
ทุกวันนี้สิ่งที่มีคำกำกับว่าเป็น ‘ดิจิทัล’ และ ‘เทคโนโลยี’ อยู่รอบๆ ตัวเรา ในทุกๆ ระดับ ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงปากท้องและเศรษฐกิจระดับชาติ
เพราะเทคโนโลยีพัฒนามากขึ้น และเข้ามามีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ ทำให้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) เปลี่ยนเป็น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ที่มีภารกิจพื้นฐานตามชื่อ คือบริหารจัดการด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยให้เดินไปข้างหน้า
แต่ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ให้คะแนนการทำงานของกระทรวง DE ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาแค่ 3 เต็ม 10
“หายไปไหน 7 คะแนน เพราะว่ากระทรวงนี้ยังทำงานไม่เต็มที่”
นอกจากเป็นผู้ก่อตั้งเว็บซื้อขายออนไลน์ในตำนาน TARAD.com ภาวุธยังอยู่ในระดับเจ้าพ่อ E-commerce ผู้เชี่ยวชาญธุรกิจในโลกดิจิทัล ผ่านงานบริหาร CEO หลายองค์กร EfraStructure Group, PaySolutions, Creden.co และ Kulap
ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กระทรวง DE ทำงานได้อย่างไม่เต็มที่ก็ไม่ต่างจากกระทรวงอื่นๆ คืออยู่แบบตัวใครตัวมัน ไม่มีการประสานงาน โดยเฉพาะกระทรวง DE ที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ควรทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเสริมประสิทธิภาพให้กระทรวงและองคาพยพของรัฐอื่นๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สิ่งหนึ่งที่ภาวุธกล่าวว่าเป็นผลของการทำงานไม่ประสานงานกันของแต่ละหน่วยงาน คือข้อมูลที่กระจัดกระจาย ซึ่งสำหรับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล การเชื่อมต่อกันของข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
“หัวใจของการแก้ปัญหาคือ เราต้องมีข้อมูล เมื่อมีข้อมูลแล้วผมจะดึงออกมาสร้างเป็นภาพรวมของข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ เพราะปัญหาแบบหนึ่งมันอาจจะเกิดผลกระทบจากอีกส่วนหนึ่ง เมื่อเราเห็นภาพรวมทั้งหมด เราจะสามารถวิเคราะห์แก้ปัญหาได้”
เราจะใช้วิถีทางดิจิทัลเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาต่างๆ และประสานข้อมูลที่กระจัดกระจายได้อย่างไร บางทีเรื่องนี้อาจต้องใช้มืออาชีพเข้ามาจัดการ

+ ปี 2569 ครบรอบ 10 ปี ที่กระทรวง ICT เปลี่ยนมาเป็นกระทรวง DE หรือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ถ้าคะแนนเต็ม 10 คะแนน จะให้การทำงานของกระทรวง DE ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมากี่คะแนน
ให้ 3 คะแนน ในการที่จะทำให้ประเทศไทยเข้าสู่การเป็นดิจิทัล หายไปไหน 7 คะแนน เพราะว่ากระทรวงนี้ยังทำงานไม่เต็มที่เท่าไร
ขณะที่ประเทศเรากำลังขยับเข้าสู่โลกที่มีเทคโนโลยี แต่กระทรวงนี้ยังทำงานเป็นไซโลอยู่เลย ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่ได้ฉกฉวยโอกาสเอาเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนประเทศมากเท่าไร เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าโปรเจกต์ของกระทรวง DE แต่ละอย่างกลายเป็นโปรเจกต์ขนาดเล็ก ไม่สามารถสร้างอิมแพ็คหรือสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศได้จริง
ปัญหาคือคนบริหารกระทรวงไม่ได้มีความเข้าใจเรื่องนี้จริงๆ การทำงานจึงไร้ทิศทางมาก พอไร้ทิศทางปุ๊บ จึงไม่เกิดผลลัพธ์ ในขณะที่ประเทศอื่น ตัวอย่างเช่น มาเลเซีย ไต้หวัน คนที่รันกระทรวงมีความเข้าใจเรื่องนี้ อุตสาหกรรมหรือเศรษฐกิจทางด้านเทคโนโลยีก็เติบโตได้อย่างรวดเร็วมากทีเดียว
มาเลเซียมีอุตสาหกรรมเกี่ยวกับเรื่องชิป อุตสาหกรรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีสูงมาก มีการสร้างเมืองด้านเทคโนโลยี ไต้หวันไม่ต้องพูดถึง เทคโนโลยีมหาศาล เมืองไทยไม่มี เรายังกลับไปอยู่เทคโนโลยีรถยนต์ เทคโนโลยีเก่าๆ อยู่เลย
+ ถ้าเอาแบบอุดมคติ หน้าตาวงการดิจิทัลบ้านเราควรเป็นอย่างไร
เราไม่ทันชาวบ้าน อย่างเวียดนามก็ได้ วันนี้เขามีบุคลากรด้านเทคโนโลยีเต็มประเทศเลย การผลิตคนรุ่นใหม่ ในประเทศเขามีเป็นหมื่นๆ คน ในขณะที่ประเทศไทยเรากำลังพูดถึงหลักไม่กี่พันคนเอง คือเราผลิตคนมาไม่เพียงพอต่อการที่จะมาเสิร์ฟอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งวันนี้ต้องการคนเทคโนโลยีหมดเลย เมื่อคนไม่พอ เราจะไปยังไง เราก็ยังทำแบบเดิมอยู่
เรายังใช้เทคโนโลยีแบบเดิมๆ อยู่ ในขณะที่โลกไปเรื่อง AI ไปเรื่องควอนตัม ไปเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ โลกเราไปพูดถึงเรื่องอวกาศแล้ว เรายังไม่มีเลย
กลับมาดูในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย เรามีบริษัทเทคโนโลยีใหม่ๆ บ้างหรือเปล่า เราอยู่ในอุตสาหกรรมเดิมที่เราอยู่อย่างนี้มาเกือบ 20 ปีแล้ว นั่นคือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นได้ชัดว่าประเทศไทยเรายังไม่ไปไหน เรายังไม่สามารถเสพหรือนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้กับประเทศไทยได้เต็มที่
+ ถ้ามีโอกาสมาเป็นทีมช่วยคิด ช่วยทำ ช่วยบริหาร จะทำอะไรเป็นอันดับแรก ทั้งแบบเห็นผลทันทีแล้วก็หวังผลระยะยาว
ผมมีนโยบายอยู่ 4 มุมด้วยกัน มุมแรกจะทำให้ประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการ Digitize (ทำให้เป็นดิจิทัล) เราจะปรับองค์กรรัฐบาลหรือราชการยังไงให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น วันนี้ปัญหาของประเทศไทยคือ หน่วยงานราชการทำงานกันแบบเดิมมานาน เรามีหน่วยงานที่ชื่อว่า สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล หรือ Digital Government Agency (DGA) ก็พยายามที่จะเข้าไปเปลี่ยนหน่วยงานภาครัฐให้ใช้ระบบดิจิทัลให้มากขึ้น แต่ก็ยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร
กระทรวงดิจิทัลฯ เป็นกระทรวงที่ทำงานแบบไซโล คือฉันทำงานตัวฉันเอง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ตัวเองควรจะไปช่วยเหลือให้ทุกๆ กระทรวงทำงานเป็นดิจิทัลมากขึ้น
+ นิยามของ Digitize หรือการทำให้เป็นดิจิทัล คืออะไร
การทำงานภายในกระทรวงล่าช้าเพราะทุกอย่างต้องเป็นกระดาษ ส่งไปแล้วก็ผ่านไปอีกฝ่ายหนึ่งแบบเดิม มันช้า ขณะที่เอกชนเรามีระบบเซ็นเอกสารออนไลน์ มีระบบลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งกฎหมายมีเป็นสิบปีแล้ว มันสามารถเซ็นปุ๊บทุกอย่างส่งปั๊บได้เลย
เรามีการใช้บัตรประชาชน Digital ID เรามี ThaiD ที่สามารถใช้หน้าแอปฯ ในการยืนยันตัวตนได้ เรามีระบบการชำระเงินออนไลน์ต่างๆ แต่การทำงานภาครัฐยังเป็นแบบเดิมอยู่ ถ้าเราสามารถ Digitize องค์กรภาครัฐให้ทำงานได้เร็วขึ้น
ถ้าประเทศไทยเป็นเหมือนบริษัทหนึ่ง นายกรัฐมนตรีเป็นเหมือนกับ CEO ของบริษัท รัฐมนตรี DE ควรจะเป็นเหมือนกับ CTO คือ Chief Technology Officer (ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี) เป็นคนที่ต้องมานั่งดูภาพรวม ว่าประเทศเราควรจะเอาเทคโนโลยีไปใช้ทางไหน แล้วก็ต้องทำงานร่วมกับนายกฯ ดังนั้น ทั้งนายกฯ และรัฐมนตรี DE ต้องทำงานร่วมกับทุกๆ กระทรวง ทุกกระทรวงต้องมีเทคโนโลยีเข้าไปเกี่ยวข้อง กระทรวงเกษตรก็ต้องมีเทคโนโลยี กระทรวงสาธารณสุขต้องมีเทคโนโลยี
มันควรจะเป็นเหมือนกับ Group CTO ซึ่งทุกๆ กระทรวงก็จะต้องมีคนเก่งเทคโนโลยีมาอยู่รวมกัน อยู่เป็นกรุ๊ปเดียวกัน พอเราจะตัดสินใจเรื่องเทคโนโลยีอะไรต่างๆ เราตัดสินใจร่วมกัน แล้วทำให้ทุกกระทรวงเดินไปในทิศทางเดียวกัน ซื้อซอฟต์แวร์แบบเดียวกัน ใช้เทคโนโลยีร่วมกัน ทุกอย่างไปด้วยกัน เป็นคนที่คอยสนับสนุนทุกกระทรวงในด้านเทคโนโลยีให้ทำงานได้เร็วมากขึ้น นั่นคือเสาที่หนึ่ง
+ เสาที่สองคืออะไร
เสาที่สองคือ Digital Economy เปลี่ยนเศรษฐกิจจากเดิมที่เป็นเกษตรหรือท่องเที่ยวแบบเดิม เราจะ Digitize ให้ธุรกิจเข้าสู่เศรษฐกิจรูปแบบใหม่มากขึ้น
อย่างแรกที่เห็นได้ชัดคือ คนไทยค้าขายบนแพลตฟอร์มหมดแล้ว แต่เป็นแพลตฟอร์มต่างชาติหมด เรายืมจมูกต่างชาติหายใจ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ วันนี้เค้าขึ้นราคาไปเรื่อยๆ แต่ภาครัฐไม่มีใครเข้าไปควบคุมเลย กลายเป็นว่า หนึ่ง ถ้าเกิดแพลตฟอร์มเหล่านี้ทำการปิดหรือเริ่มใช้อำนาจเหนือตลาดในการควบคุม ซึ่งวันนี้เค้าเริ่มใช้แล้ว คำถามคือผู้ประกอบการทำยังไง วันนี้ผู้ประกอบการไทยที่ขายของออนไลน์ทั่วประเทศมีปัญหามากมายกับการที่โดนแพลตฟอร์มเหล่านี้ใช้อำนาจเหนือตลาดในการควบคุม โดนปิดข้อมูล โดนขึ้นราคา ของที่เมื่อก่อนคุณขายได้ดีวันนี้ขายไม่ดีแล้ว เพราะอะไร คุณต้องซื้อโฆษณา
เมื่อแพลตฟอร์มเหล่านี้มีอำนาจเหนือตลาด และรัฐไม่เคยเข้าไปดูแลเลย สิ่งที่รัฐต้องเริ่มเข้าไปดูก็คือ เข้าไปสอดส่อง เข้าไปทำงานร่วมกัน คุณอย่าเอาเปรียบผู้ค้าในประเทศไทย เพราะวันนี้บอกได้เลยว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้กำไรขึ้นอย่างต่อเนื่อง
+ เส้นบางๆ ระหว่าง ‘สอดส่อง’กับ ‘แทรกแซง’ อยู่ตรงไหน
วิธีการคือสอดส่อง ต้องบอกว่าวิธีการทำงานเราคือต้องทำงานร่วมเอกชน รัฐคงไปทำเองทุกอย่างไม่ได้ แต่สุดท้ายคือต้องมีความแฟร์เกิดขึ้น
ในขณะเดียวกัน เราไม่ได้พูดถึงเศรษฐกิจดิจิทัลที่เกิดในประเทศไทย เรากำลังโตมาก แต่ปรากฏว่าคนไทย ไม่ว่ารุ่นไหน วันนี้กำลังทำให้เกิดการขาดดุลดิจิทัลมหาศาล ทุกคนเคยนับไหมครับว่าเดือนๆ หนึ่งเราจ่ายเงินให้กับบริการดิจิทัลออนไลน์นอกประเทศเท่าไร ผมเองอาจจะหลายพันบาทต่อเดือน ปีหนึ่งจ่ายประมาณ 30,000-40,000 บาท กับการจ่ายค่า Netflix จ่ายการค่า Google Cloud จ่ายค่า iCloud จ่าย Spotify จ่าย YouTube ยังไม่นับที่เวลาเราสั่งอาหารผ่านแอปฯ ก็เช่นกัน
ผมเคยประมาณการว่าปีๆ หนึ่ง เงินเกือบ 200,000 ล้านบาทหลุดออกไปนอกประเทศ และไม่รวมถึงชาวต่างชาติ อย่างชาวจีน ที่เข้ามาขายของในประเทศไทยใน Lazada, Shopee หรือ TikTok คำถามคือ เดี๋ยวนี้คนซื้อของที่ไหน ทุกคนซื้อออนไลน์หมด ถูกกว่า มีโปรโมชั่น ของเลือกเยอะกว่า ส่งฟรี เคลมได้ด้วย แต่เคยนับไหมว่าสินค้าที่เราซื้อในออนไลน์ ลองดูย้อนหลังสัก 2 เดือนที่ผ่านมา ในนั้นเป็นสินค้าที่ส่งจากต่างประเทศกี่ชิ้น เยอะมาก บางคนอาจจะเกินครึ่งด้วยซ้ำไป สินค้าทั้งหมดมาจากประเทศจีนโดยตรง นั่นหมายถึงเราอาจจะซื้อไปเดือนหนึ่งสัก 2,000-3,000 บาท แต่เงินไม่ลงมาอยู่ในเศรษฐกิจไทย มันถูกกระชากออกกลับไปที่ต่างประเทศทันที พอเราขายได้ปุ๊บ เงินเข้าไปในแพลตฟอร์ม แพลตฟอร์มโอนเงินเหล่านี้กลับประเทศจีนได้ทันที
คำถามคือ เศรษฐกิจไทยจะเป็นยังไง ในขณะที่เม็ดเงินควรจะหมุนเวียนอยู่ในประเทศ กลับถูกดึงออกนอกประเทศผ่านการค้า E-commerce ผ่านการใช้บริการแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งรัฐไม่เคยมองพวกนี้เลย
สิ่งหนึ่งที่เราต้องพยายามจัดการ คือทำให้แพลตฟอร์มเหล่านี้มีความเท่าเทียมกับคนไทยมากขึ้น จะเป็นไปได้ไหมที่เราสามารถเปลี่ยนแพลตฟอร์มเหล่านี้ อย่างเช่น Lazada Shopee TikTok ที่วันนี้อยู่ในอาเซียนครบทุกประเทศ ตอนนี้สินค้าจีนทะลุผ่านแพลตฟอร์มนี้เข้ามาในไทย จะดีกว่าไหมถ้าเราเปลี่ยนให้เอาสินค้าไทยทะลุออกไปยังมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เพราะผู้ประกอบการไทยคุ้นเคยอยู่แล้ว
แนวคิดของผมคือ เราจะเปลี่ยนจาก ‘โดนรุกเข้ามา’ เป็นการ ‘รุกออกไปข้างนอก’ แทน ด้วยเทคโนโลยีเดียวกันนี้ โดยรัฐบาลสนับสนุนผู้ประกอบการ รัฐบาลจับมือเอกชนไปตั้งเป็นโกดังหรือศูนย์กระจายสินค้าในประเทศต่างๆ แทนที่สินค้าจะส่งจากไทยไป มันใช้เวลา อันไหนขายดีก็ไปตั้งรออยู่ที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือเวียดนาม แล้วก็ใช้แพลตฟอร์มพวกนี้ขายตรงไปยังในคนในอาเซียน ขายได้ปุ๊บเราดึงเม็ดเงินเหล่านี้กลับในประเทศ
+ ซึ่งทั้งหมดตอนนี้เราโดนรุกอย่างมาก?
ใช่ เราโดนจีนทำอยู่ แต่เราจะใช้โมเดลนี่แหละครับ ทำให้ผู้ประกอบการไทย ซึ่งเราไม่ได้พูดถึงหลักพัน แต่กำลังพูดถึงหลักหมื่นราย เราจะผลักดันเศรษฐกิจเหล่านี้ให้เกิดและเติบโต
วันนี้บอกได้เลยว่าเศรษฐกิจดิจิทัล ผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่ขายของออนไลน์เต็มไปหมด แต่คำถามคือ ยิ่งขายยิ่งขาดทุน เพราะแพลตฟอร์มกดทับเราอยู่ ถ้าเราพยายามดันให้เกิดความเท่าเทียม เกิดความแฟร์มากขึ้น เราต้องดันให้สินค้าไทยออกไปยังประเทศในอาเซียนเพิ่มมากขึ้น เศรษฐกิจพวกนี้จะโตขึ้นมาทันที เด็กรุ่นใหม่จะมีรายได้จากการขายของทางออนไลน์ได้เยอะเลยทีเดียว
+ นั่นคือเสาที่สอง ตอนนี้มาถึงเสาที่สาม?
เสาที่สามคือ Digital People คือทำยังไงให้คนไทยเก่งมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้นจากการใช้ดิจิทัล อย่างแรกคือ วันนี้คนไทยมีปัญหาต่างๆ มากมาย แต่ไม่มีที่แจ้ง จุดหนึ่งที่ผมชื่นชมก็คือ กรุงเทพมหานครเริ่มเอาเทคโนโลยี Traffy Fondue เข้ามาใช้ เจอปัญหาปุ๊บ เช่น ตรงนี้ฟุตบาทพัง ถ่ายรูปแชะ ส่งเข้าไปใน Fondue ไม่น่าเชื่อว่าไม่เกิน 1 อาทิตย์ เฮ้ย…ซ่อมเสร็จแล้ว
จะดีไหมถ้าเราสามารถยกระดับ Traffy Fondue หรือแอปสำหรับแจ้งปัญหาให้คนทั้งประเทศใช้ คุณเจอปัญหาอะไรคุณแจ้งเลย แล้วรู้สถานะเลยว่าปัญหาจะวิ่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทุกอย่างจะโปร่งใส และเห็นว่าคุณแจ้งเมื่อไร และปัญหานี้ถูกแก้เมื่อไร ใครเป็นคนแก้
เมื่อก่อนคนไทยมีปัญหา เราทำยังไง…โทรไปที่คอลเซ็นเตอร์ของหน่วยงานภาครัฐ รับเรื่องไป แก้หรือยังก็ไม่รู้ สุดท้ายรัฐก็ไปมั่วนิ่มว่าเราแก้ปัญหาเรียบร้อยแล้ว
บริการรัฐต่างๆ จริงๆ เรามีแอปทางรัฐอยู่แล้ว แต่อาจจะยังไม่ค่อยดีเท่าไร จะดีไหมถ้าเรามีแอปเดียวเลยของคนไทย เข้ามาถึงปุ๊บ ทุกบริการภาครัฐอยู่ในนี้หมดเลย อยากใช้งานอะไรต่างๆ ใช้งานได้ง่าย นั่นคือการทำให้คนไทยเข้าถึงบริการภาครัฐได้ง่ายมากขึ้น
ต่อมาคือการเรียกว่า boost up และ reskill คนไทยให้เก่งมากขึ้น เพราะบางคนจบมา ถ้าสามารถ upskill ได้ เก่งเรื่องเทคโนโลยี เงินเดือนจาก 10,000 กว่าบาท อาจจะขึ้นไปถึง 20,000-30,000 ได้เลย นั่นคือสิ่งที่เราพยายามจะปรับให้ประชาชนคนไทยเก่งมากขึ้น
และเสาสุดท้าย คือการ Digitize Infrastructure ระบบโครงข่าย อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เรื่องระบบรักษาความปลอดภัยของประเทศ อาจจะดูไม่สำคัญ แต่จริงๆ มันอยู่เบื้องหลัง ถ้าอินเทอร์เน็ตไม่เร็วเพิ่มมากขึ้น ความปลอดภัยของโครงข่ายต่างๆ ไม่ดีขึ้น ประเทศจะขยับไม่ได้เลย
ทั้งหมดนี้สามารถเกิดขึ้นได้ภายในระดับเร็วๆ คือ 3-6 เดือนในบางโปรเจกต์ ในแง่การเข้าไปปรับเปลี่ยนหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งมีอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ทำงานได้ไม่เต็มที่
ถ้าเราสามารถปรับนโยบายให้คนในหน่วยงานภาครัฐทุกคนทำงานอยู่บนแพลตฟอร์มดิจิทัลออนไลน์ ข้อดีที่เกิดขึ้นคือ มันจะโปร่งใสมากขึ้น เมื่อโปร่งใสมากขึ้น เราจะเริ่มเห็นเลยว่ามีการคอร์รัปชันเกิดขึ้นตรงไหน แต่ละหน่วยงานทำงานยังไง ทำงานช้าหรือทำงานเร็ว ประสิทธิภาพขององค์กรนั้นเป็นยังไง เราจะรู้ว่าเขาขาดอะไร ทำไมช้า เราจะได้ไปเติมทักษะให้เก่งมากขึ้น อันนี้ทำได้ไม่ยากเพราะหลายๆ หน่วยงานราชการทำอยู่แล้ว เราจะยกระดับให้ทุกคนทำพร้อมๆ กันทั้งประเทศ
+ เท่าที่คุยกันมา ถ้านึกภาพตาม คนที่เกี่ยวข้องอาจเป็นคนในเมือง ถ้าเป็นคนในภาคการเกษตรหรือแรงงาน การ Digitize หรือทำให้เป็นดิจิทัล จะเปลี่ยนชีวิตพวกเขาอย่างไร
ดีขึ้นครับ เรามีบริษัทเทคโนโลยีคนไทยเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีการเกษตร ที่เรียกว่า AgriTech หรือ Agriculture Technology หลายคนทำสตาร์ทอัพเกี่ยวกับการเข้าไปดูผังนา สวนต่างๆ เอาระบบโดรนกับดาวเทียมไปใช้ แต่ปัญหาคือ เทคโนโลยีที่ดีที่คนไทยทำขึ้นมากับชาวไร่ชาวนาชาวสวนมีช่องว่างห่างกันมาก ชาวสวนไม่รู้จัก ไม่มีการบังคับใช้ ฉันไม่รู้อยู่ตรงไหน น้องๆ ที่ทำสตาร์ทอัพหลายคนก็บอกว่า ผมไม่สามารถเข้าถึงหน่วยงาน เข้าไม่ถึงพวกคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายได้เลย
จะดีไหมถ้าเกิดโครงการ ‘คูปองดิจิทัล’ โดยสำนักงานเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ภายใต้กระทรวง DE ซึ่งวันนี้ยังทำได้ระดับหนึ่ง เรามีเทคโนโลยีคนไทยที่สามารถช่วยคุณได้ คุณบอกว่าคุณจะตัดอ้อย คุณต้องเผาอ้อย…ไม่ต้อง เรามีแอปฯ ที่สามารถกดปุ่มและจองรถเข้ามาเอาอ้อยไปได้เลย หรือเมื่อก่อนต้องใช้คนไปเกี่ยวหญ้า ก็สามารถกดจองรถเกี่ยวหญ้าได้เลย
คือสิ่งเหล่านี้มีอยู่แล้ว แต่เขาไม่รู้ เราจึงต้องเอาสตาร์ทอัพไทย คนทำเทคโนโลยีไทย ไปจับคู่ช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านเกษตร จากนั้นเราจะสามารถยกระดับได้ และแน่นอนครับ เมื่อคนเหล่านี้เติบโตขึ้นไปด้วยกัน ประเทศไทยก็จะเติบโตไปด้วย
มีเทคโนโลยีอีกเยอะเลยที่ช่วยคนรากหญ้า เกษตรกร แต่ประเด็นคือ รัฐมองไม่เห็น รัฐปล่อยให้คนเหล่านี้ทำงานเอง แต่ถ้าเราสามารถเข้ามาบริหาร ทำให้เทคโนโลยีของคนไทยสามารถจับคู่เข้ากับคนที่มีความต้องการ และเรามีคูปองดิจิทัล คุณเอาไปใช้ เรามีส่วนลดให้ เพื่อโน้มน้าวให้คนเข้ามาใช้เทคโนโลยีคนไทยด้วยกันเอง ทุกอย่างก็จะวิน-วิน เจ้าของสตาร์ทอัพที่ลงทุนก็มีรายได้จากการที่เกษตรกรเข้ามาใช้ เขาก็เติบโต พอเติบโตขึ้นปุ๊บ ต่อจากนี้ก็สามารถขยายธุรกิจตัวเองออกไปนอกประเทศได้ กลายเป็นว่าเรามีเครื่องจักรใหม่ในการทำธุรกิจ
+ เรื่องดิจิทัลจะช่วยให้เยาวชนไทยก้าวไปในระดับโลกได้อย่างไร
เยาวชนเป็นกลุ่มหนึ่งที่ใกล้ชิดกับเทคโนโลยีมาก จึงไม่น่าแปลกใจว่าเด็กรุ่นใหม่ใช้เทคโนโลยีเป็นหมดแล้ว บางคน 2 ขวบก็ไถหน้าจอเป็นแล้ว ฉะนั้นเรื่องการเรียนรู้เทคโนโลยีเขาเร็วกว่าเราเยอะ สิ่งที่เราจะต้องเสริมก็คือ เราอาจจะต้องลบภาพเศรษฐกิจแบบเดิมออกไป อย่างเราจะคุ้นเคยกับ ‘โตขึ้นมาจะเป็นอะไร’ เป็นหมอ เป็นทหาร เป็นวิศวะ เป็นสถาปนิก แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นว่าคนรุ่นใหม่มีเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ บางคนทำช่อง YouTube มีรายได้เป็นแสนเป็นล้าน เราจะส่งเสริมให้เด็กเหล่านี้เข้าใจเศรษฐกิจใหม่ยังไง
เราเองก็ต้องพยายามส่งเสริมให้เห็นว่า สิ่งที่คุณทำมันสามารถเป็นธุรกิจได้ แล้วข้อดีของเด็กรุ่นใหม่คือ บนโลกออนไลน์ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องทำเฉพาะในประเทศไทย เดี๋ยวนี้มีเต็มไปหมด เด็กรุ่นใหม่สามารถทำธุรกิจและดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้ามาได้ ตัวผมมีความเชื่อในการให้ความรู้เด็กอย่างมาก เด็กเหมือนต้นไม้ แต่ละคนมันไม่เหมือนกัน ทุกคนไม่ได้เป็นถั่วเขียวทั้งหมด บางคนอาจจะเป็นต้นมะม่วง การศึกษาวันนี้มันไม่ใช่การศึกษาที่ทุกคนต้องเรียนเหมือนกัน แต่การศึกษาควรจะเป็นลักษณะที่ออกแบบสำหรับแต่ละคน ถ้าชอบหุ่นยนต์ ก็เล่นหุ่นยนต์ไปได้เลย ถ้าสนใจเรื่อเต้นบัลเล่ต์ คุณเรียนบัลเล่ต์ไปเลย
เรื่องนี้เทคโนโลยีช่วยได้ การทำคอร์สออนไลน์ การทำหลักสูตรออนไลน์ การนำองค์ความรู้จากเมืองนอกเข้ามา การเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีจะทำให้เด็กไทยสามารถเติบโตไปเป็นในสิ่งที่เขาอยากเป็นได้ และเก่งตั้งแต่วันนี้ ตั้งแต่เด็กๆ ได้
+ สิ่งนี้ต้องแวะไปร่วมกับกระทรวงศึกษาฯ เพื่อรื้อหลักสูตรด้วย?
ใช่ ถึงบอกว่าการทำงานของกระทรวง DE จะไม่ใช่กระทรวงที่ทำงานเดี่ยว เราต้องทำงานร่วมกับทุกกระทรวง จะต้องไปทำให้ทุกคนเก่งมากขึ้นโดยการเอาเทคโนโลยีเข้าไปช่วย
+ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนอย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะเรื่องสแกมเมอร์ ต้มตุ๋นหลอกลวงออนไลน์ การพัฒนาดิจิทัลจะช่วยอะไรได้ไหม
ทุกอย่างมันมีข้อมูลหมด แต่ปัญหาของเราคือข้อมูลกระจัดกระจาย หน่วยงานนี้มีข้อมูลหนึ่ง หน่วยงานนั้นมีอีกข้อมูลหนึ่ง แล้วคนร้ายอาศัยช่องโหว่ของข้อมูลต่างๆ จากการที่หน่วยงานไม่ได้บูรณาการและทำงานร่วมกัน ถ้าเราสามารถทำระบบข้อมูลกลาง หรือ Data Bureau ซึ่งรัฐบาลก่อนทำได้ดี แต่ก็ยังไม่เห็นผลเท่าไร
วิธีการคือเราต้องพยายามดึงข้อมูลทั้งหมดในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าเป็นกระทรวงการคลัง แบงก์ชาติ ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) เกี่ยวกับข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ ข้อมูลทางด้านเงินคริปโต เอาข้อมูลเหล่านี้มารวมเข้าด้วยกัน ไปเชื่อมต่อเข้ากับกระทรวงพาณิชย์ อาจจะต้องไปลิงก์กับกรมที่ดินด้วยซ้ำไป
เช่น พอสแกมเมอร์มีเงิน สแกมเมอร์ก็ไปจ้างคนไทยเปิดบริษัท ฟอกเงิน ไปซื้อที่ดิน ชื่อบริษัทเป็นคนไทย จากนั้นพวกสแกมเมอร์หรือคนต่างชาติก็เปลี่ยนชื่อตัวเองเป็นเจ้าของที่ดินเหล่านี้ ทุกอย่างต้องเอาข้อมูลเข้ามารวมกันทั้งหมด แล้วจะสามารถหาความเชื่อมโยงจากตรงนี้ได้
+ ที่ผ่านมาที่มันไม่เกิด เพราะเทคโนโลยีหรือคนไปไม่ได้ หรือเพราะว่ามีใครบางคนที่ไม่อยากให้เกิดสิ่งนี้
อาจจะเป็นแบบหลังด้วย เพราะถ้าทุกอย่างลิงก์เข้าหากันหมด ทุกอย่างจะโปร่งใสทันที หรืออาจจะมีนายทุนบอกว่า อย่ารวม ถ้ารวมแบบนี้ไม่ดี นั่นคือสาเหตุว่าทำไมเราต้องการรัฐบาลที่ไม่นายทุนหนุนหลัง เราอยากแก้ปัญหา เราแก้ได้เลย โดยไม่ต้องเกรงใจใคร
+ กับหน่วยงานที่ใหญ่กว่านั้นอย่างกองทัพไทย?
กองทัพไทยเป็นหน่วยงานที่ผมเชื่อว่าการรบมีหลายมุมนะ หนึ่งคือ รบทางกายภาพ คือมีปืน มีทหารออกไป เริ่มมีโดรนเข้ามา แต่วันนี้การรบบางทีต้องอาศัยข้อมูล อาศัยแผนที่ ในการวิเคราะห์ นั่นคือการรบแบบหนึ่ง
อย่างที่สองที่เราไม่ค่อยได้ทำกัน ก็คือการรบที่เรียกว่า ‘ดิจิทัลรบ’ คือส่งแฮกเกอร์เข้าไปจัดการ เกาหลีเหนือมีแฮกเกอร์ หลายๆ ประเทศมีแฮกเกอร์ ฉะนั้นวิธีการคือ บุกเข้าไปจัดการโครงข่ายความปลอดภัย ไปทำลายความปลอดภัยในประเทศเหล่านั้น จัดการการเชื่อมต่อของข้อมูลทางทหาร ทีเดียวจบเลย ทำอะไรไม่ได้
เรากำลังพูดถึงเรื่องกองกำลังป้องกันทางด้านเทคโนโลยี ถ้าเรามีกองทัพที่มีความเข้าใจและมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีในการป้องกันตัวเอง ไปทำให้ขีดความสามารถของคู่ต่อสู้ลดลงได้ โดยการเอาเทคโนโลยีเข้าไปจัดการ ความรุนแรงในการรบและความสูญเสียอาจจะน้อยลงด้วยซ้ำ
+ อีกหนึ่งกระทรวงใหญ่ ไม่พูดถึงไม่ได้ คือสาธารณสุข สุขภาพคนไทยจะดีขึ้นอย่างไรถ้าดิจิทัลเข้ามาอยู่ในชีวิต
เป็นหน่วยงานที่ดิจิทัลเข้ามามีบทบาทมากนะครับ เพราะวันนี้การรักษาทุกอย่างกลายเป็นข้อมูลไปแล้ว ข้อมูลสุขภาพถูกแปลงเก็บเป็นดิจิทัล
จุดที่อ่อนไหวมากที่สุดก็คือ การรักษาคนในชนบท ห่างไกลเทคโนโลยีทางการแพทย์ จะดีกว่าไหมหากเดินไปที่โรงพยาบาลชุมชน แล้วมีการเก็บข้อมูลความดัน อุณหภูมิ แล้วส่งกลับไปที่โรงพยาบาลในจังหวัด ก็จะสามารถรักษาทางไกลได้
คุยกับคุณหมอได้เลย พอคุยจบ ก็สามารถส่งยาตามไปทีหลังได้ ซึ่งพวกนี้มีอยู่แล้ว แต่ระบบยังไม่เชื่อมโยงเข้าด้วยกัน แล้วข้อมูลของคนไข้ วันนี้เราหาหมอที่นี่ อีกวันไปหาหมออีกที่หนึ่ง ปรากฏข้อมูลไม่ลิงก์กัน เราควรจะมีสิทธิในข้อมูลสุขภาพตัวเอง กดปุ๊บ ข้อมูลไหลมาให้หมอสามารถวิเคราะห์แก้ปัญหาต่อได้ นั่นคือเทคโนโลยีในการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารของคนไข้
เทคโนโลยีเหล่านี้เรามีสมาคม HealthTech ประเทศไทย ซึ่งก็เป็นเอกชนคนไทยที่ไปรวมตัวกัน เรามีเทคโนโลยีดีๆ เต็มไปหมดเลย เราสามารถเอาฟิล์มเอกซเรย์มาแล้วให้ AI ไปวิเคราะห์ได้เลย รู้เลยว่าคนนี้จะเป็นมะเร็งเต้านมหรือเปล่า สมองคนนี้เป็นยังไงบ้าง
+ ถ้าเป็นด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีดิจิทัลเข้าไปช่วยอะไรได้บ้าง
ได้เยอะมาก เราอยู่ในโลกของเซนเซอร์ทุกอย่าง จับการสั่น จับแสง เรามีถึงขนาดเซนเซอร์ที่จับกลิ่นได้ แล้วเซนเซอร์เหล่านี้เราสามารถทำได้ในราคาถูก ฉะนั้นการทำเรื่องสิ่งแวดล้อม หนึ่ง เราดูว่าจุดเริ่มต้นของปัญหาสิ่งแวดล้อมเกิดตรงไหน เช่น โรงงานต่างๆ ผลิตไอเสียอะไรออกมา เราสามารถติดอุปกรณ์บางอย่างเข้าไปในโรงงาน และสามารถวัดไอเสียได้ แทนที่จะต้องส่งเจ้าหน้าที่เข้าไป เรากดดูข้อมูลแบบ Real-time ได้
สอง เราสามารถเก็บเซนเซอร์รอบๆ อุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีมลพิษได้ทันทีเช่นเดียวกัน เมื่อมีข้อมูลเหล่านี้ ก็เริ่มรู้แล้วว่าจะจัดการแก้ปัญหายังไง ตัวเลขไม่โกหก ถ้าเราเปลี่ยนให้เป็นดิจิทัลหมด แล้วก็ออกกฎหมายขึ้นมาเพื่อให้ทุกหน่วยงานส่งข้อมูลเข้ามา พอมีข้อมูล เราจะสามารถทำงานได้ง่ายมากขึ้น วิเคราะห์ได้ง่ายมากขึ้น ว่าปัญหาเกิดจากอะไร ใครเป็นคนก่อปัญหา ทุกอย่างคือจะต้องมีเอาเทคโนโลยีเข้าไปช่วยจัดการอยู่ ถ้าเราทำงานระบบมือ (Manual) ถึงเวลาก็ไปนั่งหา แก้ปัญหาไม่ทันครับ
+ ทั้งหมดคือคิดไว้เป็นระบบก่อนหน้านี้แล้วใช่ไหม
เทคโนโลยีอยู่ใกล้มาก แต่ปัญหาคือ ถ้าผู้บริหารประเทศทำงานแบบเดิม คุณก็จะไปแบบเดิม ในด้านการบริหาร ต้องถอยออกมาไกลๆ แล้วมองว่าเราจะเอาเทคโนโลยีเข้าไปทำยังไงให้แก้ปัญหาได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุด
หัวใจของการแก้ปัญหาคือ เราต้องมีข้อมูล เมื่อมีข้อมูลแล้วผมจะดึงออกมาสร้างเป็นภาพรวมของข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ เพราะปัญหาแบบหนึ่งมันอาจจะเกิดผลกระทบต่ออีกส่วนหนึ่ง เมื่อเราเห็นภาพรวมทั้งหมด เราจะสามารถวิเคราะห์แก้ปัญหาได้
ผมอยากเสนอทำโปรเจกต์หนึ่งขึ้นมา ผมเรียกว่าเป็น Dashboard ประเทศไทย ซึ่งเมื่อเราเข้าไปแล้ว เราจะมีข้อมูลทั้งหมดว่าประเทศไทยเป็นยังไงบ้าง ประชากรเป็นยังไง เศรษฐกิจเป็นยังไง อะไรขายดี เราสามารถกดไปดูได้ทุกอย่าง ใน Dashboard นี้จะรวบรวมข้อมูลจากทุกกรม ทุกกระทรวงในประเทศไทย คนไทยสามารถกดดูได้หมดเลย
นอกจากความกระจัดกระจาย ผู้บริหารประเทศคนก่อนๆ ไม่เคยเอาข้อมูลเหล่านี้มาใช้ในการวิเคราะห์ ทั้งที่ข้อมูลไม่เคยหลอกใคร เมื่อมีข้อมูลเหล่านี้แล้ว อย่าเก็บเอาไว้ เราต้องเปิดออกไปให้ประชาชนเห็น เมื่อประชาชนเห็นข้อมูลเหล่านี้ คนเก่งๆ เห็นข้อมูลเหล่านี้ เขาจะเข้ามาช่วยวิเคราะห์และแก้ปัญหานี้ได้
อาจจะมีข้อมูลอยู่ 2 ส่วน หนึ่งคือ Dashboard ประเทศไทย ให้ประชาชนช่วยดูประชาชนช่วยแก้ปัญหา อีกอันหนึ่งคือ Dashboard การบริหารประเทศ ที่มีข้อมูลเชิงลึกให้สามารถวิเคราะห์ได้มากขึ้น ฉะนั้นการตัดสินใจของผู้บริหารประเทศในแต่ละกระทรวง แต่ละกรม หรือแม้แต่ราชการต่างๆ ต้องไม่ตัดสินใจโดยใช้จิตสำนึกหรือว่าประสบการณ์ แต่จะใช้ข้อมูล อิงตัวเลขและสถิติ เมื่อมีข้อมูล ทุกอย่างจะโปร่งใสมากขึ้น มันโกงไม่ได้ คอร์รัปชันได้ลำบากมากขึ้น
+ เรื่องภัยธรรมชาติ แผ่นดินไหว น้ำท่วม พายุ เทคโนโลยีจะถูกนำมาใช้จริงอย่างไรได้บ้าง เช่น แจ้งเตือน
หลายอย่างมันสามารถตรวจจับได้ตั้งแต่เนิ่นๆ แต่การบูรณาการด้านระบบเตือนภัยพิบัติของไทยยังไม่ดีเท่าไร การติดเครื่องมือในการวัดข้อมูลต่างๆ หรือข้อมูลบางอย่างก็กลับมา แต่กระจายอยู่ตรงนี้นิดหนึ่ง ตรงนั้นนิดหนึ่ง แล้วผู้บริหารก็ไม่เห็นข้อมูล
อย่างเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ ถ้าเรามี Dashboard ของประเทศไทย ลงมาถึงจังหวัด ลงมาถึงหาดใหญ่ เราจะรู้เลยว่าตอนนี้น้ำเป็นยังไง เราจะสามารถตัดสินใจได้ทุกอย่าง
ในเชิงภัยพิบัติ ข้อมูลจะทำให้รู้ได้ก่อนว่าจะรับมือยังไง หรือแม้แต่เกิดภัยพิบัติแล้ว เราก็สามารถใช้ข้อมูลหรือใช้เทคโนโลยีช่วยเหลือแก้ปัญหาได้ทันทีด้วยเหมือนกัน อันนี้สำคัญมาก เพราะบางทีเราพูดถึงเรื่องการแจ้งเตือนด้วย Cell Broadcast พอมาปุ๊บ เราแจ้งเลย แต่แจ้งแล้วไปไหน? จะแก้ปัญหายังไง ให้ทำอะไรต่อ
การแก้ปัญหาของผู้บริหาร ส่วนหนึ่งคือการลงพื้นที่ ใช่ แต่ส่วนหนึ่งเขาอาจจะต้องถอยกลับมานั่งคุมทั้งวอร์รูมเลย ว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้น ส่งกำลังเข้ามาช่วยเป็นยังไงบ้าง หน้างานเป็นยังไง ทุกอย่างเราสามารถใช้ข้อมูลเข้ามาช่วยวิเคราะห์ได้หมด
สมมตินโยบายมาพร้อมปฏิบัติ ข้างบนสั่งลงมา คนระดับปฏิบัติตัวเล็กๆ บางคนใช้เทคโนโลยีได้อยู่แล้ว แต่ปัญหาคือข้อมูลกระจุกอยู่ ไม่ถูกเอามารวมเข้าด้วยกัน คนก็ต้องไปถามว่าน้ำเป็นยังไง ตอนนี้ลมเป็นยังไง แต่ถ้าทุกอย่างรวมมาไว้ที่เดียว ในแง่ของการบริหารเราจะตัดสินใจได้เลย เราจะเริ่มรับมือได้ เราจะเห็นภาพกว้าง และผู้บริหารสูงสุดจะต้องบริหารทรัพยากรทั้งหมดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุด
+ ย้อนไปตอนต้นที่บอกว่า กระทรวง DE ผ่านไป 10 ปี ให้ 3 เต็ม 10 คะแนน ถ้าทำได้อย่างที่พูดมาทั้งหมด จะได้กี่คะแนน
จะเห็นความเปลี่ยนแปลง แต่ยังไม่ 10 หรอก อย่างมากก็ 8 เพราะอย่างน้อยคือรัฐบาลเปลี่ยน การทำงานราชการจะเปลี่ยนไป มีความโปร่งใสมากขึ้น ทำงานรวดเร็วขึ้น ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการข้อมูลต่างๆ ประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น เศรษฐกิจประเทศไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การเข้าไปจัดการกระทรวงดิจิทัลฯ ไม่ใช่การทำเรื่องดิจิทัลอย่างเดียว แต่หมายถึงการจะนำดิจิทัลไปช่วยผู้ประกอบการทั้งประเทศได้ยังไง จะไปช่วยกระทรวงนั้นยังไง จะไปทำให้ความเป็นอยู่ของคนไทยดีขึ้น เศรษฐกิจดี รัฐบาลหรือราชการดีขึ้น
+ อย่างหนึ่งที่เราจะไม่พูดถึงไม่ได้ เป็นเครื่องยนต์ที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ก็คือการท่องเที่ยว ความเป็นดิจิทัลจะช่วยเอื้อให้ผู้ที่อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้ประเทศไทยมากขึ้นอย่างไร
การท่องเที่ยวพึ่งดิจิทัลเกิน 50 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว แต่การท่องเที่ยวก็คล้ายๆ กับ E-commerce คือเรายังยืมจมูกต่างชาติเยอะ คำถามคือเราจะบาลานซ์ยังไงให้การท่องเที่ยวเหล่านี้มาอยู่ในมือคนไทยมากขึ้น
ผมเคยมีกลยุทธ์หนึ่งว่า บางครั้งออเดอร์แรกๆ เมื่อลูกค้าเข้ามาพักแล้ว เราอาจจะใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นตัวดึงลูกค้าเข้ามา ต่อมาเมื่อเรามีฐานข้อมูลลูกค้า เกิดการซื้อครั้งที่สอง..สาม..สี่ บางทีเขาก็ไม่จำเป็นต้องไปจองผ่านแพลตฟอร์มพวกนั้นแล้ว
คำถามคือ เราเริ่มมีการเก็บข้อมูลลูกค้าหรือเปล่า เราเริ่มมีการทำการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Relationship Management: CRM) ไหม เช่น ทักไปหาลูกค้าว่าหากกลับมาซ้ำไม่ต้องไปจองแพลตฟอร์มแล้ว อาจจะจองผ่านเราตรงเลย จะได้ราคาดีกว่า ก็ต้องกลับมาพูดถึงเทคโนโลยีในการบริหารจัดการธุรกิจท่องเที่ยว มีระบบ CRM ไหม การเก็บข้อมูลลูกค้า การติดตามข้อมูลลูกค้า ช่องทางการขาย ช่องทางการบริหารจัดการเกี่ยวกับการจอง ระบบชำระเงินออนไลน์ที่ลูกค้าต่างชาติสามารถชำระเงินเข้ามาได้เลย หรือระบบซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่เข้ามาช่วยทำให้ธุรกิจดำเนินไปได้คล่องตัวมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ในฝั่งของภาครัฐ ถ้าเริ่มมี Dashboard ข้อมูลบางอย่าง เช่น Travel Link เป็นข้อมูลของนักท่องเที่ยว ซึ่งวันนี้วิเคราะห์ได้ดีระดับหนึ่ง ถ้าผมอยู่กระบี่ ผมจะเริ่มรู้เลยว่าตอนนี้คนมากระบี่เป็นใคร เอาข้อมูลจาก ตม. (สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง) มา จังหวัดไหนคนประเทศไหนเข้ามาเที่ยว เราจะเริ่มเอาข้อมูลมาวิเคราะห์การวางแผนของธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศไทยได้
+ ยังไม่รวมถึง AI?
AI เข้าไปมีส่วนในทุกอย่าง วันนี้เราใช้ AI กันอยู่แล้ว การเขียนสคริปต์อะไรต่างๆ เราใช้ AI เข้ามาช่วย แต่ทำไมภาครัฐไม่ใช้ AI ทำไมหน่วยงานราชการไม่ใช้ AI เรามีหน่วยงานที่ทำเกี่ยวกับเรื่อง AI เรามีการวิจัย มีการพัฒนา ทำไมเราไม่เอา AI ของคนไทยไปให้ราชการประเทศไทยใช้ ไม่จำเป็นต้องใช้ ChatGPT ไม่จำเป็นต้องไปใช้ Gemini เราใช้ของเราเองก็ได้ เพราะเราไม่ต้องการให้มันเก่งแบบแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ เอาแบบแค่ให้ได้ระดับหนึ่ง ตอบปัญหาเข้าใจ แล้วเอาเทคโนโลยีเหล่านี้ไปผลักดันให้หน่วยงานราชการใช้ จากเดิมราชการใช้เวลาครึ่งวันแก้ปัญหา บอกเฮ้ยเรามี AI LLM (Large Language Model – AI ประเภทใช้แบบจำลองภาษาขนาดใหญ่) ของคนไทยที่พัฒนาขึ้นมา ให้ราชการไปใช้ จากเดิมครึ่งวันอาจจะเหลือ 10 นาทีด้วยซ้ำไป แล้วก็ออกกฎเลย ว่าคุณต้องใช้
+ คนไทยพร้อมจริงๆ ใช่ไหม อย่างคนอายุเยอะ ถ้าต้องมาเจอทุกอย่างที่เป็นดิจิทัลไปเลย เขาอาจจะปรับตัวไม่ทัน
คนไปเดินตลาดนัด ถึงเวลาพอจะจ่ายคนละครึ่งเขาทำได้ไหมล่ะ ทำได้ เห็นไหม คนซื้อหวยออนไลน์ได้ ฉะนั้นไม่ยากหรอก แต่เราต้องสร้างเงื่อนไข แรงจูงใจ สร้างกลไกบางอย่างให้คนที่อาจจะไม่ถนัด เราต้องเข้าใจเขาด้วย พอวันหนึ่งถ้าเราเข้าใจเขาได้ ปรับเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับเขา ผมเชื่อว่าพวกเราทำได้ไม่ยาก
+ จากคนที่เคยเป็น CEO มาแล้ว 6 บริษัทครับ รวมถึงเป็นนักลงทุนในหลายสิบบริษัท มาทำการเมืองทำไม
ผมก็ถามตัวเองเหมือนกัน ผมทำธุรกิจ ก็จะมีวัตถุประสงค์มันว่าเราทำธุรกิจเพื่ออะไร การทำธุรกิจของผมแต่ละอย่างไม่ได้มองกำไรขาดทุน แต่ผมท้าทายตัวเองมากกว่านั้น ว่าธุรกิจที่เราทำอยู่ปัจจุบันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจและสังคมไทยหรือเปล่า
พูดจริงๆ การที่ผันตัวเองเข้ามาในโลกการเมือง มันกระตุกเพื่อนๆ ผมหลายคนในวงการเทคโนโลยีเยอะมาก คือนักธุรกิจกับโลกการเมืองมันคู่ขนานกัน ไม่มีใครอยากเข้ามาหรอก เพราะมันไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นกับธุรกิจของเรา
ผมมองว่าต้องมีใครสักคนออกมาทำ ฉะนั้นพอเราออกมาข้างนอก สิ่งที่ผมต้องทำให้เขาเห็นต่อคือ เราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือเปล่า เมื่อเราสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงจากเราคนหนึ่งที่ออกมา ผมเชื่อว่าในอนาคตจะมีคนอย่างผมออกมาอีกเยอะทีเดียว คนที่จะไม่ทนต่อการที่ให้ประเทศเป็นอย่างนี้ คนที่รู้ว่าตัวเองมีความสามารถ และอยากจะออกมาแก้ปัญหา เราอยากจะเป็นตัวอย่างให้คนอื่นเดินตามหลังเรามา แล้วมาสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกับเรา
+ สมัยทำเว็บ TARAD.com ถ้าวันนั้นมีหน่วยงานภาครัฐที่ดี ประเทศไทยเราคงจะมียูนิคอร์นหลายบริษัท เราคงจะไม่ต้องตามหลังประเทศอื่นๆ?
การทำงานที่ดีของรัฐ โดยเฉพาะด้านธุรกิจ รัฐต้องให้เอกชนนำ รัฐคอยสนับสนุนและตามเอกชน รัฐอย่าไปนำเยอะ เพราะรัฐเองก็ไม่ได้เข้าใจกลไก คนในภาครัฐไม่เข้าใจ สิ่งที่รัฐต้องคือ ทำงานร่วมเอกชนอย่างใกล้ชิดและเดินไปด้วยกัน แต่วันนี้บางอย่างรัฐเดินไปไม่รู้ตัว ไม่มีเอกชนคนไหนเดินข้างรัฐเลย ซ้ำร้ายไปกว่านั้น บางครั้งคนที่เดินข้างรัฐเป็นทุนเทา เป็นคอร์รัปชัน แล้วก็ไปดูดเงินจากภาครัฐออกมา
+ หากได้เข้าไปทำงาน ใน 4 ปี เราจะสามารถเทียบเท่าหรือแซงประเทศอะไรได้บ้าง
เวียดนาม ผมว่าเราไปได้อยู่แล้ว ถ้า 8 ปี ผมว่าจุดที่ไปต่อคือมาเลเซีย เรายังตามมาเลเซียอยู่ ผมว่ามาเลเซียเป็นเป้าที่เราไปได้ไม่ยาก แต่ถ้าท้าทายกันจริงๆ คือสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่เราดูแล้วมีประสิทธิภาพจริงๆ
ทั้งหมดมันเกิดจากผู้นำที่ดี สิงคโปร์มาถึงจุดนี้ได้จากประเทศที่ไม่มีอะไรเลย วันนี้มาเป็นอย่างนี้ได้เพราะผู้นำ ฉะนั้นวันนี้เราต้องการผู้นำที่มีความโปร่งใส ไม่ยึดติดกับทุนต่างๆ ไม่ว่าทุนเทาหรือทุนผูกขาด เราต้องการการเดินหน้าและทำงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่ เราต้องการคนเก่ง และเราไม่ต้องการคนเก่งคนเดียว แต่ต้องการผู้นำที่ดี ทำงานเป็นทีม ทำไปพร้อมๆ กัน