ่มประชากรเหล่านี้ นี่เป็นโจทย์ใหญ่มาก แต่กระทรวง พม. ก็ได้งบประมาณน้อยเกินกว่าที่จะส่งมอบอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน หรือว่าทำให้เกิดผลลัพธ์เรื่องความมั่นคงของมนุษย์ได้
เรื่องบุคลากร จริงๆ ในแง่จำนวนอาจจะไม่สำคัญเท่าคุณภาพและประสิทธิภาพ เราพูดถึงการอัพสกิล รีสกิล วัยแรงงาน แต่จริงๆ บางทีข้าราชการผู้ต้องปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องยากๆ โอกาสในการอัพสกิล รีสกิล โดยเฉพาะคนหน้างาน แล้วเป็นชั้นผู้น้อยนั้นอยู่ตรงไหน ขณะที่ระดับผู้บริหารหน่อยอาจจะได้เข้าหลักสูตรโน่นนี่นั่น ได้ไปดูงานต่างประเทศ แต่คนหน้างานจริงๆ ที่อยู่กับเด็กๆ ในสถานสงเคราะห์ หรืออยู่ในบ้านพักเด็กจะไม่ค่อยมีโอกาสแบบนั้น
+ เชื่อว่าหลายคนอาจจะงงด้วยซ้ำว่า จริงๆ แล้ว ‘ความมั่นคงของมนุษย์’ แปลว่าอะไรกันแน่ ช่วยอธิบายชัดๆ อีกนิดได้ไหม
‘ความมั่นคงของมนุษย์’ ช่วยให้เราสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องกังวลว่า ถ้ามีอะไรผิดแผกขึ้นมาในชีวิต เช่น เจ็บไข้ได้ป่วย เกิดอุบัติเหตุ ถูกทำร้าย หรือเหตุไม่คาดคิดใดๆ แล้วชีวิตจะพัง
+ ในฐานะที่จะเป็นทีมบริหารด้านเด็กเยาวชน สตรี ครอบครัว ผู้สูงวัย หรือ ‘ความมั่นคงของมนุษย์’ จัดลำดับความสำคัญสิ่งที่จะทำก่อนหลังไว้อย่างไรบ้าง
ขอพูดถึงมิติการลงทุนในแง่ตัวงบประมาณก่อนเลย ถ้ามองจากมุมของงบประมาณประเทศที่มีอยู่จำกัด การพัฒนาทุนมนุษย์มีความคุ้มค่ามากที่สุดเมื่อคุณลงทุนเร็วที่สุด นั่นคือตั้งแต่ในวัยเริ่มต้นของชีวิต
ฉะนั้น ถ้าถามว่าลำดับความสำคัญคืออะไร ตอนนี้เรากำลังอยู่ในสังคมสูงวัยระดับสุดยอด แถมแก่ก่อนรวย หมายความว่าผู้สูงวัยส่วนใหญ่ของเราไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะดูแลตัวเองได้ เรายิ่งมีความจำเป็นที่จะต้องดูแลเด็ก ซึ่งเกิดน้อยมากๆ ตอนนี้ จากตัวเลขต่อปีน่าจะไม่ถึง 400,000 คนแล้วด้วย ซึ่งลดลงอย่างเร็วมากจากที่เคยเกิดปีละเกินล้านคน
+ เป็นตัวเลขที่น่าตกใจไม่น้อย เด็กเกิดใหม่ลดลงกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว?
ใช่ค่ะ อัตราการตายมากกว่าอัตราการเกิดต่อเนื่องกันมา 3 ปีแล้ว จำนวนประชากรภาพรวมของประเทศกำลังลดลงเรื่อยๆ แล้วเดี๋ยวจะยิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ ด้วย เพราะฉะนั้นไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากคุณต้องลงทุนในการพัฒนามนุษย์ตั้งแต่วัยเริ่มต้น
+ มีข้อเสนอไหมว่าเราควรลงทุนกับอะไรบ้าง
มีด้วยกัน 5 มิติที่ต้องทำไปพร้อมๆ กัน นั่นคือ (1) มิติด้านสุขภาพ (2) โภชนาการ สำหรับวัยเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โภชนาการที่ดีมีผลอย่างมาก เพราะมันคือพลังงานทั้งหมดที่จะนำไปใช้สร้างร่างกาย พัฒนาสมอง และสุขภาพ
(3) ความมั่นคงและปลอดภัยในชีวิต (4) การเรียนรู้และการศึกษา และสุดท้ายคือ (5) ความรัก ความอบอุ่น สัมพันธภาพ เป็น 5 มิติที่ต้องประกอบกันเข้ามา แล้วเราจะได้ทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพสูง
+ เรื่องสุขภาพ โภชนาการ หรือความปลอดภัย ดูจับต้องได้และเห็นชัดเจนกว่า ส่วนความรักความอบอุ่น ภาครัฐจะสามารถทำให้คนในครอบครัวรักกันมากยิ่งขึ้นได้อย่างไร
คีย์เวิร์ดอยู่ที่คำว่า ‘เวลาคุณภาพ’ อันดับแรกเลย ถ้าหากคุณเป็นวัยแรงงานที่ต้องทุ่มเทพลังงานและเวลาไปกับการทำมาหากินเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องและดูแลครอบครัว พอหมดเวลางานก็แทบจะไม่เหลือพลังงานดีๆ ไว้ดูแลลูก หรือถ้าตั้งครรภ์คลอดลูกเสร็จแล้วต้องรีบกลับเข้าทำงาน เพราะว่ากฎหมายให้คุณหยุดได้แค่นั้น บางทีก็อยู่ที่นายจ้างอีกว่าจะต่อรองกันเท่าไร
อะไรคือเวลาคุณภาพที่คุณจะได้ดูแลทารกแรกเกิดซึ่งต้องการการดูแลเอาใจใส่อย่างประคับประคองมากๆ ฉะนั้น อย่างแรกเลยคือ เวลาคุณภาพ และ สอง ทรัพยากรอื่นๆ ที่จำเป็น อย่างเงินอุดหนุนจะช่วยได้มาก หรือศูนย์ดูแลเด็กอ่อน ถ้าหากโตขึ้นมาหน่อยก็มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ตอนนี้เรามีแล้ว แต่ยังไม่ทั่วถึง ไม่เพียงพอ และยังต้องปรับปรุงคุณภาพ
จริงๆ เราต้องการตั้งแต่เนิร์สเซอรีหรือศูนย์ดูแลเด็กอ่อน เพราะเรายังไม่ได้ให้แม่สามารถหยุดงานแต่ยังคงมีรายได้ ทุกคนจะบอกว่า 3 ปีแรกของชีวิตคือช่วงโอกาสทองของการพัฒนาทุนมนุษย์ แต่เราไม่สามารถทำให้แม่คนหนึ่งยังคงมีรายได้ หรือไม่สูญเสียรายได้จากการทำงาน แล้วสามารถเลี้ยงดูลูกได้ตลอด 3 ปี
ถ้าดูแลลูกเองทั้ง 3 ปีไม่ได้ พอจะลดเวลาลงมาได้เท่าไร ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 120 วัน ที่เรียกร้องกันคือ 6 เดือน หรือ 180 วัน นี่เป็นเรื่องที่ต้องผลักดันต่อ เพราะอย่างน้อยที่สุดควรจะมี 6 เดือนที่ทารกแรกเกิดจะได้อยู่กับแม่และดื่มนมแม่ ซึ่งนมแม่มีความสำคัญสูงมากเป็นเหมือนทุนชีวิต เหมือนสร้างบ้านแล้วทำเสาหลักเสาเอกที่ดี ย่อมเป็นฐานให้ต่อยอดไปสู่วัยต่างๆ ได้ดีเช่นกัน
นอกเหนือจากเรื่อง ‘เวลาคุณภาพ’ ที่เหลือจะเป็นทรัพยากรด้านอื่นๆ ที่เป็นบริการสาธารณะต่างๆ อย่างเรื่องการได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี มีพื้นที่ให้วิ่งเล่นอย่างปลอดภัย
+ หมายถึงสนามเด็กเล่นซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการเสริมสร้างพัฒนาการแก่เด็กๆ รวมถึงเป็นที่ผ่อนคลายให้กับทั้งครอบครัวด้วยหรือเปล่า
ใช่ค่ะ จริงๆ สนามเด็กเล่นควรอยู่ใกล้บ้านในระยะเดินทาง 5-10 นาที ควรมีพื้นที่แบบนี้เลย เด็กๆ ไม่ควรถูกเลี้ยงด้วยหน้าจอ ตอนนี้ปัญหาของการเลี้ยงดูเด็กด้วยหน้าจอมีสูงมาก แพร่หลายมากๆ ยิ่งกว่าโรคระบาดเลยด้วยซ้ำ
แต่ว่าพื้นที่เล่นที่ปลอดภัยใกล้บ้านอยู่ที่ไหน ในชุมชนที่อยู่กันอย่างแออัด ย่านตึกสูงในเมือง หรือตามตรอกซอกซอยที่ไม่ได้มีสวนสาธารณะขนาดเล็กกระจายอยู่อย่างเพียงพอ
ส่วนในวัยโตขึ้นมาหน่อย กิจกรรมหลังเลิกเรียนของลูกๆ จะจัดการตรงนี้อย่างไร ทุกวันนี้ให้เรียนพิเศษต่อ งานวิจัยชัดมากเลย เด็กยิ่งมีจำนวนชั่วโมงเรียนเยอะ ยิ่งมีความสุขน้อย นี่เป็นงานวิจัยความสุขของเด็กไทยวัยเรียนเลย
เสาร์อาทิตย์และวันปิดเทอม มีกิจกรรมสร้างสรรค์ให้เด็กได้เลือกทำตามความสนใจไหม เราได้เตรียมกิจกรรมสร้างสรรค์ให้อยู่ใกล้ตัวใกล้บ้าน แล้วไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายไหม และที่สำคัญคือมีความหลากหลายตรงกับความสนใจของเด็กเพียงพอแล้วหรือยัง
ถ้าเรามีกิจกรรมสำหรับเด็กๆ ‘หลังเลิกเรียน วันเสาร์อาทิตย์ วันปิดเทอม’ จะเป็นสิ่งที่เรียกกันว่า เมืองที่เป็นมิตรต่อการสร้างครอบครัว (Family-friendly City) นั่นเอง
+ แล้วในด้านงบประมาณ จะเพิ่มภาระให้รัฐมากน้อยแค่ไหน
เราได้ทดลองทำในหลายๆ พื้นที่ของหลายจังหวัดแล้ว ไม่ได้ใช้เงินเยอะไปกว่าเท่าที่มีอยู่แล้วในระบบงบประมาณ แต่ต้องใช้วิธีการจัดสรรแบบใหม่
+ หลังจากมีกิจกรรมและพื้นที่เล่นแล้ว ขั้นต่อไปควรเป็นอะไร
ระหว่างนี้เด็กๆ เข้าโรงเรียนแล้ว เราก็ต้องทำเรื่องการศึกษาที่มีคุณภาพ ตอนนี้มีความเหลื่อมล้ำในแง่คุณภาพการศึกษาสูงมาก ทุกคนรู้ดีว่าถ้าอยากเข้าโรงเรียนดีๆ บางทีมันไกลบ้านมากๆ โรงเรียนขนาดเล็กกำลังถูกยุบ ทั้งที่จริงๆ แล้วนี่คือความสะดวกที่สุดสำหรับพ่อแม่ แต่ว่าทำอย่างไรจะให้โรงเรียนใกล้บ้านมีคุณภาพด้วย ต้องบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากๆ
เรายังนึกถึงกิจกรรมสร้างสรรค์ที่รายล้อมอยู่นอกห้องเรียนด้วย เรียกได้ว่าเป็น ‘นิเวศการเรียนรู้’ เพราะการเรียนรู้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียน แต่เกิดได้ทุกที่ในชุมชน ไม่ว่าห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ หรือสนามเด็กเล่น
กรณีเด็กเล็ก เด็กเมืองจะมีพื้นที่อย่าง Makerspace ให้เข้าไปทำเวิร์กช็อปสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้ แหล่งเรียนรู้เหล่านี้ไม่ควรอยู่ไกลตัว ต้องไม่ลืมว่าเด็กยังเดินทางเองไม่สะดวก ต้องให้พ่อแม่หรือผู้ใหญ่พาไป ซึ่งบางทีก็ติดตรงนี้นี่แหละ เพราะผู้ใหญ่ไม่ว่าง ต้องทำงาน แล้วเด็กเราเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ แต่อยู่กับปู่ย่าตายายหรืออยู่กับญาติ โอกาสที่จะถูกดูแลแบบเอาใจใส่พาไปแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ก็น้อยลง ฉะนั้นระบบนิเวศการเรียนรู้ควรจะอยู่ล้อมตัวเด็ก อยู่ในชุมชนเลยยิ่งดี เพื่อไม่ให้ต้องเดินทางไกล
+ นี่ตรงกับแนวคิดที่ว่า ‘เลี้ยงเด็กหนึ่งคนต้องใช้คนทั้งหมู่บ้าน’ และมันควรเป็นแบบนี้ด้วยหรือเปล่า
ใช่เลยค่ะ อย่างที่บอกไปว่า ตอนนี้เด็กไทยเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ยิ่งจำเป็นต้องใช้กลไกที่เรียกว่า ‘เลี้ยงเด็กหนึ่งคน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน’ เราปล่อยให้เป็นภาระครอบครัวอย่างเดียวไม่ได้ ปู่ย่าตายายตอนนี้ตามหลานไม่ทัน อย่าว่าแต่ปู่ย่าตายายเลยบางทีพ่อแม่ก็ไม่รู้ว่าจะสอนการบ้านลูกยังไงแล้ว ต้องทำให้กลไกที่เรียกว่าเป็นทีมชุมชน ถ้าหากว่ามีสักหน่วยในชุมชน หรือ ‘ศูนย์ครอบครัวเข้มแข็ง’ ตามนโยบายของพรรคประชาชนเข้ามามีส่วน
+ พอจะอธิบายเพิ่มเติมได้ไหมว่าศูนย์ครอบครัวเข้มแข็งหน้าตาเป็นอย่างไร
จะเป็นส่วนผสมของจิตอาสา ประชาชน คนที่ชอบทำงานเรื่องเด็ก รวมถึงคนทำเรื่องผู้สูงอายุ เรื่องคนพิการด้วยก็ได้ แล้วมีบุคลากรของภาครัฐในพื้นที่ เช่น บุคลากรของท้องถิ่น เป็นนักพัฒนาชุมชน เจ้าหน้าที่กองสวัสดิการชุมชน เข้ามารวมตัวกัน เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลประจำตำบล หรือผู้อำนวยการโรงเรียน คุณครูที่ศูนย์เด็กเล็กมารวมตัวกัน พี่ๆ อสม. กลายเป็นทีมชุมชน เป็นศูนย์ครอบครัวเข้มแข็งขึ้นมา แล้วใช้การทำงานกับเด็ก การดูแลผู้สูงอายุ หรือดูแลคนที่มีภาวะเปราะบาง ไปเยี่ยมบ้านกันแบบเพื่อนบ้าน ถามสารทุกข์สุกดิบ ไปดูว่าอยู่ดีมีสุขไหม ขาดเหลืออะไร ตกหล่นเข้าไม่ถึงสิทธิอะไรบ้าง แล้วเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบบริการ ตอนนี้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่แล้วนะคะ
จากงานที่เคยทำมา ได้ผลดีมากๆ ไม่ได้ใช้งบประมาณมากกว่าเดิมเลย แต่ใช้วิธีคิดใหม่ นั่นคือรัฐต้องเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนได้รวมตัวกัน แล้วกลายเป็นอีกภาคส่วนหนึ่ง ถ้ารัฐคือภาคส่วนที่ 1 เอกชนเป็นภาคส่วนที่ 2 ประชาชนย่อมเป็นภาคส่วนที่ 3 ที่ควรเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการทำงานพัฒนาสังคมร่วมกับรัฐ แล้วเราต้องบริหารงบประมาณแผ่นดินแบบใหม่ด้วย เพื่อให้ภาคส่วนที่ 3 เข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาสังคมได้จริง
อย่างที่คุยกันไปตอนแรกว่าบุคลากรของกระทรวง พม. ยังเป็นปัญหาเนื่องจากจำนวน และความเชี่ยวชาญด้วย แต่ถ้าเปิดพื้นที่ให้ภาคส่วนที่ 3 คือภาคประชาสังคมเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการทำงานพัฒนาสังคม ก็จะช่วยปิดช่องโหว่ของการดูแลความมั่นคงของมนุษย์ได้มากเลย
+ ทั้งหมดนี้ยืนยันว่าไม่ได้ขายฝัน เพราะทำจริงมาแล้ว ประสบความสำเร็จแล้วด้วย?
ทำมาแล้วกว่า 20 จังหวัด เกือบ 400 ตำบลทั่วประเทศ ขอยกตัวอย่างที่กาฬสินธุ์ ตอนไปเยี่ยมจะเห็นภาพเลยว่า การมีทีมในชุมชนรวมตัวกันแล้วลุกขึ้นทำงานในลักษณะเชิงรุกแบบนี้ เขาดูแลได้ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้สูงอายุ คนพิการ ส่วนวัยรุ่น เราก็ไปเสริมพลังให้น้องๆ แล้วได้เห็นวัยรุ่นลุกขึ้นมาเป็นพลเมืองตื่นรู้ (active citizen) ทำโครงการพัฒนาชุมชนตัวเองด้วย
ทีมชุมชนยังดูแลกรณีการใช้ความรุนแรงในครอบครัวที่ทำต่อเด็ก ทำต่อสตรี จากนั้นจึงดึงเข้าสู่ระบบการดูแลโดยสหวิชาชีพ มีคุณหมอ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ หรือจะดึงเข้าสู่ระบบทีมสายวิชาชีพก็ได้
นอกจากกาฬสินธุ์แล้ว มีทีมชุมชนในอีกหลายจังหวัดมากๆ ทั้งที่ลำปาง พะเยา ทางใต้ก็มีที่ตรังกับยะลา
+ ทั้งหมดนี้ดูใช้คนเยอะมากเลย เรามีบุคลากรเฉพาะทางหรืออาสาสมัครเพียงพอใช่ไหม
นี่คือพลังของคนในชุมชนที่เรามักมองข้าม เพราะเราเชื่อว่ารัฐต้องเป็นผู้จัดการบริการสาธารณะต่างๆ ให้เท่านั้น แต่จริงๆ รัฐยุคใหม่ควรเข้ามาจัดการให้น้อยลง แต่เปิดโอกาสการมีส่วนร่วมให้มากขึ้น
ลองนึกภาพง่ายๆ ว่า 7,000 กว่าตำบลทั่วประเทศ กี่หมื่นหมู่บ้าน กี่หมื่นชุมชน ไม่มีทางที่หน่วยงานไหนจะจัดการได้หมด แล้วอย่าลืมว่างบประมาณที่เราจะใช้จ่ายกับบุคลากรภาครัฐ สวัสดิการต่างๆ จะโป่งไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว
เพราะฉะนั้น การที่ภาคประชาสังคมเกิดการรวมตัวกันได้ แล้วช่วยกันทำงานเพื่อคนในชุมชนตัวเอง เกิดขึ้นจริงแล้วตั้งหลายร้อยตำบล หลายสิบจังหวัด เราแค่หยิบบทเรียนตรงนี้มาเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย ในระดับโครงสร้างการบริหารจัดการ ก็จะทำให้ทุกที่เกิดการทำงานร่วมกันได้ระหว่างภาคประชาสังคมกับภาครัฐ และจริงๆ ในหลายที่ ภาคธุรกิจชอบมากเลย เพราะเขาต้องทำ CSR อยู่แล้ว
ภาคธุรกิจสามารถอุดหนุนให้ภาคประชาสังคม หรือทีมชุมชนศูนย์ครอบครัวเข้มแข็งนี่แหละ ได้ทำกิจกรรมต่างๆ กับเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ หรือทำค่ายครอบครัว ภาพดีๆ เกิดขึ้นมากมายเลยจากความร่วมมือกันในลักษณะนี้
ตอนนี้เราทำได้เป็นจุดๆ แต่ถ้าหากว่าเราบริหารนโยบาย ภายใต้โครงสร้างการบริหารจัดการประเทศแบบใหม่ จากนี้จะทำได้ทุกที่ คือคอยสนับสนุนอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ แล้วเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่อยู่ในพื้นที่สนุกมากเลยกับการทำงานรูปแบบนี้ นึกภาพนะทั้งตำบลคนหลายพันคน มีนักพัฒนาชุมชนแค่คนเดียว แต่พอเกิดทีมชุมชนขึ้นมาปุ๊บ เหมือนเขามีทีม แล้วกระจายลงทุกหมู่บ้าน ข้อมูลต่างๆ ใครเป็นอะไรยังไง ใครตีกัน บ้านไหนเริ่มมีปัญหายาเสพติด ใครเริ่มมีปัญหาซึมเศร้า ข้อมูลจะไหลเข้ามา แล้วท้องถิ่นเอง อบต. นักพัฒนาชุมชนมีแค่ 1 คน รพ.สต. มีเจ้าหน้าที่ 3-5 คน ไม่ต้องกังวลค่ะ การมีเครือข่ายทำงานภาคประชาชนกระจายอยู่ทุกหมู่บ้าน ทำให้ข้อมูลไหลเข้าหากัน แล้วความช่วยเหลือก็ไปถึงอย่างรวดเร็วมากๆ
+ จากที่ไล่เลียงกันมา ตั้งแต่ทารกในครรภ์ เด็กก่อนวัยเรียน มาจนถึงวัยรุ่น ยังมีช่องว่างให้คอยเติมตรงไหนได้อีกบ้าง
ของวัยรุ่นช่วงสัก ม.3 ยังอยู่ในช่วง ม.ต้น เด็กเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ยังอยู่ในตำบล คืออยู่ในถิ่นที่อยู่ของตัวเอง ยังไม่ได้ย้ายเข้าเมืองใหญ่ ยังไม่ได้ย้ายตามพ่อแม่ ตรงนี้เป็นโอกาสดีมากเลย ถ้าน้องๆ เหล่านี้มีกิจกรรมที่ชวนให้ได้คิดว่า อยากทำอะไร จะทำอย่างไร หรือรวมกลุ่มกันทำอะไรดี
เรามีโครงการที่น้องๆ ได้รับโอกาสในการคิดสร้างสรรค์แล้วยังสร้างรายได้ได้ด้วย ในหลายที่ มันทำให้เขาได้ฝึกทักษะ เช่น ทักษะผู้ประกอบการ ทักษะการทำงานเป็นทีม ความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ แล้วพอไปเรียนต่อเขาก็ต่อยอดได้อีก
เหล่านี้เป็นเรื่องที่ถ้าไม่ทำไว้ตอนช่วงก่อนวัยรุ่น พอวัยรุ่นตอนปลายเขาจะไปสนใจอย่างอื่น ดึงกลับมาอาจจะไม่ทัน จริงๆ ทุกอย่างอยากให้เต็มที่ในช่วง 15 ปีแรก เพราะมองว่าสำคัญมากๆ
จาก ม.ต้น ไปถึง ม.ปลาย อย่างที่บอกว่าคุณภาพการศึกษาสำคัญมากๆ ที่เรียนดีๆ ไม่ควรอยู่ไกลบ้าน การไปเรียนไม่ควรต้องแลกกับการที่ครอบครัวจะต้องยากจนลง เพราะฉะนั้นสวัสดิการเรื่องการศึกษาที่ดีควรจะต้องให้การรับประกันว่าเด็กทุกคนจะต้องได้
ส่วนแหล่งเรียนรู้ที่เป็นระบบนิเวศการเรียนรู้รอบตัวถือว่าสำคัญมากไม่แพ้กัน เราให้เด็กเรียนแต่วิชาการไม่ได้ เพราะโลกยุคใหม่เปลี่ยนเร็วมากๆ เราต้องเตรียมความพร้อมให้เขา ซึ่งแหล่งเรียนรู้รอบตัวจะช่วยได้มาก ตรงนี้รัฐก็ไม่จำเป็นต้องทำเองทั้งหมด
ตอนนี้เรามีโมเดลอย่างที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ประกอบการ อย่างเช่น ทำผ้ามัดย้อม ปั้นเซรามิก ทำฟาร์มเลี้ยงผึ้ง ถอดความรู้ตัวเองออกมาเป็นบทเรียนต่างๆ แล้วเปิดพื้นที่ให้เด็กๆ เข้าไปเรียนรู้ เพราะฉะนั้นเขาก็จะสนุกกับการได้เลือกเรียนหัวข้อที่สนใจ ได้ลงมือทำ ทำเป็น แล้วในอนาคตถ้าเราสามารถเปลี่ยนสิ่งที่เขาเรียนรู้เป็นหน่วยกิตสะสมได้ อย่างที่เรียกว่าธนาคารหน่วยกิต เด็กวัยรุ่นชอบสิ่งนี้มากๆ ค่ะ บางคนอยากเรียนเป็นบาริสต้า เราก็ทำงานกับผู้ประกอบการที่เปิดร้านกาแฟ แล้วให้เขาช่วยสร้างบทเรียนให้กับเด็กๆ เข้าไปเรียน แล้วมีวิธีวัดผลแบบที่เก็บหน่วยกิตได้ แบบนี้รัฐไม่ต้องทำเองทุกอย่าง อาศัยความร่วมมือกับภาคประชาชน ก็สามารถสร้างนิเวศการเรียนรู้ขึ้นมาได้ เรื่องนี้เป็นอะไรที่เหมาะกับโลกยุคใหม่มากๆ เลย
+ แนวคิดธนาคารหน่วยกิตน่าสนใจมาก และไม่ว่าจะเลี้ยงผึ้ง มัดย้อม หรือชงกาแฟ ทั้งหมดนี้ถึงเวลาก็สร้างรายได้ให้เด็กได้จริงๆ เสียด้วย?
ใช่ ตอนนี้น้องๆ หลายคนสร้างรายได้ได้แล้ว เป็น learn to earn คือเรียนรู้ไปด้วย มีรายได้ไปด้วย การมีงานที่ดีที่เลี้ยงชีวิตได้ในลักษณะที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิต มีเงินเก็บ มีบ้านของตัวเอง มีสิ่งต่างๆ ที่จำเป็นได้ ไม่ควรจะอยู่ไกลเกินเอื้อม
เรามองว่ามันคือการกระจายอำนาจ กระจายความเจริญทางเศรษฐกิจไปให้ทั่วถึง แล้วจะช่วยลดปัญหาเรื่องที่บอกว่าเด็กเราเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ไม่มีโอกาสได้เติบโตกับพ่อแม่ เพราะพ่อแม่ต้องย้ายเข้าเมืองใหญ่ไปทำงาน ภาพนี้ควรจะหมดไปสักที เพื่อให้โอกาสครอบครัวได้อยู่ด้วยกัน
เราหวังว่าจะมีครอบครัวเข้มแข็ง แต่นโยบายภาพใหญ่กลับดึงพ่อแม่ไปไกลบ้าน การศึกษาที่ดีอยู่ไกล ดึงเด็กวัยรุ่นออกไป สุดท้ายครอบครัวย่อมอ่อนแออย่างที่เห็น เพราะฉะนั้นไม่ว่าอำนาจ หรือความเจริญทางเศรษฐกิจควรถูกกระจายออกไป ไม่ควรกระจุกตัว
พอเยี่ยมบ้านแต่ละครั้งเจอผู้สูงอายุที่ต้องการความช่วยเหลือ มีความเหงา มีโรคประจำตัว ก็ช่วยดูแลได้ เจอคนพิการที่ยังเข้าไม่ถึงสิทธิ์ ยังไม่ได้รับบัตรคนพิการ ก็เข้าช่วยเหลือดูแลได้ ทั้งหมดนี้เราทำไปพร้อมๆ กันได้ ไม่จำเป็นต้องแยกส่วนเลย
+ นั่นหมายความว่าชีวิตจะดีขึ้น มีรายได้โดยยังไม่ต้องพูดถึงค่าแรงขั้นต่ำเลย แล้วสำหรับกลุ่มคนวัยเริ่มต้นทำงานพอช่วยอะไรพวกเขาได้บ้าง
คิดว่าโอกาสทางการเรียนรู้ที่เป็นการเรียนรู้จากการลงมือทำจริงๆ อย่างการฝึกงานแล้วได้ค่าจ้างตอบแทนให้สมน้ำสมเนื้อเป็นเรื่องสำคัญมาก ควรเป็นสิทธิพื้นฐานเลย ไม่ใช่ว่าให้เขาไปฝึกงานแต่ใช้แรงงานโดยไม่ได้ดูแลค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรม เรื่องนี้ก็มีอยู่ในนโยบายพรรค
หรือเรื่องการดูแลสมดุลชีวิต (work-life balance) ก็เป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับคนรุ่นใหม่ เพราะเขารู้สึกว่าการรักษาสมดุลในชีวิตเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้ใช้ชีวิตไปได้ยาวๆ ท่ามกลางโลกที่มีความเครียดสูง
เหมือนที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่า สภาพแวดล้อมของการอยู่อาศัยควรจะเอื้อเฟื้อต่อการทำงาน สร้างครอบครัว มีช่วงเวลาพักผ่อน มันต้องไปด้วยกันทั้งหมด
+ ช่วงวัยล่าสุดที่พูดถึง อย่างเด็ก ม.ปลาย กับวัยเริ่มต้นทำงาน ระหว่างทางบังเอิญตั้งครรภ์โดยที่ยังไม่พร้อม ตรงนี้จะจัดการอย่างไร
จริงๆ กฎหมายป้องกันและแก้ไขปัญหาตั้งครรภ์วัยรุ่นบอกไว้แล้วว่า ถ้ายังเรียนอยู่ ไล่ออกไม่ได้ คือถ้าตั้งครรภ์ต่อยังมีสิทธิ์เรียน หรือจะยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัยก็ได้เช่นกัน กฎหมายรองรับค่ะ เรื่องนี้ต้องทำให้เกิดขึ้นจริงๆ ตอนนี้ยังทำแบบกะพร่องกะแพร่งอยู่
ส่วนถ้าหากตั้งครรภ์ต่อ ก็ต้องได้รับบริการที่ออกแบบมาเพื่อช่วยสนับสนุนให้วัยรุ่นที่เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา สามารถประคับประคองตัวเองและลูกไปต่อได้
ต้นแบบของกฎหมายนี้มาจากประเทศอังกฤษ ซึ่งมีการวางนโยบายอย่างรอบด้าน ตั้งแต่ตั้งครรภ์ปุ๊บยังเรียนหนังสือไม่จบ ก็ไม่ได้ให้ออกจากการเรียน แต่ปรับรูปแบบการเรียนให้เหมาะสม
ในประเทศเรา หลายโรงเรียนเริ่มทำแล้ว จนกระทั่งเขาได้วุฒิการศึกษา ให้เงินสนับสนุนว่าถ้าเรียนหนังสือต่อ แล้วเลี้ยงลูกไปด้วย จะมีสวัสดิการให้ เช่น เข้ามหาวิทยาลัยมี fast track ให้ แล้วเวลาแม่ไปเรียน ไปฝากดูแลลูกตอนกลางวันไม่เสียเงิน จนกระทั่งเรียนจบ มีงานให้ทำ ติดต่อภาคเอกชนไว้ให้เรียบร้อยที่จะรับเข้าทำงาน ถ้าหากว่าอยู่ในเงื่อนไขนี้คือ ดูแลตัวเอง ดูแลลูก เรียนหนังสือให้จบ เข้าทำงานได้ ทำงานได้ 3-5 ปี อย่างต่อเนื่อง ผลการทำงานใช้ได้ ก็มีสิทธิ์ซื้อบ้านการเคหะในราคาถูกอีก เพื่อให้เขามีที่อยู่ ไม่ต้องจ่ายค่าเช่า เลี้ยงลูกได้ แม้จะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวตั้งแต่วัยรุ่น ในที่สุดเขาไม่ต้องตกอยู่ในความยากจน
ปัญหาความยากจนข้ามรุ่นในบ้านเรา สาเหตุหนึ่งมาจากการตั้งครรภ์เร็ว แล้วไม่มีความช่วยเหลือใดๆ เลย เกิดเป็นวงจรที่เรียกว่าวงจรอุบาทว์คือ มีลูกเร็ว ตัวแม่เองก็หมดโอกาสทางการศึกษา รวมถึงโอกาสได้งานดีๆ ด้วย ในที่สุด เดี๋ยวลูกเราก็จะมีสภาพเดียวกับเรา วนอยู่แบบนี้ สมัย 10 กว่าปีที่แล้ว เราเคยเจอคนรุ่นราวคราวเดียวกัน อายุประมาณ 40 ก็เป็นย่าเป็นยายแล้ว
+ กรณีวัยทำงาน หากเป็นผู้พิการ เราควรเพิ่มสวัสดิการอะไรรองรับคนกลุ่มนี้บ้าง
กรณีการดูแลคนพิการ เรามีกองทุนอยู่แล้วนะคะ แต่ว่ากองทุนสำหรับคนพิการ ตามกฎหมายกำหนดว่าสถานประกอบการจะต้องรับคนพิการเข้าทำงาน แต่ถ้าที่ทำงานคุณไม่อยู่ในเงื่อนไขที่สามารถรองรับการทำงานของคนพิการได้ ก็ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนแทน ซึ่งถ้าบริหารจัดการกองทุนนี้ให้ดี สามารถนำมาดูแลสวัสดิภาพ สวัสดิการ หรือแม้กระทั่งฝึกเรื่องทักษะอาชีพให้กับคนพิการได้
เรามีเครือข่ายคนพิการที่เข้มแข็งมากๆ อยู่แล้ว แต่ว่าก็ต้องทำให้เข้มแข็งในตัวเองให้ได้ด้วย เพราะตอนนี้ยังไม่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐอย่างเพียงพอที่จะทำให้เขาใช้ชีวิตอยู่ได้โดยพึ่งพาตัวเองมากที่สุด
อีกเรื่องหนึ่งคือ การใช้ชีวิตในสังคม สภาพแวดล้อมรายล้อมตัวคนพิการ เรามีสวัสดิการดูแลเพื่อปรับบ้านให้เหมาะสม ในกรณีที่บ้านมีคนพิการ หรือบางทีคนพิการก็คือผู้สูงอายุที่มีภาวะเจ็บป่วย แต่สภาพแวดล้อมที่เป็นถนนหนทาง การเดินทาง การขนส่งมีปัญหา หลายคนเคยไปเที่ยวต่างประเทศ จะเห็นมนุษย์ล้อใช้ชีวิตอยู่ในที่สาธารณะเหมือนเราเลย เพราะว่าถนนหนทางฟุตบาท ทุกอย่างเอื้อให้ใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ว่าจะขึ้นขนส่งมวลชนสาธารณะใดๆ เขาดูแลตัวเองได้ การที่เขาทำเช่นนั้นได้ต้องมาการปรับสภาพแวดล้อม ซึ่งในระยะยาวจะช่วยลดภาระของรัฐรวมถึงความช่วยเหลือจากคนในครอบครัวไปได้มากเลย
+ กระทรวง พม. ต้องร่วมมือกับทั้งกระทรวงศึกษา กระทรวงสาธารณสุข แล้วยังมีกระทรวงคมนาคมกับท้องถิ่นอีกด้วย ซึ่งต้องการการทำงานประสานกันข้ามหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพ?
ใช่ค่ะ ทั้งหมดนี้ต้องทำงานด้วยกัน จริงๆ ถ้าถามว่าเราอยากปฏิรูประบบอะไรมากที่สุดในเรื่องการพัฒนาทุนมนุษย์ ต้องตอบว่าวิธีคิด (mindset) เราต้องมองว่าการพัฒนาคนคนหนึ่ง แล้วในแต่ละช่วงชีวิตของเขาก็อาจจะเจอเหตุการณ์ต่างๆ มากมายอย่างที่ยกตัวอย่างมา เห็นชัดเลยว่าใช้กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งไม่ได้ เพราะนี่คือการพัฒนามนุษย์แบบองค์รวม พัฒนาเด็กแบบองค์รวม ซึ่งต้องใช้ทั้งรัฐบาล ใช้ทุกหน่วยงานในการทำงานร่วมกัน
ตอนนี้แต่ละกระทรวงยังทำงานแบบเป็นไซโล เหมือนตอนยกตัวอย่างว่าทำไมกฎหมายตั้งครรภ์ในวัยรุ่นไปได้ไม่ถึงไหน เพราะออกแบบมาให้ทำงานด้วยกัน แต่วัฒนธรรมเดิมหรือวิธีการทำงานแบบเดิมยังเป็นไซโลอยู่ งบประมาณก็ถูกส่งลงไปตามท่อ ท่อใครท่อมัน ส่วนการทำงานแนวระนาบแบบที่เสนอนี้ เราต้องคิดใหม่ ออกแบบใหม่หมดเลย เพราะลำพัง พม. กระทรวงเดียวทำทั้งหมดนี้ไม่ได้แน่
+ ถ้าพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล แต่จำเป็นต้องตั้งรัฐบาลผสมหลายพรรค แล้วถ้าเราต้องทำงานร่วมกับรัฐมนตรีสาธารณสุข รัฐมนตรีศึกษา จากพรรคอื่นๆ จะติดขัดอะไรไหม
นี่เป็นปัญหาที่เจอมาตลอด 30 ปีในการทำงาน ถ้ามีโอกาสได้พูดคุยกับรัฐมนตรีสักกระทรวง จะบอกว่าท่านช่วยไปคุยกับอีกกระทรวงหน่อยได้ไหม เพื่อจะได้จับมือกัน ซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้น เพราะเขามาจากคนละพรรค แล้วเขาไม่คุยกัน คำว่าบูรณาการจึงเป็นปัญหามาตั้งแต่ระดับบนสุดไปจนถึงล่างสุดของประเทศ
+ หลังจากวัยทำงาน ก็เข้าสู่วัยเกษียณ เดี๋ยวนี้อายุเกษียณขยับเป็น 65 บ้าง 70 บ้างแล้วแต่อาชีพ ถ้าเรามีโอกาสบริหารกระทรวง พม. ได้จัดเตรียมสวัสดิการอะไรไว้รองรับกลุ่มผู้สูงวัยบ้าง
พม. มีกรมกิจการผู้สูงอายุ มีชมรมผู้สูงอายุอยู่แล้ว แต่มองอีกด้าน คนอายุ 60 ปีขึ้นไปยังไม่ทันหมดเรี่ยวหมดแรงเลย ยังทำอะไรได้อีกเยอะ ถ้าเราทำนโยบายใหม่ แล้วออกแบบดีๆ ชมรม สมาคม หรือกลุ่มผู้สูงอายุเหล่านี้สามารถเป็นทั้งพื้นที่การเรียนรู้ การเข้าสังคม เราไม่อยากให้ติดเตียง อยากให้มาติดสังคมมากกว่า จะได้สดชื่นมีชีวิตชีวา
แต่มากไปกว่านั้นคือ เขาจะได้ใช้ความสามารถของเขาคืนกลับไปที่ไหนได้บ้าง ยกตัวอย่าง คืนกลับไปที่ศูนย์เด็กเล็ก หรือสนามเด็กเล่น ด้วยการเป็นคนดูแลการเล่นของเด็กๆ หรือคืนกลับไปที่โรงเรียน กลับไปที่โรงพยาบาลประจำตำบลก็ยังได้ หรือแม้แต่กระทั่งทำกิจกรรม อย่างค่ายครอบครัว
ครั้งหนึ่งเราไปดูงานชมรมผู้สูงอายุ เขาคุยกันว่าจะคุยกับหลานวัยรุ่นอย่างไรดีไม่ให้ทะเลาะกัน แทนที่จะมาสอนกันแบบสั่งสอนแบบเดิมๆ เขาใช้การเล่นละครให้ผู้สูงอายุด้วยกันดู คนเล่นละครก็คือสมาชิกที่มีทั้งเด็กและผู้สูงอายุ จำลองสถานการณ์ว่าคุยกับหลานแบบนี้หลานไม่คุยด้วยหรอก ต้องคุยอีกแบบแล้วหลานจะคุยด้วย
แบบนี้เรียกว่าการต่อยอด นั่นคือแทนที่จะมาเข้าชมรมผู้สูงอายุที่เป็นห้องเรียนผู้สูงอายุ เล่นเปตอง ลีลาศ หรือบางที่จับผู้สูงอายุมาใส่ชุดนักเรียน หลายคนมาคุยกับเราเลยว่าเขาไม่เข้าชมรมผู้สูงอายุเพราะกลัวจะต้องไปทำอะไรตลกๆ แบบนั้น เขาไม่อยากทำ บางคนเป็นอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาล เขาอยากทำประโยชน์ให้ชุมชนด้วยศักยภาพที่มี เราจึงตั้งใจจะสร้างช่องทางให้ผู้สูงอายุวัยเกษียณได้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ในนามจิตอาสาหรือกึ่งจิตอาสาก็ได้
+ หลังจากนั้นเมื่อชีวิตดำเนินมาถึงช่วงท้าย การดูแลแบบประคับประคองในระยะสุดท้ายของชีวิต (palliative care) น่าจะเป็นสิ่งที่พบเจอได้มากขึ้นในอนาคตอันใกล้สำหรับสังคมสูงวัยบ้านเรา มีช่องว่างที่จะช่วยเติมเต็มตรงไหนได้บ้าง
เรื่องนี้ก็สำคัญมากไม่แพ้กัน เรากำลังมีผู้สูงอายุเยอะขึ้นมากๆ ขณะที่โรค NCD พวกเบาหวาน ความดัน ไขมัน หรือโรคที่เกิดจากพฤติกรรมทั้งหลายจะมากันเต็มไปหมด เป็นไปไม่ได้ที่สถานพยาบาลอย่างโรงพยาบาลจะรองรับผู้ป่วยเหล่านี้ได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นการมีระบบช่วยประคับประคองในระยะสุดท้ายของชีวิตที่บ้านจึงสำคัญมาก
เรามองว่าบุคลากรภาครัฐมีไม่พอแน่นอน ชวนย้อนกลับไปที่กลไก ‘ศูนย์ครอบครัวเข้มแข็ง’ ซึ่งสมาชิกเป็นจิตอาสา เป็นคนในชุมชน เป็นเพื่อนบ้านกันเอง เราสามารถเติมทักษะในการดูแลแบบประคับประคองเข้าไปในศูนย์นี้ได้ นอกจากนั้นศูนย์ดังกล่าวยังเป็นที่รวมของ อสม. ด้วย หากตีคร่าวๆ 1 อสม. ดูแล 10 หลังคาเรือนซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกันเอง เรื่องนี้ก็น่าจะเป็นไปได้
ถ้าเกิดโครงสร้างแบบนี้ได้ ตัวมันเองจะเป็นระบบนิเวศที่เอื้อให้ภาคประชาชนเข้มแข็งขึ้นและดูแลซึ่งกันและกัน ภาครัฐก็ไม่ต้องแบกงบประมาณบุคลากรใหญ่โต แต่ใช้กลไกแบบนี้ทำงานเชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทุกวันนี้ภาครัฐทำงานบริการสาธารณะแบบตั้งรับเป็นหลัก มีเวลาเปิดปิดแน่นอน แต่ภาคประชาสังคมไม่ได้ทำงานแบบนั้น เขาทำงาน 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ และดูแลกันแบบเพื่อนบ้าน เราคิดว่ากลไกแบบนี้จะเป็นทางออกของสังคมสูงวัย เกิดน้อย แก่ก่อนรวย รวมถึงปัญหาเรื่องคุณภาพเด็กด้วย
+ นอกจากการดูแลประคับประคองในช่วงท้ายของชีวิต อีกเรื่องที่อาจตามมาและจำเป็นต้องถามคือแนวโน้มของการุณยฆาตในประเทศไทย
การุณยฆาตเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยฉันทมติของสังคมอย่างยิ่งยวด อันดับแรกเราควรเปิดพื้นที่ให้มีการสนทนาเรื่องนี้กันเยอะๆ ดูง่ายๆ เลยอย่างเรื่องการเขียนพินัยกรรมชีวิต แม้จะแพร่หลายระดับหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่เป็นเรื่องที่ทำกันเป็นปกติ ยังรู้สึกว่าเดี๋ยวเป็นลางไม่ดี
ยังมีเรื่องที่เราต้องคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันให้กว้างขวางทั่วถึง เพื่อให้ผู้คนได้คลายความคิดความเชื่อที่แข็งตัวหรือฝังอยู่ลึกๆ แล้วมองเห็นความเป็นไปได้ มองเห็นผลดีผลเสียที่มากไปกว่าที่เราเคยคิดแต่เดิม ซึ่งจะเกิดได้เมื่อเราเปิดพื้นที่ให้มีการคุยเรื่องนี้กันได้ เพราะถ้าคุยไม่ได้ โอกาสที่จะได้เรียนรู้และปรับมุมมองความคิดคงเป็นไปได้ยาก
+ ในงานด้านความมั่นคงของมนุษย์ หากอยู่ในสถานการณ์ไม่ปกติ เช่น โรคระบาด ภัยพิบัติ สงคราม หรือการปะทะตามแนวชายแดนที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2568 เวลามีเหตุลักษณะนี้ เราจะต้องเตรียมแผนสำรองหรือแผนฉุกเฉินเพื่อรับมืออย่างไร
ขอยกตัวอย่างเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ รอบนี้เห็นชัดมากๆ ว่าพลังของภาครัฐและแม้กระทั่งพลังของท้องถิ่น ซึ่งไม่ได้ถูกกระจายอำนาจ กระจายทรัพยากรเสริมพลังไว้ก่อน ไม่สามารถรับมือได้เลย ทุกคนไม่ปฏิเสธเลยว่าวอร์รูมที่ตั้งอย่างรวดเร็วและทำงานมีประสิทธิภาพคือวอร์รูมภาคประชาชน แล้วเม็ดเงินที่ใช้ในการทำงานมาจากเงินบริจาค ซึ่งใช้ได้อย่างรวดเร็ว เพราะไม่ติดระเบียบราชการต่างๆ มากมาย ยังยืนยันว่าต้องมีภาคส่วนที่ 3 เข้ามาช่วยดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน ไม่ว่ายามปกติหรือยามภัยพิบัติ ปีหน้าจะเจอกันเยอะขึ้นด้วยซ้ำ และหนักขึ้นทุกปี นับจากนี้ถ้าไม่ยกระดับวอร์รูมภาคประชาชนขึ้นมาเป็นกลไกในฐานะหุ้นส่วนในการทำงานทั้งเชิงพัฒนา ทำงานทั้งเชิงกู้ภัยต่างๆ ไปจนถึงเชิงเยียวยาฟื้นฟูระยะยาว ภาครัฐรับมือไม่ไหวแน่ๆ
+ นโยบายอะไรใดๆ ก็ตามที่มีผลต่อเด็กและเยาวชน สิ่งหนึ่งที่เยาวชนจำนวนหนึ่งอยากเข้ามามีส่วน คือการกำหนดชีวิตตัวเอง แต่หลายๆ รัฐบาลที่ผ่านมาอาจจะยังไม่ได้ให้โอกาส เพราะอย่าลืมว่าเด็กอายุไม่ถึง 18 ปียังไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ตรงนี้มีความคิดเห็นอย่างไร
ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ร้อยทั้งร้อยเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมตั้งแต่เด็กๆ เช่น สภานักเรียน นี่เป็นแบบฝึกหัดแรกเลย ที่เด็กๆ จะได้ฝึกใช้ความรู้เรื่องประชาธิปไตย ได้เรียนรู้เรื่องการเป็นตัวแทน สิทธิของตนเอง และใช้สิทธิ์ในการร่วมตัดสินใจ
แต่โจทย์ของเราคือ สภานักเรียนยังไม่ได้ถูกทำให้เป็นพื้นที่ของการเรียนรู้แบบนี้ โตขึ้นมาหน่อยเข้ามหาวิทยาลัยก็มีสภานักศึกษา องค์การนักศึกษา หรือถ้าไม่ดูในระบบการศึกษา การเปิดโอกาสให้เด็กๆ เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้ทำโครงการเพื่อชุมชนก็เป็นวิธีหนึ่ง ทำให้เขาได้คิดว่าอยากทำอะไรให้กับชุมชน ไปสำรวจชุมชนว่ามีปัญหาอะไรบ้าง หรือตัวเองอินกับเรื่องไหน แล้วหยิบเรื่องนั้นมาทำ มีผู้ใหญ่หรือมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องนั้นเป็นผู้ให้คำแนะนำปรึกษา
ในระดับตำบลมีสิ่งที่เรียกว่าสภาเด็กและเยาวชนของตำบล ตอนนี้อยู่ในกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ ซึ่งกระทรวง พม. นี่แหละ เป็นผู้รักษากฎหมายฉบับนี้ แต่ในระดับตำบลให้ไปอยู่ในการดูแลของท้องถิ่น เรามองว่าควรโอนย้ายสภาเด็กและเยาวชนประจำตำบลไปเป็นภารกิจของท้องถิ่นเลย อบต. จะได้ดูแลสภาเด็กและเยาวชน ใช้งบประมาณ ใช้บุคลากรทำงานได้เต็มที่ ตอนนี้ยังครึ่งๆ กลางๆ อยู่ นี่คือพื้นที่การเรียนรู้ที่สำคัญเลยค่ะ เด็กๆ จะมีโอกาสได้พัฒนาตัวเอง ได้ลองทำโครงการที่คิดเอง ทำเอง สรุปบทเรียนเอง ซึ่งมันครบกระบวนการ เขาจะได้เรียนรู้เยอะมากๆ
หรือการสนับสนุนให้ภาคส่วนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาครัฐหรือท้องถิ่น อย่างเช่นภาคเอกชน ภาคประชาสังคม NGO ได้ทำพื้นที่ปฏิบัติการทดลองทางนโยบาย ตอนนี้มีหลายหน่วยงานได้ลองทำเป็นลักษณะโครงการที่ให้น้องๆ มาทำห้องปฏิบัติการทางนโยบาย สมัครกันเข้ามาแล้วเลือกเรื่องที่ตัวเองอยากทำ ปีที่แล้วมีเรื่องน่าสนใจ อย่างเช่น ผ้าอนามัยในโรงเรียน เพราะสำหรับวัยรุ่นผ้าอนามัยมีราคาแพง คือเด็กเรา 70 เปอร์เซ็นต์เป็นเด็กครอบครัวยากจน ผ้าอนามัยห่อละ 50-60 บาท แล้วเดือนหนึ่งบางทีต้องใช้หลายห่อ มันเป็นค่าใช้จ่าย ก็มีกลุ่มเยาวชนรวมทีมกันแล้วคิดจะทำเรื่องการกำจัดขยะ แยกขยะในโรงเรียน เขาคิดไอเดียได้น่าสนใจ แล้วถ้าจะให้ผู้ใหญ่ หรือผู้อำนวยการโรงเรียนสนับสนุนต้องเสนอนโยบายแบบไหน ถ้าจะให้ผู้อำนวยการเขต หรือนายอำเภอสนับสนุนต้องเสนอนโยบายแบบไหน เราเรียกกันว่า Youth Policy Lab เป็นห้องปฏิบัติการด้านนโยบายที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ทดลองทำจริง
แต่อีกเรื่องที่สำคัญมากๆ นอกจากการเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนแล้ว นั่นคือผู้ใหญ่เองก็ต้องเตรียมความพร้อมเช่นกัน หากไปดูกฎหมายบางฉบับ เช่น กฎหมายเรื่องการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น กฎหมายกำหนดว่า คณะกรรมการที่ดูแลเรื่องนี้ทั้งระดับชาติและระดับจังหวัดจะต้องมีตัวแทนเยาวชนชาย 1 หญิง 1 เข้าไปนั่ง แต่ชาย 1 หญิง 1 เป็นวัยรุ่นหน้าใสเข้าไปนั่งท่ามกลางห้องประชุมที่มีแต่ผู้แทนหน่วยงาน เราว่ามันยากมากที่ตัวแทนเยาวชนแค่ 2 คนจะพูดอะไรไปแล้วได้รับการยอมรับหรือแม้กระทั่งฟัง
เพราะฉะนั้นการมีส่วนร่วมของเยาวชนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำสองด้านควบคู่กันคือ เตรียมความพร้อมเยาวชนในการฝึกทักษะได้คิดได้ลงมือทำ ส่วนผู้ใหญ่ก็เตรียมความพร้อมด้วยการฟังให้เป็น เพราะฉะนั้นหากนโยบายสมมติไหนที่โดนๆ หรือน่าไปต่อ ตัวอย่างเช่น เรื่องผ้าอนามัย ไอเดียที่เกิดจาก Youth Policy Lab ก็พร้อมจะกลายเป็นนโยบายที่นำมาใช้จริง
หรือกรณีรัฐธรรมนูญ กำหนดว่าประชาชนเข้าชื่อกัน 10,000 รายชื่อเพื่อเสนอกฎหมายได้ จากสมัยก่อนต้องใช้ 50,000 รายชื่อ แล้วถ้ายังเป็นประชากรวัยรุ่น อายุไม่ถึงเกณฑ์เลือกตั้ง มีช่องทางไหนให้รวมตัวกันเพื่อเสนอนโยบายสาธารณะแล้วได้รับการยอมรับบ้าง ตอนนี้กระทรวง พม. มีสมัชชาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ จัดเป็นประจำทุกปี ถ้าเรามีโอกาสบริหารจะปรับเปลี่ยนสมัชชานี้ให้เป็นพื้นที่ทำนโยบายสาธารณะในภาคเด็กและเยาวชนได้จริง
เฉกเช่นเดียวกับสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเป็นกลไกที่อยู่ในกฎหมายเลยว่าประชาชนที่รวมตัวกันแล้วไปเสนอนโยบาย ถ้าได้รับการยอมรับจากเพื่อนสมาชิกที่เข้าร่วมสมัชชาด้วยกัน คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจะต้องเสนอต่อ ครม. เพื่อให้เป็นมติ ครม. แล้วก็จะกลายเป็นนโยบายขึ้นมา
สำหรับคนรุ่นใหม่ นำเสนอนโยบายผ่านสมัชชาเด็กและเยาวชนได้ไหม หรือนำเสนอผ่านสภาเด็กและเยาวชน ซึ่งมีระดับตำบล อำเภอ จังหวัด แล้วขึ้นไปเป็นระดับชาติ ซึ่งตอนนี้อยู่ภายใต้กระทรวง นั่นหมายถึง ผลงานของน้องๆ หรือข้อเสนอได้รับการกลั่นกรองมาแล้วไม่มากก็น้อย
ถ้าถามว่าเป็นไปได้ไหม ขอตอบเลยว่าเป็นไปได้แน่นอน หลายประเทศทำแล้ว และถ้ามีโอกาสเราต้องทำแน่นอน ในต่างประเทศมีองค์กรอิสระที่เยาวชนเป็นผู้นำ เรียกว่า Youth-led Organization แต่ไม่ได้แปลว่าในหน่วยงานเหล่านี้จะไม่มีผู้ใหญ่ทำงานเลย มีค่ะ แต่ทำในฐานะผู้สนับสนุน ให้คำแนะนำปรึกษา แต่ผู้นำที่มีอำนาจตัดสินใจเป็นคนรุ่นใหม่ ถือเป็นวิธีฝึกที่จะได้ทำจริงเลย เหมือนเขาได้ฝึกตัดสินใจและแน่นอนมันมาพร้อมความรับผิดชอบด้วย นี่จะเป็นช่องทางของการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของเด็กและเยาวชนค่ะ
+ หากดูจากกลุ่มอาชีพของสมาชิกวุฒิสภา จะเห็นว่าใน 20 กลุ่ม มีทั้งกลุ่มชาวนา ชาวประมง แพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ กลุ่มสตรี กลุ่มผู้สูงอายุ สื่อมวลชน แต่ไม่มีกลุ่ม LGBTQ ชวนสงสัยว่าสังคมไทยหลงลืมคนกลุ่มนี้ไปหรือเปล่า จนกระทั่งมีการผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่ทำให้เห็นว่าไม่ได้เป็นอย่างนั้น อยากทราบว่าจะสนับสนุนกลุ่ม LGBTQ อย่างไร
มีกฎหมายฉบับหนึ่งที่อยากให้ประเทศไทยมีมากๆ เรียกว่าเป็นกฎหมายที่ขจัดการเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบต่อบุคคล คือเหตุที่เราหลงลืมไป ส่วนหนึ่งเพราะว่าเราเลือกปฏิบัติ คือเรามองข้ามจนชิน แต่ถ้ามีกฎหมายลักษณะนี้ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น LGBTQ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ หรือกลุ่มที่ถูกเลือกปฏิบัติเพราะความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่าง เขาจะสามารถใช้ช่องทางกฎหมายในการร้องเรียน หรือฟ้องร้องหน่วยงานที่ปฏิบัติกับเขาเพียงเพราะเป็น LGBTQ หรือเป็นกลุ่มใดๆ ข้างต้น
30 ปีที่ผ่านมา จำได้ว่าในเครือข่ายการทำงานด้านพัฒนาสังคมพูดเรื่องนี้กันหลายครั้ง แล้วมีความพยายามยกร่างและผลักดันมาตลอด ถ้าพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล เราเชื่อเลยว่าเรื่องนี้จะต้องถูกผลักดันอย่างจริงจังจนเกิดเกิดขึ้นได้แน่ แม้จะตามหลังประเทศอื่นอยู่หลายปี แต่ว่ามันควรต้องเกิดขึ้นได้แล้ว
อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องเชิงวัฒนธรรม การไม่ยอมรับกันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในทางกฎหมาย แต่ถูกปลูกฝังอยู่ในวัฒนธรรมคือการบอกการสอนที่สืบทอดต่อๆ กันมา
จริงๆ เรื่องนี้ทำให้เราอินกับงานครอบครัวและการเลี้ยงดูเด็กด้วย เพราะว่าถ้าตั้งแต่ในครอบครัว เด็กเริ่มมีความชัดเจนว่าตัวตนของเขาแตกต่าง อาจจะเป็น LGBTQ หรือเป็นใดๆ ก็ตาม แล้วถูกบอกว่าไม่ได้ ไม่ถูกต้อง ไปปรับพฤติกรรมใหม่เสีย บางบ้านบอกไปบำบัด บางบ้านบอกให้ไปพบจิตแพทย์ มันทำลายตัวตนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขาตั้งแต่ในวัยเด็กเลย
นี่เป็นเรื่องเชิงวัฒนธรรม หมายความว่าเราต้องสื่อสารเรื่องนี้กันใหม่ ต้องให้การศึกษากันใหม่ ต้องให้เห็นว่าความเป็นมนุษย์มีความหลากหลาย และความหลากหลายนั้นคือความมีศักดิ์ศรี เราไม่ควรทำลายความภาคภูมิใจในตัวเอง หรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตั้งแต่เขายังเป็นเด็กเล็กๆ ไม่อย่างนั้นชีวิตในวันข้างหน้าจะเอาความภาคภูมิใจในตัวเองแบบไหนไปสู้กับเรื่องยากๆ ในโลกใบนี้ถ้าเผื่อสิ่งนี้ไม่ถูกปลูกฝังหรือยอมรับในตัวตนของเขาตั้งแต่เล็กๆ ซึ่งการเลี้ยงดูมีผลอย่างมาก
มีงานหนึ่งที่เป็นงานแรกๆ เมื่อ 30 ปีที่แล้ว คือเรารวบรวมว่ารายการละครในโทรทัศน์ หรือแม้กระทั่งข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ สื่ออะไรที่เกี่ยวกับการตอกย้ำความด้อยกว่าของเพศหญิง หรือ LGBTQ ซึ่งเราพบเต็มไปหมดเลย แล้วมีงานวิจัยที่ไปวิเคราะห์แบบเรียนของกระทรวงศึกษาธิการทั้งหมดแล้วพบว่าการตอกย้ำความเป็นอื่น ความแตกต่าง ความด้อยกว่าของเพศหญิงและ LGBTQ มีอยู่เต็มไปหมด
ทั้งหมดนี้ถ้าไม่ถูกปรับเปลี่ยน ต่อให้มีกฎหมายสมรสเท่าเทียม มีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ แต่ว่าปรากฏการณ์ที่มีการเลือกปฏิบัติ มองไม่เห็นตัวตน ไม่ให้พื้นที่ ไม่ให้คุณค่า หรือแม้กระทั่งทำร้ายหรือฆ่ากัน จะยังมีอยู่
เรามองว่าต้องทำสองอย่างไปด้วยกัน ทั้งเชิงกฎหมายและเชิงวัฒนธรรม ซึ่งอย่างหลังไม่ค่อยได้ยินใครพูดถึงเท่าไร เรื่องมิติเชิงวัฒนธรรม ต้องรื้อและสร้างใหม่ในหลายเรื่องมากๆ ซึ่งไม่ยาก แค่ต้องลงมือทำ
+ เราจะเห็นผลภายใน 4 ปีนี้?
ไม่ทันค่ะ คงต้องใช้เวลานะ เหมือนที่ถามเรื่องการุณยฆาต กว่าจะได้คุยกันทั่วถึงจนเกิดการตกผลึกของทั้งสังคมก็ต้องใช้เวลา วัฒนธรรมเรื่องเพศ กว่าจะถกเถียงกันจนได้ข้อยุติก็ต้องใช้เวลา
หรืออย่างกฎหมายตั้งครรภ์วัยรุ่นเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2559 ตอนนี้เกือบ 10 ปีแล้ว แต่ทุกวันนี้ในโรงเรียนยังไม่มีหลักสูตรเพศวิถีศึกษารอบด้านที่ทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้แล้วดูแลตัวเองได้ ทุกวันนี้สถิติการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นกลับมาอีกแล้ว ทั้งๆ ที่เรามีกฎหมายนี้มาเกือบ 10 ปี
+ เริ่มตอนนี้ยังทันใช่ไหม
ถ้าไม่เริ่มตอนนี้คงไม่เห็นฝั่งเลย แต่ถ้าเริ่มแล้วจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไร อยู่ที่ความต่อเนื่องและความเอาจริงเอาจังเท่านั้นค่ะ