free geoip

รชพร ชูช่วย: เติมความสนุกใส่วัฒนธรรม ให้โลกได้ชิมรสจัดจ้านจาก ‘Spicy Thailand’  

รชพร ชูช่วย ไม่เกร็ง วัฒนธรรม Quote all(zone)


เมื่อพูดถึงวัฒนธรรมไทย สิ่งที่เรานึกภาพออกเป็นอย่างแรกๆ อาจเป็นชุดผ้าไทย รำไทย อาหารไทย มวยไทย แล้วถ้าพูดถึงกระทรวงวัฒนธรรม หลายคนอาจนึกถึงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ การท่องเที่ยว หรือหนังไทย เรียกได้ว่าศิลปวัฒนธรรมไทยกินพื้นที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา และเราคนไทยมีสิ่งน่าภาคภูมิใจมากมายจนเล่าได้ไม่จบไม่สิ้น

“ศิลปวัฒนธรรมของเราอยู่ข้างในตัวคน” รชพร ชูช่วย หนึ่งในทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ในฐานะที่ปรึกษานโยบายด้านศิลปวัฒนธรรม เสนอว่าสิ่งที่ผลักดันอยู่ตอนนี้ เช่น การท่องเที่ยว นับเป็นเพียงส่วนน้อยจากทุนวัฒนธรรมไทยอันมหาศาลที่เรามักมองข้าม 

ด้วยประสบการณ์การสอนร่วม 2 ทศวรรษทั้งในและต่างประเทศ เจ้าของผลงานออกแบบพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย ‘ใหม่เอี่ยม’ ที่เชียงใหม่ ซึ่งได้รับรางวัลพิพิธภัณฑ์ใหม่ยอดเยี่ยมแห่งเอเชียแปซิฟิกในปี 2560 รชพรสะท้อนมุมที่ชาวต่างชาติมองเข้ามาในไทย เข้าข่ายยืมแว่นของคนนอก ซึ่งอาจทำให้เราเห็นแง่งามที่ซ่อนอยู่ได้แจ่มชัดกว่าที่เคย


“จริงๆ กระทรวงวัฒนธรรมไม่ต้องทำอะไรเยอะเลย แค่ช่วยเป็นผู้อำนวยความสะดวกก็พอ”


รชพรยืนยันว่า วัฒนธรรมไทยยังมีพื้นที่ให้เติบโตและต่อยอดไปได้ไกลมาก เพียงส่งเสริมให้ถูกจุด

ในยุคที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าเศรษฐกิจปีนี้ ‘เผาจริง’ คงถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องงัด ‘ทุนวัฒนธรรม’ อันรุ่มรวยมารับมือสักตั้ง ทำอย่างไรให้วัฒนธรรมไทยไม่เพียงขายได้ แต่ยังแข็งแกร่งประหนึ่งอาวุธลับของประเทศ 

ท่ามกลางมหาสมุทรแห่งศิลปวัฒนธรรมไทย เราควรเริ่มต้นควานหาจากจุดไหน ที่ปรึกษานโยบายด้านศิลปวัฒนธรรมคนนี้มีคำตอบ


ประวัติ รชพร ชูช่วย การศึกษา ประสบการณ์





+ ถ้าประเทศไทยมีความแข็งแกร่งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ หรือเกษตรกรรม ทุกคนน่าจะนึกภาพออกไม่ยาก แล้วการมีวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งจะทำให้ชีวิตคนไทยดีขึ้นได้อย่างไร

อยากชวนมองภาพใหญ่นิดหนึ่ง สมมติว่าเราเห็นภาพประเทศต่างๆ ในโลกนี้เหมือนการทำงานกลุ่ม แต่ละคนก็มีจุดแข็งและจุดอ่อนคนละแบบ อย่างเพื่อนคนนี้เก่งเลข คนนี้คุยเก่ง อีกคนทำกับข้าวเก่ง หรือไปคุยกับครูเก่ง แต่ละคนมีศักยภาพต่างกันไป ถ้ามองภาพทั้งโลกอย่างนี้ ประเทศไทยจะเก่งด้านไหน เรานำเสนออะไรให้กับโลกนี้ที่เขาอยากได้จากเรา แล้วคนอื่นทำไม่ได้


ส่วนตัวคิดว่าวัฒนธรรมเราเข้มแข็งมาก เพราะจริงๆ คนไทยมีความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม ในแง่สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศเรา มันร้อนแหละ แต่ไม่มีใครตายเพราะร้อน ไม่ถึงขั้นแบบเวลาร้อนในยุโรป ในแอฟริกา หรือในอินเดีย เราร้อนแต่ก็มีร่มพอให้หลบ แล้วก็ไม่ได้หนาวจนเกินไป เพราะฉะนั้นชีวิตเราชิลๆ ได้


วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมา แล้วกลายเป็นอัตลักษณ์ประจำของพื้นที่หนึ่งๆ ที่คนจำนวนมากแบ่งปันกัน ทีนี้เรามีวัฒนธรรมที่น่าสนใจเพราะอย่างที่บอกว่าเราเป็นประเทศชิลๆ ไม่ร้อนเกินไปไม่หนาวเกินไป พืชพันธุ์ธัญญาหารก็อุดมสมบูรณ์ โยนๆ อะไรไปเดี๋ยวก็ขึ้นเป็นต้น เพราะฉะนั้นเลยทำให้เรามีวัฒนธรรมที่รุ่มรวย เป็นทุนที่สูงมาก ซึ่งเราไม่ค่อยได้ใช้ให้คุ้ม


ตอนนี้ที่ใช้กันอยู่ เราขายแค่การท่องเที่ยวเป็นหลัก จริงๆ เชื่อว่าเราทำได้มากกว่านั้นเยอะ แล้วตอนนี้เราเห็นภาพอีกภาพ นั่นคือเด็กนักเรียนที่เรียนเลขไม่เก่ง เรียนวิทย์ไม่เก่ง เรียนฟิสิกส์ห่วย พูดง่ายๆ คือไม่ได้ไปทางสเตม (STEM – วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์) แต่เก่งเรื่องอื่นๆ มากมาย เช่น รำ วาดรูป ทำกับข้าว หรือประดิดประดอยเก่ง เรารู้สึกว่ามันอยู่ในดีเอ็นเอของคนไทย แล้วเรามีคนเก่งแบบนี้เยอะมาก หรือบางคนทำผมเก่ง แต่งหน้าเก่ง แต่เราไม่ค่อยให้คุณค่า เพราะเราไม่ได้คิดว่าจะทำให้ดีเอ็นเอนี้ไปต่อได้ยังไงให้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ 

เรามองว่าศิลปวัฒนธรรมของเราอยู่ข้างในตัวคน คนไทยชอบนำสิ่งต่างๆ มาประดิดประดอย ทำนั่นทำนี่ ซึ่งคนเหล่านี้ควรมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้ หรือไม่ควรถูกดูถูกว่าเรียนเลขไม่เก่ง เพราะนั่นไม่ได้แปลว่าเขาโง่ แต่เขาเก่งอีกแบบ
สิ่งสำคัญคือ เราต้องพัฒนาศักยภาพของคนเหล่านี้ ซึ่งอาจจะเกินครึ่งของประเทศด้วยซ้ำ ในภาษาการลงทุนจะบอกว่าเป็นสินทรัพย์ เพราะนี่คือทุนที่มีคุณค่าของประเทศ


+ แล้วจะทำให้คุณภาพชีวิตเขาดีขึ้นได้?

แน่นอน ถ้าทำสิ่งนี้ให้มากกว่าที่ทำอยู่ตอนนี้ ใครก็รู้ว่าคนไทยนวดเก่งมาก ทำไมเราไม่มีการจัดการเรื่องการนวดให้ได้มาตรฐานกว่านี้ ทำไมยังต้องมีผีน้อยที่หนีไปแอบรับจ้างนวดที่ประเทศต่างๆ เช่นที่เกาหลี 


+ เสนอว่าควรทำให้เป็นกิจจะลักษณะไปเลยใช่ไหม 

ใช่ ควรมีการรับรอง แล้วส่งไปทำงานอย่างจริงจัง เขาจะได้ไม่ต้องโดนหลอก ไม่ต้องโดนจับในฐานะคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย แล้วเราก็สามารถสื่อสารกับโลกนี้ได้ว่านวดแผนไทยดีอย่างไร ทุนทางวัฒนธรรมแบบนี้ ทำไมไม่สามารถทำให้ดีกว่านี้ได้

รวมถึงสมุนไพรของไทยที่เราไม่ค่อยให้ความสำคัญ ไม่ว่าขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด อะไรที่เอามาประกอบการนวด ทำไมเราไม่สามารถสื่อสารกับโลกว่าวัฒนธรรมนวดไทยนี่ดีมากเลย โดยเฉพาะ ณ เวลานี้ที่คนทั้งโลกตกอยู่ในความเครียด มาเมืองไทยทุกคนอยากนวด เรานวดกันได้ในราคาไม่แพง แล้วนวดดีมาก ทำไมเราไม่ผลักดันวัฒนธรรมเจ๋งๆ นี้ให้กับโลกล่ะ


+ จากที่อาจารย์ได้ไปใช้ชีวิต สอนหนังสือ และจัดนิทรรศการในต่างประเทศ มุมมองของคนต่างชาติที่ได้เจอ มองคนไทยอย่างไร ยังถามไหมว่าเราขี่ช้างไปโรงเรียนอยู่หรือเปล่า

ส่วนหนึ่งก็ยังมีนะ ขอแบ่งง่ายๆ เป็น 2 กลุ่ม มีคนต่างชาติกลุ่มหนึ่งที่ยังเห็นความเอ็กโซติกของประเทศไทย อยากเห็นเราเป็นอยู่แบบนั้น จะมีภาพจำซ้ำซาก (Cliché) บางประการ แต่ส่วนหนึ่งเราก็ขายเรื่องนี้เองด้วย ไม่ว่าขี่ช้าง รำไทย
เคยเจอชาวต่างชาติถามว่า คุณเป็นสถาปนิกมาจากเมืองไทย คุณไม่เห็นทำบ้านจากไม้เลย โอ้! ใครจะมีปัญญา สร้างบ้านไม้สักตอนนี้ คือต้องรวยมากๆ นะ เดี๋ยวนี้ก็สร้างบ้านด้วยคอนกรีต ใช้ผนังสำเร็จรูปนี่แหละ 

ส่วนอีกกลุ่มจะมองว่า คนไทยใจดี คนไทยอะลุ่มอล่วย ยืดหยุ่น ซึ่งก่อนหน้าไม่เคยรู้สึกว่าเรามีลักษณะแบบนี้ จนกระทั่งพอไปทำงานที่ต่างประเทศเยอะๆ รู้สึกว่าเราปรับตัวง่าย หรือถ้ามีปัญหา เราจะหาทางแก้โดยที่ไม่ต้องชนตรงๆ แต่เอาผลลัพธ์เป็นตัวตั้ง มาคิดว่าจะช่วยกันแก้ไขให้มันลุล่วงได้ยังไง

แต่ก่อนไม่เคยรู้สึกว่าเป็นเรื่องพิเศษ แต่หลังๆ คนพูดเรื่องนี้กันเยอะว่า ทำงานกับคนไทยสนุกดี ทำแล้วสบายใจ ไม่เหนื่อยใจ สักพักเริ่มมีคนถามว่า ที่เมืองไทยภาษีแพงไหม คนเริ่มอยากมาอยู่ มาเที่ยว ซึ่งเราก็มีดีเยอะ และจริงๆ บอกได้ว่าสิ่งที่ดูดีที่สุดในเมืองไทยคือคนไทยนี่แหละ

คนไทยในเชิงวัฒนธรรม ต้องใช้คำว่าสุดยอดเลย ถ้าเราขายความตลกเป็นสินค้าส่งออกได้ ป่านนี้คงรวยไปแล้ว


+ หรืออย่างโฆษณาตลกของเราก็โดดเด่นมาก?

ไม่ใช่แค่ในโฆษณา แต่ว่าทุกอย่างเราทำให้มันตลกได้หมด เรามีความคิดสร้างสรรค์สูงส่งมากจนแบบบางทีแค่อ่านในโซเชียลมีเดียแล้วอยากจะกราบเลยว่าคิดได้ไง แล้วในหลายๆ ทาง คนไทยสามารถพลิกแพลง สนุกสนาน ตลกโปกฮา ทำให้เรื่องที่เหมือนจะคอขาดบาดตายดูซอฟต์ลงได้ 


+ จากทั้งหมดนี้เราสามารถต่อยอดไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ได้อย่างไรบ้าง

อย่างแรกเลย ต้องมองว่าวัฒนธรรมไม่ควรเป็นของแช่แข็ง และไม่ควรมีคำว่าผิดหรือถูก วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มีพลวัต เปลี่ยนได้ตลอดเวลา ซึ่งมีทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิมและวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ต่อยอดมาจากของดั้งเดิมนั่นแหละ แต่ปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลาด้วย เวลามีข้อมูลใหม่ๆ เทคโนโลยีหรือวัสดุใหม่ๆ ทุกอย่างก็ปรับตามไปด้วย 

ถ้ายอมรับกันก่อนว่า วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ปรับเปลี่ยนได้ มีพลวัต เลื่อนไหล เราจะทำอะไรกับมันได้เยอะมาก เช่น จำได้ว่าเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว มีคนทำขนมเป็นรูปพระเครื่อง แล้วหน่วยงานราชการไปสั่งให้เขาเลิก เราก็สงสัยว่ามันไม่ดียังไง ทำไมเราถึงทำขนมเป็นรูปพระไม่ได้ ทั้งที่เวลาเราไปเที่ยวญี่ปุ่น ไปเที่ยววัดใดๆ ก็เจอคุกกี้ โมจิ หรือขนมรูปพระ เราก็ชอบกันดี แต่พอเป็นในไทยทำไมคิดว่าทำไม่ได้


+ เป็นความหวงแหนหรือติดกรอบอะไรบางอย่างไหม

เราคิดว่ามีของจำนวนมากที่เรากำหนดว่ามีถูกมีผิด หรือแตะไม่ได้ ทั้งที่คนไทยผสมผสานเก่ง อาหารและวัฒนธรรมของเราก็เป็นการผสมนู่นนิดนี่หน่อย เนื่องจากภูมิศาสตร์เราอยู่ระหว่างหลายๆ ที่ จีนอยู่ข้างบน อินเดียอยู่อีกฝั่ง เรียกว่าเราได้รับอิทธิพลจากที่ต่างๆ เยอะแยะไปหมด แล้วเอานู่นนี่มาผสมกัน จนเกิดอัตลักษณ์พิเศษ แต่เมื่อไปจำกัดว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้ การสร้างสรรค์ก็หายไป เอาไปต่อยอดไม่ได้ ทำให้ความเก่งของเราหายไปด้วย 

ดูอย่างเพลงไทยเดิม เพิ่งไปดูนิทรรศการเรื่องการทำเครื่องดนตรีไทยย่อส่วนเป็นสเกล 1:2 แต่ยังเล่นได้เหมือนเดิม เกิดจากพระองค์ชายใหญ่ (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล) มีดำริ แล้วครูเพลงไทย (เตือน พาทยกุล) ทำจนสำเร็จ เรามองว่ามันสร้างสรรค์มากๆ ก็ไม่มีใครว่าแบบนี้ผิด 

วันที่ไปฟังมีการพูดคุยกันว่า ถ้าดูจริงๆ เพลงไทยเดิม อย่างลาวดวงเดือน หรือเพลงที่ขึ้นด้วยแขก หรือเขมร อย่างเขมรไทรโยค เราเอาของคนอื่นมาทั้งนั้น แล้วมาทำเป็นของเราเอง เพราะเราผสมเก่ง ต่อยอดเก่ง แต่ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา วัฒนธรรมใดๆ ถูกมองว่าเป็นของผิดของถูก อย่างนี้ทำได้แต่อีกอย่างทำไม่ได้ เหมือนรัฐมองประชาชนเป็นเด็ก ทั้งที่ควรเชื่อใจประชาชนมากกว่านี้


+ อาจารย์กำลังจะบอกว่ารัฐไทย หรือว่ารัฐบาลไทยในสมัยก่อนๆ น่าจะบริหารจัดการวัฒนธรรมได้ดีกว่านี้ใช่ไหม

เราจัดการวัฒนธรรมอย่างแข็งเกร็งเกินไป แน่นอนว่ามีวัฒนธรรมสายที่จำเป็นต้องรักษาให้คงรูป หรือควรเก็บให้เป็นแบบนั้น ไม่ผิดเลย เก็บได้ แต่ว่าอีกหลายๆ เรื่องก็ควรเอาไปต่อยอดได้เช่นกัน 

ถ้าดูในต่างประเทศ ที่มาของแฟชั่นฝรั่งเศสหรืออิตาลีมาจากของที่มีมาก่อนหน้านั้น 300-400 ปี แล้วต่อยอดมาเรื่อยๆ จนกระทั่งตอนนี้งานฝีมือที่เกี่ยวกับแฟชั่นในฝรั่งเศสขายกันในราคาแบบไม่ต้องคิดเลยว่าเท่าไร ส่วนอิตาลีก็มีความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม หรือแม้แต่ญี่ปุ่นเอง ถ้าดูในประเทศเหล่านี้ เขาไม่ได้เกร็งในการเอาของเก่ามาตีความใหม่ แต่เรากลับเกร็งในเรื่องนี้ กลัวว่ามันจะไม่จริงแท้ ทั้งที่มันก็ไม่เคยจริงแท้มาตั้งแต่ต้น เพราะเราเอาของคนอื่นมาต่อยอดอยู่ดี


+ สมมติเราปลดล็อกตรงนี้ มีมุมมองว่าวัฒนธรรมเลื่อนไหลได้ ต่อยอดได้ อะไรที่ต้องอนุรักษ์ไว้ก็เข้าใจได้ แต่อะไรที่ต่อยอดได้ก็ทำไปเลย แล้วหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรมควรเป็นอย่างไร

จริงๆ กระทรวงวัฒนธรรมมีความน่าสนใจมาก เพราะมีคนเก่งอยู่เยอะมาก แต่ดูเหมือนเรายังไม่ได้ใช้ศักยภาพของเขาเต็มที่ เท่าที่มีประสบการณ์ทำงานร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมมาไม่มากนัก เจอคนเก่งเยอะ คนมีความรู้เยอะมากๆ ทั้งในแง่ศิลปะ โบราณคดี แม้กระทั่งศิลปะร่วมสมัย ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา เราส่งคนไปเรียนต่างประเทศในสาขาที่เกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยค่อนข้างเยอะ มีน้องๆ เรียนจบจากสถาบันมีชื่อเสียง แต่เราให้เขาทำอะไรก็ไม่รู้เยอะมาก 

กรมศิลปากรก็ทำหน้าที่ทะนุบำรุงโบราณสถาน เก็บข้อมูล สร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับโบราณสถานใดๆ ได้ดีขึ้นมาก ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ถ้าไปตามพิพิธภัณฑสถานในจังหวัดต่างๆ จะเห็นว่าดีขึ้นเยอะมาก แม้กระทั่งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติก็ได้รับการพัฒนาขึ้นมาก จากที่จำได้ว่า 30 ปีที่แล้วมีของฝุ่นจับกองอยู่ตามที่ต่างๆ จนน่าสงสัยว่าเก็บสมบัติของชาติกันอย่างนี้หรือ แต่ตอนนี้จัดการได้ดีขึ้นมาก กระทั่งมัลติมีเดียก็ทำได้สวยงาม ดูรู้เรื่อง ทำได้ดีเลยในความคิดเรา


+ แต่ก็มองว่าน่าจะทำอะไรเพิ่มเติมได้มากกว่านี้ไหม

น่าจะต้องเปิดโอกาสให้นำของเหล่านี้มาตีความให้สนุกมากขึ้น เช่น พิพิธภัณฑ์ศิลปะในต่างประเทศจะมีโชว์ของเก่าปะทะของใหม่ โดยของเก่ามาจากยุคเรอเนซองส์อายุกว่า 400 ปี นำมาปะทะกับงานศิลปะร่วมสมัยเพื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์และการต่อยอด ถัดมา มองว่าของที่ยังไปต่อได้อีกเยอะคือของร่วมสมัย ไม่ว่าหนัง ละคร ศิลปะร่วมสมัยใดๆ 

จริงๆ หนังกับศิลปะร่วมสมัยของเราเป็นเลิศมากนะ เรามีศิลปินระดับโลกหลายคน อย่าง ฤกษ์ฤทธิ์ (ตีระวนิช) ที่มักติด 1 ใน 10 บุคคลทรงอิทธิพลในวงการศิลปะร่วมสมัยโลกแทบทุกปี หรือ อภิชาติพงศ์ (วีระเศรษฐกุล) ผู้กำกับชื่อดัง 

เรามีคนเหล่านี้เป็นหัวหอก แล้วสามารถขยายไปสู่คนทำศิลปะรุ่นต่อไปได้อีกเยอะมาก จริงๆ กระทรวงวัฒนธรรมไม่ต้องทำอะไรเยอะเลย แค่ช่วยเป็นผู้อำนวยความสะดวกก็พอ


+ หมายความว่ารัฐไม่จำเป็นต้องลงมาทำเองทุกเรื่อง คอยอำนวยความสะดวกจะเหมาะกว่า?

ไม่ว่าศิลปิน คนทำหนัง ไปจนถึงแวดวงนักออกแบบ มองว่าการตั้งกองทุนให้ยืม แล้วพอทำงานได้ก็นำเงินไปคืน แบบนี้รัฐแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ซึ่งเราว่าช่วยได้มหาศาล 

เรื่องนี้ นนทวัฒน์ (เจริญชาศรี) นักออกแบบ เคยเสนอว่า เป็นไปได้ไหมว่าถ้าเราได้สัญญาทำงานมา แล้วเอาไปกู้เงินจากกระทรวงวัฒนธรรมหรือกองทุนที่ตั้งโดยกระทรวง เพื่อเอาเงินมาทำงานนั้น แล้วพอเบิกเงินได้ค่อยนำมาคืน 

เพราะฉะนั้น ถ้ากระทรวงวัฒนธรรมลงไปเจาะเป็นจุดๆ ให้กับสาขาต่างๆ ว่าติดขัดปัญหาอะไรอยู่ แล้วจัดการหรืออำนวยความสะดวกให้ เช่น ตั้งกองทุน นอกจากนี้กระทรวงวัฒนธรรมแทบไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องประชาสัมพันธ์ด้วย เพราะว่าทุกคนมีสื่ออยู่ในมือ ทุกคนมีโซเชียลมีเดีย ขอโทษเถอะ ดีไซเนอร์ทำเก่งกว่าคุณอีก บอกเลย


+ แม้แต่การประชาสัมพันธ์ก็ไม่ต้องเป็นหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรม?

หมายถึงว่าเราไม่จำเป็นจะต้องลงทุนกับการโฆษณาประชาสัมพันธ์เยอะขนาดนั้น แค่คุณไปช่วยเขาเวลาเจอปัญหาในทางปฏิบัติ ซึ่งตอนนี้กระทรวงวัฒนธรรมก็พยายามทำอยู่ อย่างล่าสุด ได้ไปแสดงงานที่ เวนิส เบียนนาเล (Venice Biennale) ก็ได้งบสนับสนุนมาจากผู้จัดงาน แต่ยังไม่พอ เราจึงเขียนโครงการไปขอทุนจาก สสร. (สำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย) เขาก็ไปเจียดงบมาให้ แต่ได้ค่อนข้างช้า 

ที่ต้องการสื่อคือ กระทรวงไม่ต้องทำอะไรยาก แค่ช่วยสนับสนุนคนเหล่านี้ให้เขาต่อลมหายใจไปได้เรื่อยๆ อีกเรื่องที่จะเป็นคุณูปการอย่างสูงคือเรามีองค์ความรู้อยู่เยอะ แต่กระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ เรามีมหาวิทยาลัยในภูมิภาคต่างๆ ทำวิจัยเรื่องวัฒนธรรมเยอะมาก ภูมิปัญญา ปราชญ์ชาวบ้านทั้งหลาย แต่เวลาต้องการค้นหากลับไม่รู้จะไปหาที่ไหน เราเชื่อว่ามีของน่าสนใจในภูมิภาคเยอะมาก แล้วเคยคุยกับอาจารย์มหาวิทยาลัยตามภูมิภาค เขาให้ความรู้เราแบบมหัศจรรย์มากเลย 

อย่างอาจารย์ที่มหาสารคามบอกว่า ช้างไทยนี่ฉลาดมากนะ แทบจะฉลาดที่สุดในแถบเอเชียใต้ บางทีเขาจึงส่งช้างจากอินเดียมาฝึกที่ไทย เราก็ประหลาดใจว่ามีอะไรแบบนี้ด้วย หรือส่งช้างเราไปที่อินเดีย ซึ่งเป็นมาหลายร้อยปีแล้ว

กระทรวงวัฒนธรรมควรทำหน้าที่จัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management) แล้วทำเป็นอินเทอร์เฟส เพราะตอนนี้ความรู้ยังกระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ และควรร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ อย่างเช่นกระทรวง อว. (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) ที่มีส่วนงานด้านวัฒนธรรมอยู่ด้วย แต่ต้องระวังการทำงานซ้ำซ้อนกัน อีกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ กระทรวงศึกษาธิการ แล้วยังมีสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอีก น่าจะต้องหาวิธีทำงานร่วมกันเพื่อให้แลกเปลี่ยนและแบ่งปันข้อมูลจำนวนมากที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ 


+ อาจารย์ดูเป็นคนที่มีความคิดกล้าท้าทาย เปลี่ยนแปลง กล้าดึงของบางอย่างที่คนนึกไม่ถึงแล้วมาทำสิ่งใหม่ๆ ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารสตูดิโอ all(zone) เคยเจอเหตุการณ์หรือกรณีลูกค้าที่ยังไม่ค่อยเปิดพื้นที่ให้กับความแตกต่างทางความคิด แล้วตีตกผลงานของเราไหม

เจอเรื่อยๆ ค่ะ หมายถึงว่างานออกแบบที่ดี ส่วนมากไม่ใช่สำหรับเราคนเดียว ลูกค้าซึ่งเป็นเจ้าของก็ต้องเห็นดีเห็นงามกับเราด้วย บางครั้งเราอาจนำเสนอของบางอย่างที่ไปไกลอยู่บ้าง แต่ปกติจะพยายามหาตัวร่วม หรือสิ่งที่รับกันได้ทั้งสองฝั่ง แล้วจริงๆ ทุกคนต้องได้ประโยชน์ คนที่จ่ายเงินก็ต้องได้ประโยชน์ เราต้องบอกเขาว่า ถ้าคุณทำแบบนี้จะดีอย่างนี้ คุณจะได้ประโยชน์อย่างนี้ การที่เขาวิ่งมาหานักออกแบบ แสดงว่าเขามั่นใจไปครึ่งหนึ่งแล้วว่านักออกแบบต้องทำให้มันสวยได้แน่ๆ แต่ว่าก็ต้องได้สิ่งที่เป็นประโยชน์กับเขาด้วย เรื่องนี้นักออกแบบต้องหาให้เจอว่าสิ่งที่เราทำจะเป็นประโยชน์อย่างไรกับเจ้าของงาน


+ มองว่าประเทศเรายังต้องการแลนด์มาร์กเพิ่มไหม หรือเท่าที่มีอยู่เพียงพอแล้ว ยกตัวอย่าง หอไอเฟล สมัยที่สร้างมีคนค้านเยอะมาก แต่สุดท้ายก็กลายเป็นไอคอนของปารีส อาจารย์มองว่าประเทศไทยยังต้องการอะไรแบบนี้อยู่หรือเปล่า 

น่าจะหมดยุคนั้นไปแล้ว คือถ้าย้อนกลับไป สิ่งนี้สร้างขึ้นเมื่อ 130 กว่าปีที่แล้ว การก่อสร้างที่แข่งกันเรื่องความสูง ณ ตอนนั้นเป็นความท้าทาย แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว และจริงๆ หอไอเฟลที่ไม่รื้อเพราะรื้อยากกว่า เลยถูกปล่อยไว้ แล้วกลายเป็นแลนด์มาร์ก คนดูไปนานๆ ก็ชิน ตอนแรกทุกคนอาจจะค้าน เพราะตั้งใจสร้างสำหรับงานเวิลด์เอ็กซ์โป ตอนนั้นถือเป็นความท้าทายทางวัสดุและโครงสร้าง แต่ ณ วันนี้คงต้องคิดว่าทำอย่างไรจะสร้างให้น้อยและเป็นประโยชน์ที่สุดมากกว่า เพราะว่าโลกเข้าสู่ยุคของการใช้ทรัพยากรเยอะเกินไปในทุกๆ มิติแล้ว


+ หรือต้องกลับมาสายมินิมอล?

มินิมอลจะเป็นสไตล์มากกว่า ขอใช้คำว่ามินิมัม (Minimum) แล้วกัน นั่นคือต้องตั้งคำถามก่อนว่าสิ่งนี้เราต้องมีไหม มีแล้วคุ้มไหม มีแล้วได้อะไร เพราะ ณ วันนี้ทรัพยากรถูกใช้ไปอย่างบ้าคลั่ง แล้วก็เป็นภาระให้ต้องมาดูแล ตอนนี้เราอาจยังต้องสร้างเพิ่มอีกแหละเนื่องจากของที่ต้องสร้างยังมี เช่น บ้านที่ดีสำหรับผู้มีรายได้น้อย แต่ของบางอย่างไม่แน่ใจว่ายังต้องสร้างอีกไหม กรณีแลนด์มาร์กหรืออะไรในลักษณะเดียวกัน เพราะว่า ณ วันนี้เวลาใครสร้างอะไรแบบนี้คนคงสงสัยว่า เรายังต้องการมันอยู่อีกหรือ อย่างไรก็ตามมีความพยายามในการทำของแบบนี้อยู่เรื่อยๆ แต่ส่วนตัวมองว่ามีเยอะแล้ว ถ้าประเทศไทยจะนำเสนอวัฒนธรรม เราน่าจะทำอย่างอื่นที่ดีกว่านั้นได้


+ พอจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้นได้ไหมว่าควรทำอะไรดี

สมมติว่าเราจะขายการท่องเที่ยว ทำให้ปลอดภัยขึ้นไหม ทำให้แท็กซี่ไม่โกงไหม หรือมาจัดการการโรงแรมให้ดีกว่านี้ไหม หรือเรื่องอาหาร เสนอให้จัดการความรู้สำหรับนักท่องเที่ยวว่าอาหารไทยนอกจากอร่อยแล้วยังเป็นยาด้วยนะ เมื่อสักหลายปีที่แล้วมีสโลแกน ‘ครัวไทย ครัวโลก’ มองว่าเราอาจไม่ต้องเป็นครัวโลกก็ได้ ขอเป็นครัวที่กินแล้วสุขภาพดีได้ไหม 

เพราะประเทศเราไม่ได้ใหญ่มาก จะไปผลิตอะไรที่ดินก็มีอยู่เท่านี้ อย่างไรปริมาณก็สู้ประเทศใหญ่ๆ ไม่ได้อยู่แล้ว เรามาเป็นครัวของอาหารที่กินแล้วสุขภาพดีได้ไหม หรือกินอาหารแล้วไม่ต้องกินยาได้ไหม สมมติถ้าไม่สบายเป็นหวัดแทนที่จะกินยาเรากินต้มยำแทน ซึ่งเรื่องเหล่านี้ยังทำได้อีกเยอะมากๆ แต่เหมือนเรายังไม่เห็นค่าของมันเท่าที่ควร


+ ตามความเห็นอาจารย์ มีประเทศไหนจัดการวัฒนธรรมแล้วประสบความสำเร็จหรือไปได้ไกลที่น่าศึกษาแนวทางไว้บ้าง

เท่าที่เห็นและคุ้นเคยมีสองสามประเทศ คือญี่ปุ่นกับอิตาลี เรามองว่าเขาไม่ได้แช่แข็งวัฒนธรรม ข้อหนึ่งเลยอย่างที่บอกว่าเวลาไปเที่ยววัดญี่ปุ่นแล้วมีคุกกี้รูปพระ โมจิรูปพระ ของทุกอย่างก็ต่อยอดมาจากของเก่า แล้วอีกอย่างคือเขาค่อนข้างเปิดกว้างกับการศึกษาด้านวัฒนธรรม โดยเฉพาะให้คนต่างชาติมาศึกษา ญี่ปุ่นโตมาด้วยการให้คนต่างชาติมาศึกษาวัฒนธรรมญี่ปุ่น มีญี่ปุ่นศึกษา (Japanese Studies) อยู่ในประเทศต่างๆ เยอะมาก เพราะต้องการเห็นของที่คนในด้วยกันเองมองไม่เห็น

กรณีอิตาลีก็มีหน่วยงานทางวัฒนธรรมเยอะมาก แล้วสามารถนำทั้งของเก่าและของใหม่มาปนกันโดยที่ไม่ได้มองว่าห้ามยุ่งกับของเก่า หรือไปแตะไม่ได้ แล้วเขาก็ทำของที่ไม่ได้ใหญ่โต แต่ทำต่อเนื่องและมีคุณภาพสูง ตัวอย่างเช่น เวนิส เบียนนาเล เริ่มต้นจากการเป็นนิทรรศการศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อประมาณ 100 กว่าปีที่แล้ว จากนั้นก็พัฒนามาเรื่อยๆ แล้วหลังจากนั้นยังมีเวนิส เบียนนาเล ของภาพยนตร์ ของสถาปัตยกรรม จัดสลับกัน จนเวนิสกลายเป็นจุดหมายที่คนทั้งโลกอยากไปเยือน ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าเราจะทำได้ขนาดนั้นหรือเปล่า แต่มันบวกกับว่าคนอยากไปเที่ยวอิตาลีอยู่แล้ว เพราะดูน่าสนุก สวย อาหารอร่อย เอ๊ะ ที่พูดมาทั้งหมดเราก็มีนะ

จริงๆ ตอนนี้เราก็พยายามทำ ทุก 2 ปีเราจัดนิทรรศการศิลปะ ‘ไทยแลนด์ เบียนนาเล’ ที่ย้ายไปทุกๆ ที่ทั่วประเทศ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าย้ายที่ไปเรื่อยๆ จะดีหรือไม่ ต้องลองดูกันต่อไป ซึ่งการหยิบยืมโมเดลของอิตาลีหรือของญี่ปุ่นมานั้นทำได้ แล้วเราเองก็ยังทำของได้อีกเยอะ 

แต่ที่สำคัญคือเรายังไม่ได้ร่วมมือกันเป็นระบบนิเวศ หมายความว่าเรายังแยกกระทรวง แยกคนทำงานกันอยู่ อย่างงานเอ็กซ์โป ทุกครั้งที่ไปจะงง เพราะเปลี่ยนเจ้าภาพกระทรวงทุกปี แล้วไม่เคยมีการถ่ายทอดความรู้จากงานครั้งก่อนมาสู่งานปัจจุบัน 

พาวิลเลียนของประเทศอื่นจัดประกวดแบบเป็นงานประกวดแบบสาธารณะ โชว์เลยว่าประเทศควรไปทางไหน ควรโชว์อะไร แล้วไม่ได้จำกัดอยู่แค่สถาปนิกในประเทศเท่านั้น สถาปนิกต่างชาติก็ร่วมประกวดได้ ซึ่งทำให้ภาพของประเทศนั้นๆ ชัดเจนมากขึ้นด้วยซ้ำ เพราะบางทีคนนอกมองเข้ามาจะชัดกว่าคนในมอง ถ้าจะทำแบบนี้ เราต้องไปรื้อกฎระเบียบที่อาจจะติดขัดนู่นนี่เต็มไปหมด แล้วเราจะเป็นประเทศที่ไม่เพียงทำให้วัฒนธรรมขายได้ แต่ยังใช้วัฒนธรรมเป็นอาวุธได้ด้วย


+ นอกเหนือจากรัฐบาลจะต้องอำนวยความสะดวกแล้ว หากเราต้องการสร้างระบบนิเวศทางวัฒนธรรม เราต้องช่วยผลักดันอย่างไรให้เกิดระบบที่เอื้อต่อวัฒนธรรมและศิลปะทุกแขนงจริงๆ

อย่างที่บอกไป ว่าคนไทยเก่งอยู่แล้ว เราแค่ต้องไม่ไปห้ามเขาทำ แค่นั้นเลย


+ ต้องการการปลดล็อกก่อนไหม

ใช่ ต้องปลดล็อก อีกอย่างคือเราไม่ค่อยให้ค่ากับความคิดและแรงงาน เราให้ค่าและยอมเสียเงินซื้อเทคโนโลยีแพงๆ แต่กับความคิดหรือค่าแรง ทำไมเราไม่ค่อยยอมเสีย 

ส่วนตัวเชื่อว่ายังเปลี่ยนได้ เพราะว่านี่ก็คือวัฒนธรรมเหมือนกัน ถ้าเราสามารถสื่อสารให้คนในประเทศเห็นค่าของสิ่งเหล่านี้ในแง่การเป็นทักษะที่มีคุณค่าได้ ก็จะช่วยยกระดับไปอีกขั้นหนึ่งเลย 

อย่างคุณยายที่สานปลาตะเพียนขายตัวละ 5 บาท คุณยายไม่ควรจะได้เงินแค่ตัวละ 5 บาท เพราะมันเจ๋งมากเลย คนทำเป็นก็มีไม่กี่คน ทีนี้จะทำยังไงให้คนเห็นค่าตรงนี้ เราต้องรณรงค์ให้เห็นภาพนี้ชัดขึ้นหรือเปล่า จำได้ว่าตอนเด็กๆ มีการรณรงค์เรื่องไม่ทิ้งขยะ ‘ตาวิเศษเห็นนะ’ เพราะแต่ก่อนคนทิ้งขยะกันเลอะเทอะไปหมด เดี๋ยวนี้ไม่มีคนทิ้งแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะเรารณรงค์ด้วย 

นี่ก็เช่นกัน เราเห็นว่าถ้ารณรงค์ให้คนเห็นค่าของความคิดและทักษะบางประการ เช่น ทักษะการทำมือ อย่างงานศิลปาชีพของเรา ต่างกับงานแบรนด์เนมดังๆ ที่ขายกันอย่างไร ทำไมเราไม่เห็นค่าของสิ่งที่เราทำ ซึ่งอยู่ในระดับไฮเอนด์เหมือนกัน

+ นอกจากอาหารการกิน หนังไทย มวยไทย ที่เป็นวัฒนธรรมจับต้องได้ แต่บางครั้งก็มีวัฒนธรรมชนิดจับต้องไม่ได้ ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้มีการคอร์รัปชัน เราจะการันตีอย่างไรว่าเวลาสร้างสรรค์อะไรบางอย่างแล้วเงินจะไม่รั่ว

ต้องทำอย่างโปร่งใสค่ะ อย่างเช่นงานประกวดแบบ ของทุกอย่างต้องทำให้เห็นว่าเป็นสาธารณะ คือตอนนี้มีความงงๆ ว่า เอ๊ะ…ทำไมคนนี้ได้ทำโครงการนี้ เพราะความไม่โปร่งใสนั่นแหละ คือเราสามารถทำให้ของเหล่านี้ตรวจสอบได้ 

อย่างล่าสุด กระทรวงวัฒนธรรมจัดนิทรรศการที่ซื้องานศิลปะเข้ามาเป็นคอลเลกชันของชาติ ก็ตั้งกรรมการจริงจัง แล้วมีเกณฑ์ชัดเจนว่าทำไมเลือกซื้อจากคนนี้ หรืองานคนนั้นเข้าเกณฑ์ไหม เพราะอะไร ส่วนตัวมองว่าถ้าทำอย่างโปร่งใสย่อมทำได้ 

บางทีจะมีของที่เกิดโดยวิธีพิเศษ หรือมาแบบงงๆ ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่แค่เรื่องวัฒนธรรมแล้ว แต่ลามไปถึงกระบวนการบริหารงบประมาณของประเทศด้วยว่าทำไมถึงไม่โปร่งใสล่ะ


+ ถ้าการเมืองดีน่าจะทำให้อีกหลายๆ เรื่องรวมถึงวัฒนธรรมดีตามไปด้วย ในทางกลับกัน ถ้าวัฒนธรรมดีสามารถพลิกกลับมาทำให้การเมืองดี ชีวิตดี ผู้คนมีกินมีใช้ได้ด้วยไหม

อยากชวนดูงานศิลปะร่วมสมัยตอนนี้ ครึ่งหนึ่งหรืออาจจะเกินครึ่งด้วยซ้ำที่เกี่ยวข้องกับการวิพากษ์การเมือง เพราะว่าบางทีถ้าพูดตรงๆ ไม่ได้ คุณก็สื่อผ่านศิลปะแทน 

ตัวอย่างเช่น หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน มีนิทรรศการโดย ส้ม (ศุภปริญญา) พูดเรื่องเกี่ยวกับพื้นที่ที่มีการสร้างโรงไฟฟ้าและเขื่อน ซึ่งปกติถ้าตามข่าวก็จะเห็นอยู่บ้าง แต่พอได้เห็นภาพซึ่งถ่ายทอดผ่านสายตาของศิลปิน ทำให้เราเกิดความตระหนักอีกแบบที่เรียกว่าอิมพรินต์ (Imprint) หรือมีระดับความรุนแรงต่อการรับรู้ของเราสูงกว่า ทำให้เราสงสัยต่อว่า เพราะการเมืองเป็นอย่างไรหรือที่ทำให้มันเป็นแบบนี้ เหมือนกับงานศิลปะร่วมสมัยช่วยให้เราเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมในแบบที่ปกติเราอาจไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำ

ประเด็นที่ว่างานออกแบบที่ดีจะช่วยให้ชีวิตคนดีขึ้นได้ยังไง แล้วจะลามไปถึงการเมืองดี หรือประเทศดีได้ยังไง ขอเล่าเรื่องบ้านของผู้มีรายได้น้อย (Affordable Housing) ซึ่งจริงๆ ควรจะเป็นวาระแห่งชาติ เพราะว่าถ้าคนไม่มีบ้านให้กลับไปได้ทุกวัน แล้วรู้สึกปลอดภัย ทุกอย่างก็จะดูยากไปหมด เหมือนกับถ้าไม่รู้ว่าวันนี้กลับบ้านไปแล้วจะยังได้นอนที่บ้านไหม หรือจะถูกไล่ออกจากบ้าน เพราะไม่ได้จ่ายค่าเช่ามาแล้ว 2 เดือน น้ำจะไหลไหม นั่นคือถ้ายังมีความกังวลแบบนี้อยู่ คุณจะให้เขามีสมองไปคิดเรื่องอื่นเพื่อพัฒนาตัวเองได้ยังไง 


+ มองว่าการมีบ้านสำคัญแค่ไหน แล้วบ้านเชื่อมโยงกับศิลปวัฒนธรรมอย่างไร

สำคัญมาก เพราะไม่ว่าจะทุ่มงบไปที่การศึกษาเท่าไรก็ตาม ถ้าเด็กนักเรียนไม่มีบ้านหรือไม่มีที่ให้กลับไปทำการบ้าน จะอยู่กันอย่างไรต่อ แล้วเราก็จะบอกว่าเด็กพวกนี้ไม่เอาไหน ยกตัวอย่างในอเมริกา บังคับเลยว่าโรงเรียนบางโซนต้องเปิดจนถึงเย็นเพราะเด็กไม่มีบ้านให้กลับ แล้วถ้าปล่อยให้เด็กออกไปเดินข้างนอกกลัวจะไปติดยา

เรื่องบ้านนี่ยังเชื่อมโยงไปถึงเรื่องสาธารณสุข เพราะถ้าบ้านดีคนจะป่วยน้อยลง ถ้าคนเราอยู่ในที่ที่สุขอนามัยไม่ดี อากาศไม่ถ่ายเท สกปรก มียุง ยังไงก็ป่วย ไม่ว่าจะมีงบสาธารณสุขหรืองบการศึกษาเยอะแค่ไหน ลงไปเท่าไรก็หมด

ปกติเรามักพูดถึงปัจจัยสี่ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัยนี่มาอันดับต้นๆ เลย เราเชื่อว่าการออกแบบช่วยให้สร้างที่อยู่อาศัยได้ในราคาไม่แพง เพื่อให้คนจำนวนมากในประเทศมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ ประเทศก็จะพัฒนา การเมืองจะดี ทุกอย่างจะดีขึ้น คือไม่ได้อุดมคติขนาดว่ามันจะดีสุดๆ นะ แต่ตอนนี้เราอาจจะยังใช้งบผิดที่ แม้มีหน่วยงานที่พยายามทำเรื่องนี้ มีองค์กรพัฒนาชุมชน มีการเคหะ แต่ก็มีกำลังจำกัดมากๆ ในการทำที่อยู่อาศัยให้คนจำนวนมากโดยเฉพาะคนในเมืองสามารถอยู่อาศัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ 

ส่วนตัวมองว่าต้องไปไกลกว่านี้อีกเยอะ หรือต้องเป็นวาระแห่งชาติ แล้วนักออกแบบไทยเก่งๆ เยอะมาก ถ้าคุณบอกว่ามาประกวดแบบกันเลย 20 โครงการ นักออกแบบสถาปนิกไทยต้องมาร่วมแน่ๆ

อีกเรื่องที่อยากสื่อสารคือ ควรนับว่างานออกแบบอยู่ในศิลปวัฒนธรรมด้วยค่ะ


+ สมมติว่าถ้าพรรคประชาชนได้จัดตั้งรัฐบาล นโยบายเร่งด่วนที่สุดด้านวัฒนธรรมที่จะผลักดันหรือนำเสนอคืออะไร 

เราต้องตั้งต้นว่าจะกระจายอำนาจแล้วร่วมมือกันทำงานได้ยังไง เรื่องนี้เร่งด่วนที่สุด เพราะตอนนี้ทุกอย่างยังมีความเป็นไซโล หรือท่อใครท่อมัน 

สำหรับนโยบายในเชิงวัฒนธรรม คนเก่งมีเยอะมาก แต่ยังขาดพื้นที่ในการทำงาน เราจึงต้องทลายการทำงานแบบไซโลให้ได้ และไม่ควรจำกัดอยู่แค่อำนาจกระทรวงด้วย ฉะนั้นนโยบายเร่งด่วนเบอร์หนึ่งคือต้องทลายกำแพงให้หมด


+ ถ้ามองว่าวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดถึงกันได้ แชร์กันได้ แล้วเราจำเป็นต้องมีการสอนแบบเป็นกิจจะลักษณะ หรือเข้าไปอยู่ในหลักสูตรการศึกษาเลยไหม

จากประสบการณ์การสอนทั้งในและต่างประเทศ อย่างที่จุฬาฯ ต้องพูดเหมือนเดิมเลย อย่างที่บอกว่ากระทรวงวัฒนธรรมมีคนเก่งเยอะมาก จุฬาฯ ก็เช่นกัน ซึ่งเรายังไม่ได้ใช้ศักยภาพของเขาอย่างเต็มที่ เราใช้อาจารย์เก่งๆ ทำงานเอกสารเยอะมาก จำเป็นต้องแก้ตรงนี้ก่อน 

ส่วนการเรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมก็ต้องทำให้ผู้เรียนไม่เกร็ง ไม่กลัวผิด ทุกวันนี้เด็กกลัวทำแล้วไม่ได้คะแนน อันนี้คือความเกร็งเบอร์หนึ่ง เราต้องทำให้เด็กรู้สึกว่าทำมาเถอะ แล้วเดี๋ยวคุยกัน คนไทยเป็นคนสนุก ถ้าทำแล้วสนุก เดี๋ยวก็ดีเอง 

เหมือนเวลางานลงแขกเกี่ยวข้าวยังต้องมีเพลงเลย เราต้องทำทุกอย่างให้สนุก การลงแขกไม่ได้เกิดขึ้นเพราะต้องการแรงงานอย่างเดียว แต่ทำคนเดียวมันเหงา ถ้ามากันเยอะๆ สนุกกว่า แล้วคนไทยชอบทำแบบนี้ เพราะฉะนั้นคงจะดีถ้าเราใส่ความสนุกเข้าไปในทุกๆ ที่ รวมทั้งการเรียนด้วย 

ตอนนี้พรรคประชาชนมีนโยบายวัฒนธรรมที่พูดเรื่อง ‘สไปซีไทยแลนด์’ (Spicy Thailand) คำว่าสไปซีไม่ใช่แค่รสชาติอย่างเดียว มันมีความสนุกปนอยู่ในนั้น มีความเป็นกันเอง ไม่ได้แข็งเกร็ง หรือขึงขัง ซึ่งถ้าเข้าใจไม่ผิดคนคิดคำนี้คือ ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช เราเลยรู้สึกว่าการเรียนการสอนก็ต้องทำให้สนุกด้วย ความคิดสร้างสรรค์จะเกิดได้ต้องไม่กลัวผิดก่อน ถ้าเราทำให้การเรียนการสอนมีทั้งการลองผิดและลองถูก แล้วทั้งสองอย่างนี้ก็ไม่ต่างกัน ผิดก็ได้ถูกก็ได้ค่อยๆ เรียนกันไป ก็น่าจะทำให้เกิดพัฒนาการทางการศึกษาทั้งในเชิงคนที่เรียนวัฒนธรรมและเรียนด้านการผลิตวัฒนธรรมได้มากกว่านี้อีกเยอะ 


+ มองการผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ของกระทรวงวัฒนธรรมในรัฐบาลที่ผ่านมาอย่างไร 

จริงๆ ต้องให้เครดิตพรรคเพื่อไทย เพราะเป็นพรรคแรกที่มีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม ส่วนเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทำกันมา 20 กว่าปีแล้ว ตั้งแต่ตั้งหน่วยงาน OKMD (Office of Knowledge Management and Development – สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้) แล้วก็มีหน่วยย่อยต่างๆ หนึ่งในนั้นคือ TCDC (Thailand Creative & Design Center) ต้องให้เครดิตว่าเป็นรัฐบาลแรกที่จับเรื่องวัฒนธรรมอย่างจริงจัง 

ในฐานะนักออกแบบ เราดีใจว่ามีคนสนใจด้วย จำได้ว่ากว่า 20 ปีที่แล้ว มีการตั้งองค์กรเป็นเรื่องเป็นราว ต้องให้เครดิต พันศักดิ์ (วิญญรัตน์) ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ในเรื่องนี้ 

ตอนนั้นช่วง 10 ปีแรกของ TCDC งานหลักคือทำให้คนเข้าใจว่างานออกแบบคืออะไร แล้วงานออกแบบสร้างมูลค่าให้กับสินค้าและบริการได้อย่างไร ซึ่งประสบความสำเร็จ แต่อาจเป็นลักษณะของการสื่อสารหรือทำแคมเปญเป็นหลัก แล้วมันยังไงต่อล่ะ มันไม่มีของที่ต่อจากนั้น มันต้องมีเรื่องของเนื้อหาที่เข้มข้นกว่านั้น

เราคิดว่าต้องเสนอด้วยว่า วัฒนธรรมหรือทุนวัฒนธรรมจะเอาไปทำอย่างไรต่อได้ ซึ่งต้องการทั้งเนื้อหา การวิจัย และของที่มาสนับสนุน แต่พอหน่วยงานต่างๆ ยังไม่ได้ลงลึกขนาดนั้น ก็ไปต่อยาก 

จากนั้นเมื่อช่วงที่ผ่านมา เข้าใจว่าซอฟต์พาวเวอร์เป็นภาคต่อของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่พรรคเพื่อไทยผลักดันมา แต่ว่าเป็นการขาย ซึ่งไม่ได้ผิดอะไร แต่ตอนนี้ขายแล้วของมันซ้ำไง เราก็ต้องลงลึกกว่าเดิม แล้วต้องศึกษาเพื่อทำให้ของที่เราจะขายมีอะไรมากกว่าเดิม เรามองว่าสิ่งที่ยังขาดคือเนื้อหา อย่างที่บอกไปว่ากระทรวงวัฒนธรรมควรรับหน้าที่จัดการเนื้อหาหรือความรู้ตรงนี้ไหม หรือให้ อว. ทำ ก็ต้องคุยกัน 

แล้วถ้ามีเนื้อหาหรือต้องการทุนเพิ่มเติม จากการศึกษารอบแรกแล้วเห็นภาพว่าเรื่องนี้เจ๋งมาก ก็ให้ทุนทำวิจัยเพิ่มซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น 

ต้องยอมรับว่าเราอยู่ในพื้นที่ที่คนมีความคิดสร้างสรรค์ดีมาก เรียกว่าเป็นผู้ใช้รุ่นแรก (Early Adopter) ปกติเวลาใครอยากทดสอบอะไรจะมาทดสอบกันในเมืองไทย โดยเฉพาะในเรื่องวัฒนธรรมร่วมสมัย เช่น เกาหลีอยากทดสอบอะไรสำหรับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมาทำที่เมืองไทยก่อน ถ้าทดสอบแล้วไปได้ในตลาดไทย ก็เตรียมผายมือไปทางอินโดนีเซียที่มีประชากร 240 ล้านคนได้เลย 

แม้ว่าเราจะปรับตัวง่าย เราทำของแบบนี้เก่ง แต่เรายังไม่สามารถไปถึงเหมือนเกาหลีที่ใช้วัฒนธรรมร่วมสมัยสร้างมูลค่าหรือสร้างงานให้กับคนได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย


+ มองว่าสักวันเราจะผลักดันและยกระดับวัฒนธรรมได้สำเร็จใช่ไหม

ทำได้แน่ เรามีคนเก่ง ทรัพยากรเยอะ ต้นทุนก็ดี เหลือแค่จัดการให้ดี ซึ่งต้องการคนที่จัดการเก่ง ส่วนตัวอาจไม่ใช่คนจัดการเก่ง แต่พอเห็นภาพว่ามีตรงไหนที่เรายังดึงศักยภาพออกมาได้อีก เหมือนกับถ้าให้ไปคิดรถยนต์ไฟฟ้าหรืออีวีแข่งกับจีนเราคงแพ้ แต่เรื่องวัฒนธรรมสู้ได้แน่ ต้องหาที่ทางที่เราถนัดให้เจอเท่านั้นเอง 


+ ในฐานะที่ปรึกษานโยบายด้านศิลปวัฒนธรรมให้พรรคประชาชน คิดเห็นอย่างไร หากในอนาคตพรรคอื่นๆ สนใจแนวทางการทำงานด้านวัฒนธรรมที่เรานำเสนอ?

จากที่ได้ไปเห็นโลกมาบ้าง เลยอยากแบ่งปันว่าจริงๆ ประเทศเราดีกว่านี้ได้นะ บางทีก็เขียนหนังสือ เขียนเฟซบุ๊กบ้าง เพื่อสื่อสารกับสาธารณะถึงสิ่งที่ควรจะเป็น ในสิ่งที่เราพอจะรู้


+ ตราบใดที่ประเทศได้ประโยชน์?

แน่นอน ตราบใดที่ประชาชนได้อะไร ตราบใดที่ประเทศได้อะไร เรายินดีเลย ถ้าเกิดสิ่งที่เราพอมีความรู้อยู่บ้างจะเป็นประโยชน์กับประชาชนในภาพใหญ่ ต้องให้ทุกคนได้ประโยชน์ไปพร้อมๆ กัน ทุกคนมีกินมีใช้ไปพร้อมๆ กัน ถึงจะเป็นสังคมน่าอยู่ สมมติว่าเราได้ประโยชน์อยู่คนเดียว รวยอยู่คนเดียว แล้วคนที่เหลือต้องลำบาก เราจะอยู่กันยังไง


ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน

บริจาคให้พรรคประชาชน

สนับสนุนให้เราได้ทำงานสุดกำลังและยั่งยืน

ยอดบริจาคล่าสุด

... บาท

เราต้องการเป็นพรรคการเมือง ที่พร้อมตอบสนองความต้องการของประชาชน ทำงานอย่างมีอิสระ ไม่เป็น และไม่อยู่ในบงการของใคร เงินบริจาคจึงเป็นทุนทำงานที่สำคัญยิ่งของเรา

บริจาคให้พรรค

มาจากประชาชน • เป็นของประชาชน • ทำเพื่อประชาชน

ยอดสมาชิกพรรคที่
ได้นำรายชื่อเข้าสู่ฐานข้อมูล
ทะเบียนสมาชิกพรรคการเมืองแล้ว

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า