free geoip

อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์: เติมความหวังคนไทยด้วย ‘การปฏิรูป’ ให้รัฐบาลมีประสิทธิภาพ และเดินหน้าด้วยเศรษฐกิจที่สร้างสรรค์

อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ดิจิทัล


ชื่อของอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ กลายเป็นที่ฮือฮาในสังคม หลังปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ของพรรคประชาชน และต่อมาได้เปิดตัวเป็นหนึ่งในทีมบริหารด้านการสร้างเศรษฐกิจใหม่และปฏิรูปภาครัฐ หากพรรคประชาชนได้จัดตั้งรัฐบาล 


ประสบการณ์ที่ผ่านมาของอิสริยะเรียกได้ว่าใกล้ตัวคนไทยอย่างมาก เพราะเป็นรองประธานฝ่ายนโยบายสาธารณะและรัฐกิจสัมพันธ์ LINE MAN Wongnai, ผู้ร่วมก่อตั้ง Brand Inside และเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Blognone เว็บข่าวและชุมชนคนไอทีรุ่นบุกเบิก

จากนักธุรกิจในภาคเอกชน อิสริยะให้เหตุผลที่ก้าวเข้าสู่โลกการเมืองว่า ถ้าไม่ทำประเทศไทยจะไม่ไหว ยังไงก็ต้องทำ


“ผมทำงานภาคเอกชนมา อยู่ในภาคธุรกิจมานานพอสมควร มีความรู้ประสบการณ์ค่อนข้างพร้อม การตัดสินใจเข้ามาร่วม เราก็ต้องมีความตั้งใจจริงที่อยากจะเข้ามาเปลี่ยนประเทศไทย”


ในประเด็นสำคัญเรื่องการปฏิรูปรัฐ การที่พรรคประชาชนเปิดตัวทีมบริหารล่วงหน้า ก็ถือว่าเป็นก้าวย่างแบบใหม่ที่ทำให้การเมืองไทยเห็นสัญญาณว่าจะขยับไปจากจุดเดิม


“ระบบการบริหารราชการแผ่นดินในอดีตมีหลายพรรคมาตั้งรัฐบาล แล้วก็มีโควตารัฐมนตรีแต่ละกระทรวงแยกกันไป จะต่อรองเก้าอี้กันยังไง แล้วพอวางโควตากันเสร็จ ก็ต่างคนต่างทำ ไม่ยุ่งกัน ผมคิดว่าโมเดลนี้มันไม่เวิร์กแล้ว” 


นี่เป็นปัญหาสำคัญที่หลายคนเห็นตรงกัน ว่าแม้ไทยจะมีจุดแข็งหลายอย่าง แต่จุดอ่อนสำคัญกลับซ่อนอยู่ในภาครัฐ นั่นคือการทำงานแบบไซโล ต่างคนต่างทำ ยิ่งเจ้ากระทรวงมาจากคนละพรรคการเมือง ความเชื่อมโยงของนโยบายกับข้อมูลยิ่งไปกันคนละเรื่อง และเมื่อนำสิ่งเหล่านี้มาทาบกับไทม์ไลน์วิกฤตการเมืองไทยใน 2 ทศวรรษ ผลก็คือ เราแทบไม่เคยมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ 

สิ่งที่เกิดจากรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ไม่ใช่แค่การเมืองไม่เข้มแข็ง แต่ความเชื่อมั่นด้านการลงทุนจากต่างชาติก็ลดน้อยถอยลง ของดีในประเทศไทยก็ไม่มีช่องทางไปอวดโฉมบนเวทีโลก นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมการปฏิรูปการเมืองใหม่และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ถึงต้องทำไปพร้อมๆ กัน 







+ มีคนบอกว่า ตอนนี้คุณทำหลายๆ อย่างให้พรรคประชาชน เรียกหน้าที่ของตัวเองว่าอะไร

ต้องเรียกว่ามาอยู่ในทีมนโยบาย เป็นนโยบายฝั่งที่เป็นเศรษฐกิจเป็นหลักหัวหน้าทีมคือ อ.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร หนึ่งในสามแคนดิเดตนายกฯ แล้วก็ช่วยเหลือเรื่องนโยบายอื่นๆ 


+ เคยทำเรื่องแพลตฟอร์ม เรื่องไรเดอร์ มาเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจได้อย่างไร

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจในปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยส่วนที่เป็นดิจิทัลเยอะมาก คนเราตื่นมาก็ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มซึ่งมีหลากหลายรูปแบบมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วมันจะยิ่งมากขึ้นกว่านี้อีกในอนาคต ในฐานะที่เราเคยทำงานด้านนี้โดยตรง อยู่ในบริษัทที่เป็นแพลตฟอร์มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ก็คิดว่าจะใช้ความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยในการวางนโยบายเศรษฐกิจที่จะเป็นเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตได้


+ ปกติคนในวงการธุรกิจจะกลัวการเมืองมาก ทำไมจึงกระโดดเข้ามา การเมืองจะมีอนาคตหรือ

ตัดสินใจยากพอสมควร แน่นอนว่าคนฝั่งธุรกิจจะกลัวการเมือง เพียงแต่ว่าในอีกมุมหนึ่ง ในฐานะประชาชน เราก็รู้สึกว่าปัญหาของประเทศไทยมันหนักมาก ตัวผมเองผมก็เคยทำงานสื่อมายาวนาน เมื่อก่อนเราก็เคยเข้าใจว่าการเป็นสื่อคงช่วยเปลี่ยนแปลงสังคมได้บ้าง แต่ผ่านมา 10-20 ปี ก็ยังไม่เปลี่ยนอะไร


+ จุดเปลี่ยนที่ทำให้เราคิดว่าเราทำสื่อก็คงไม่ได้ช่วยบ้านเมืองมากมายเท่าไร ต้องทำอย่างอื่นที่ส่งผลมากกว่า ความคิดนี้เริ่มตั้งแต่ตอนไหน

ผมเป็นคนรุ่นปี 49 นะครับ ก็คือมาเริ่มสนใจการเมืองตอนรัฐประหารปี 49 เราอธิบายไม่ได้ว่าทำไมถึงเกิดรัฐประหารขึ้นอีก ปัญหาการเมืองควรจะเป็นปัญหาระหว่างนักการเมืองในสภา ทำไมทหารต้องเข้ามาแทรกแซง ก็เลยสนใจศาสตร์อื่นๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สนใจในเชิงของความรู้เป็นหลัก การที่เรารู้รอบ เราก็จะเข้าใจว่าศาสตร์อื่น สังคมส่วนอื่นเขาคิดยังไง


+ ก้าวเข้ามาในการเมืองจริงๆ คือตอนไหน

ปีนี้เองนะครับ คิดว่าพอเรื่องที่บริษัทเรียบร้อย เลือกตั้งคราวหน้าเราจะมา เผอิญการเลือกตั้งมาเร็วกว่าที่คิด ก็รู้สึกว่าถึงเวลาอันสมควรแล้วที่เราจะต้องมา


+ หลักๆ ที่ทำก็คือเรื่องทันโลก หนึ่งในคำของพรรคประชาชนที่ว่า ‘ไทยทันโลก’ คือแค่ไหน อย่างไร

คนไทยมีคำถามเสมอมา ว่าทำไมประเทศไทยไม่เจริญเหมือนประเทศอื่น ประเทศไทยมีอัตลักษณ์ มีเอกลักษณ์ของเราเอง แต่อีกด้านหนึ่งก็มีคุณค่าที่เป็นสากลที่ทั้งโลกเขาลองทำมาแล้วพบว่ามันเวิร์ก ประเทศเจริญขึ้น เศรษฐกิจเติบโต ประเทศเป็นระเบียบขึ้น ถ้ามองในภาพใหญ่ นี่ก็จะเป็นสิ่งที่เราอยากจะเข้าปรับปรุงหลายๆ จุดที่ยังเห็นว่ายังแย่อยู่ให้ก้าวทันโลกได้


+ เริ่มตรงไหนดี เพราะปัญหาที่ไทยไม่ทันโลกมีมากเหลือเกิน

ส่วนที่เป็นดิจิทัล คนทั้งโลกใช้เทคโนโลยีที่เป็นดิจิทัลเท่ากัน AI ตัวใหม่ล่าสุด คนไทยก็ได้ใช้พร้อมกับต่างประเทศ แต่ถ้าดูให้ลึกขึ้น ฝั่งที่เป็นธุรกิจ จะเห็นว่ามันมีช่องว่างอยู่ โดยเฉพาะธุรกิจที่เป็น SMEs

ผมมาจากแพลตฟอร์มที่ทำเรื่องร้านอาหาร ก็จะเห็นว่าธุรกิจร้านอาหารจะเป็นหนึ่งใน SMEs ยอดนิยมที่สุดในไทย ร้านอาหารในประเทศไทยรวมๆ กันน่าจะมีมากกว่า 1 ล้านร้าน แต่กลับเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ดิจิทัลน้อยมาก เราสามารถเอาส่วนที่เป็นดิจิทัลเข้ามาช่วยทำให้ร้านอาหารทำงานได้ดีขึ้น แค่เครื่องคิดเงินที่เป็นดิจิทัล ลงบัญชีถูกต้อง ก็ทำให้ร้านรู้ทันทีว่าวันนี้ขายได้เท่าไร กำไรขาดทุนเท่าไร 

ผมคิดว่าปัญหาลักษณะนี้ SMEs ไทยยังขาดอยู่มาก และเป็นพื้นฐานเลยที่ทางพรรคอยากจะมีนโยบายเหล่านี้มาเพื่อทำให้ SMEs ไทยที่เจอปัญหามากมาย ผมคิดว่าสิ่งที่ง่ายที่สุดเลยก็คือ เอาเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานหรือแก้ปัญหาหลายๆ อย่างได้


+ หลายพรรคก็พูดเรื่องนี้ แต่ไม่เคยเห็นความชัดเจน ทั้ง Digital Government สร้างแอปฯ ใหม่ เข้าถึงรัฐบาลได้ พรรคประชาชนจะทำอย่างไรในทางปฏิบัติ 

เราจะปฏิรูปการทำงานของ IT ภาครัฐครั้งใหญ่ รัฐบาลมีแอปฯ จำนวนมากที่จ้างทำแล้วก็ใช้ไม่ได้อีกแล้ว สิ่งแรกๆ ที่เราจะทำเลยก็คือ หน่วยงานแต่ละหน่วยงานไม่ควรจะทำแอปฯ เองอีกแล้ว ประชาชนไม่ได้ต้องการที่จะลงแอปฯ ใหม่ เราอยากจะมีเซอร์วิสกลางอันเดียว ซึ่งปัจจุบันก็มีอยู่ อย่างเช่นแอปฯ ทางรัฐ เราก็อยากจะต่อยอดตรงนี้ 

กระบวนการทำงานในส่วนของราชการต่างๆ มีความเป็นไซโลสูง ก็คือแต่ละกระทรวงแยกกัน ไม่ยุ่งกันอย่างชัดเจน เราทำ Big Data แต่ว่าสุดท้ายข้อมูลไม่แชร์กัน สิ่งที่เราจะทำคือ เข้าไปรื้อระบบ ต้องอยู่ภายใต้ระบบเดียวกัน อย่างน้อยช่วงแรกอาจจะต้องเป็นเรื่องการแชร์ข้อมูลกัน แต่ว่าจะต้องมีการปรับโครงสร้างพื้นฐานทาง IT ใช้ล็อกอินอันเดียว ประชาชนไม่ต้องไปขอข้อมูลใหม่ 


+ ไม่ต้องมีการถ่ายสำเนาบัตรประชาชนอีกแล้วนะ

ไม่ควรต้องมีอีกแล้วนะครับ 


+ คุณจะแก้ปัญหาตรงนี้อย่างไร ถ้าราชการยังคิดแบบเดิม ทำแบบเดิม 

เราทำการบ้านแล้ว จริงๆ กรอบทางกฎหมายมีหมดแล้ว แต่ขาดเจตจำนงทางการเมืองเท่านั้น หนึ่งในวาระหลักที่เราจะทำแน่นอนคือ รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ถัดมาในส่วนของภาคธุรกิจที่มีหลายระดับ มีนโยบายหลายอย่างที่ช่วยผลักดันให้ SMEs ใช้งานดิจิทัลเยอะขึ้น อย่างที่พรรคเคยนำเสนอตั้งแต่เลือกตั้งรอบที่แล้ว ก็คือเรื่องของหวยใบเสร็จ ที่ทำให้ร้านอยากเข้าระบบมากขึ้น ถ้าร้านเข้าระบบ จะต้องติดตั้งระบบ IT ครั้งใหญ่ อันนี้เราจะมีส่วนลด มีสิ่งต่างๆ มอบให้เป็นแพคเกจ


+ แบบนี้มีค่าใช้จ่ายสูงไหม และต้องเข้าระบบภาษี SMEs จะได้อะไรคืนมา หรือมีมาตรการจูงใจอย่างไร 

ก็ต้องทำให้ค่าใช้จ่ายถูกลงที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ อีกทางหนึ่งก็จะเป็นการผลักดัน ให้บริษัทสตาร์ตอัพของไทยมาทำระบบพวกนี้ เพื่อตอบโจทย์ภาคธุรกิจ เราไม่ต้องการให้รัฐทำเอง แต่เราต้องการจะสร้างอุตสาหกรรมที่เป็นดิจิทัลขึ้นในประเทศไทย เพราะทุกวันนี้อุตสาหกรรมดิจิทัลส่วนใหญ่ซื้อซอฟต์แวร์ต่างชาติ เงินไหลออกนอกประเทศ


+ หมายความว่ากำลังจะเปลี่ยนวัฒนธรรมการเมืองและระบบราชการครั้งใหญ่? ให้รัฐทำน้อยกว่าเอกชน ไม่กลัวเลยหรือว่าจะมีคนเสียผลประโยชน์แล้วออกมาต่อต้าน

ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วครับ เราจำเป็นต้องมีอุตสาหกรรมใหม่ เพราะประเทศไทยไม่เติบโตแล้ว อุตสาหกรรมที่ผ่านมาเป็นอุตสาหกรรมเก่าที่ล้าสมัย เริ่มแข่งขันไม่ได้แล้วโดนต่างชาติตี ในขณะเดียวกันเราใฝ่ฝันที่อยากจะมีอุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมเทคโนโลยี แต่ปัญหาที่พบคือ ไม่มีตลาด ผู้ประกอบการขายของไม่ได้ สิ่งที่เราจะทำในในเชิงนโยบายก็คือ ต้องให้รัฐเป็นผู้นำในการสร้างตลาดเทคโนโลยี 

สิ่งที่เราอยากจะทำ คือสร้างอุปสงค์ (Demand) ให้เขา ใช้แต้มต่อของการเป็นผู้ประกอบการไทยในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ทั้งภาครัฐและภาค SMEs ภาครัฐอยากจะซื้อซอฟต์แวร์ อยากจะซื้อของใดๆ ก็ตาม ก็ต้องจ้างบริษัทไทยที่เป็นบริษัทดิจิทัล ส่วนภาคเอกชน ถ้าเป็น SMEs รายเล็ก เราก็เอางบประมาณภาครัฐช่วยสนับสนุนให้เอกชนเปลี่ยนผ่าน


+ คุณภาพของไทยจะสู้ต่างชาติได้ใช่ไหม

รัฐก็ต้องกำหนดมาตรฐาน เราไม่ได้เริ่มจากอะไรที่ใหญ่และซับซ้อน เราจะเริ่มจากซอฟต์แวร์บัญชี ซอฟต์แวร์เครื่องคิดเงิน ซอฟต์แวร์เกี่ยวกับการชำระเงิน ต่างๆ ซึ่งทุกวันนี้มีผู้ประกอบการไทยอยู่แล้ว 


+ ทำเรื่องเศรษฐกิจและทำเรื่องปฏิรูประบบราชการด้วย มันต้องไปด้วยกันไหม?

ใช่ครับ ไปด้วยกันแน่นอน จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นสิ่งที่ทำได้ทันที อาจจะเริ่มในรอบปีงบประมาณถัดไป ถ้าเป็นฝั่งเอกชน รัฐบาลพอมีนโยบายมีอะไรชัดเจน สามารถเริ่มได้ทันที 

หลักๆ เลย รัฐจะต้องประกาศเป้าหมายก่อน ว่านี่คือเราสิ่งที่เรามุ่งไป เพื่อให้เอกชนมีเวลาเตรียมตัว ว่า โอเค ถ้ารัฐจะไปอย่างนี้ เราจะสร้างตลาดใหม่ขึ้นมา  ถ้าเอกชนอยากจะเข้ามาร่วมในตลาดนี้ด้วย จะต้องเริ่มที่ตรงไหน เขาจะได้เตรียมของ เตรียมตัว เตรียมพัฒนาซอฟต์แวร์ พัฒนาระบบ อันนี้อาจจะต้องใช้เวลาสัก 2-3 ปี เดี๋ยวจะเริ่มเห็นผล 


+ ไม่ใช่แบบนโยบาย Quick Big Win แบบของรัฐบาลปัจจุบัน?

Quick Win มีครับ แต่ว่าในฝั่งของดิจิทัล ที่ผ่านมาเป็นเพราะว่าเราคิดแต่เรื่อง Quick เราไม่มีการวางแผนในระยะยาว ไม่มีการลงทุนแล้วรอมันออกดอกออกผล อุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ต้องการเงินลงทุนในการวิจัยสูงมาก และต้องใช้เวลา อย่าง Google ประกาศว่าเป็น AI เจ้าแรกในปี 2015 กว่าจะออกผล ใช้เวลานานมาก ใช่ ผมก็คิดว่าในระยะยาว เราต้องการจะวางเส้นทางในระยะยาวเหมือนกัน 


+ เมื่อต้องเห็นผลเป็นระยะๆ ขั้นแรกต้องทำอย่างไร

เราจะตั้งทีม ดึงคนเก่งจากภาคเอกชนเข้ามาปรับปรุงบริการภาครัฐอย่างเร่งด่วน ถ้าเกิดทำงานได้ ขับเคลื่อนมาตั้งแต่ระดับหัวสุด ก็คือนายกรัฐมนตรี ผมเชื่อว่าสิ่งที่เราจะรีบทำและก็ให้เห็นผลอย่างชัดเจนที่สุดก็คือ Digital Government


+ ยกตัวอย่างได้ไหม เช่น ใน 100 วันแรกมีโครงการอะไรบ้างที่พอจะเห็นภาพได้

การทำระบบ IT อาจจะต้องใช้เวลานิดหนึ่ง 100 วันแรกอาจจะไม่ทัน 

ในวงการดิจิทัล มีคนเก่งๆ มากมายที่อยากจะมาร่วมในการพัฒนาระบบ IT ภาครัฐให้ดีขึ้น เพียงแต่ว่าที่ผ่านมา จะด้วยติดปัญหาเรื่องกฎระเบียบ เงื่อนไข เรื่องทางการเมืองต่างๆ เราก็ต้องการจะเข้ามาปลดล็อกตรงนี้ แล้วระบบ IT ภาครัฐไม่ได้เป็นเทคโนโลยีที่ซับซ้อนมากๆ แบบ AI มันเป็นแค่การดึงข้อมูลเชื่อมต่อข้อมูล ในทางเทคนิคไม่ได้ยาก ที่ผ่านมามันไม่ประสบความสำเร็จเพราะว่าติดที่กลไกระบบราชการ รัฐไม่ได้มีความตั้งใจที่ดีพอ หรือยั่งยืนพอในการพัฒนาบริการที่ดีให้ประชาชน 


+ มีตัวอย่างรูปแบบของประเทศอื่นๆ ไหมที่ดูอยู่ เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ 

เราก็ดูหมดทุกประเทศ เป็นสิ่งที่เราเห็นด้วยทั้งหมด ตัวอย่างง่ายๆ ทุกวันนี้เราเห็นเว็บไซต์ของระบบราชการไทยมีเยอะมาก แต่อย่างอังกฤษก็จะมีเว็บรัฐบาลเว็บเดียว Government.uk 


+ ชาวบ้านทั่วไป แม่ค้า ชาวไร่ชาวนา เมื่อพูดถึงดิจิทัล จะสื่อสารกับเขาได้อย่างไรว่าเขาจะได้ประโยชน์ด้วย 

พ่อค้าแม่ค้าหรือคนทั่วไปไม่ต้องเข้าใจคำว่าดิจิทัลก็ได้ แต่เราต้องแสดงให้เห็นว่าตัวเซอร์วิสที่เราสร้างขึ้นมามันมีคุณค่า และสามารถเข้าไปเปลี่ยนชีวิตเขาได้ทันที เช่น การติดต่อภาครัฐควรจะทำได้จากดิจิทัลทั้งหมด อย่างการพิสูจน์ยืนยันตัวตนกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ ต้องลงไปทำเอกสารมากมาย ช่องทางดิจิทัลพวกนี้ควรทำให้บริการประชาชนได้สะดวก 

หรือคนป่วยเดินทางทั้งวันเพื่อไปรับยาที่โรงพยาบาลหรือไปพบหมอ ถ้าเกิดทุกคนต้องไปเจอกันที่โรงพยาบาล มันไม่มีทางจะยั่งยืนไปได้ เราจำเป็นต้องหาวิธีการใหม่ๆ อย่าง Telemedicine เทคโนโลยีพวกนี้มันจะต้องมีบทบาทมากขึ้นไม่ช้าก็เร็ว แล้วเราจะทำช้าทำไมในเมื่อประเทศไทยเป็นสังคมสูงวัยไปเรียบร้อยแล้ว 


+ เวลาพูดถึงการปฏิรูปเรื่องใหญ่ๆ จะมีคนบอกว่าต้องใช้เงินเยอะ ต้องใช้งบประมาณเพิ่มหรือเปล่า

งบดิจิทัลเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว แค่ที่ผ่านมามันไม่มีประสิทธิภาพ รัฐบาลมีแอปฯ หลายร้อยตัวที่อยู่บนสโตร์ที่ดาวน์โหลดไปล็อกอินไม่ได้แล้ว นี่คือเงินที่หายไป 


+ Digital Government ของพรรคประชาชน จะทำให้ชีวิตประจำวันของคนดีขึ้นได้อย่างไร

ประชาชนจะสามารถติดต่อกับราชการ หน่วยงานราชการ หน่วยงานรัฐบาลต่างๆ ผ่านสมาร์ทโฟนหรือผ่านอุปกรณ์ต่างๆ ตัวโครงสร้างพื้นฐานเราก็ค่อนข้างพร้อม เหตุผลที่เราต้องไปหน่วยงานราชการด้วยตัวเอง เพราะรัฐไม่รู้ว่าเราเป็นใคร แต่ทุกวันนี้เรามีระบบในการพิสูจน์ยืนยันตัวตนผ่านวิธีการต่างๆ แล้ว มีการสแกนหน้า สแกนนิ้ว และเดี๋ยวนี้ทุกคนมีโมบายแบงก์กิ้งหมดแล้ว มีพร้อมเพย์ รัฐบาลสามารถโอนเงินตรงเข้าประชาชนได้อยู่แล้ว ดังนั้น ก็ไม่ได้มีเหตุผลเลยที่จะต้องนั่งรถจากตำบลหรือจากอำเภอไปเข้าเมืองเพื่อไปติดต่อราชการทั้งวัน


+ แก้คอร์รัปชันได้ไหม?

แก้คอร์รัปชันก็ยิ่งช่วย เพราะคอร์รัปชันเกิดจากการที่คนมองเห็นข้อมูลไม่เท่ากัน ถ้าผู้ประกอบการอยากจะไปรับงานภาครัฐ เราไม่รู้หรอกว่าเจ้าหน้าที่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีนอกมีในหรือเปล่า แต่ถ้าเปิดข้อมูลออกมาทั้งหมด เราพูดเรื่อง Open Data กันมานาน แต่โครงการภาครัฐเยอะมาก ปีๆ หนึ่งไม่มีใครอ่านไหว เราก็จะใช้เทคนิคอื่นๆ เข้ามาช่วย อย่างเช่น เดี๋ยวนี้เราใช้ AI ช่วยอ่านเอกสารได้แล้ว

เรามีนโยบาย AI จับโกง ถ้าเปิดข้อมูลออกมาทั้งหมด แล้วเอา AI ช่วยอ่าน อย่างน้อยมีอะไรผิดปกติ ขึ้นมาเตือน แล้วค่อยเอาคนไปตรวจอีกที 


+ ถ้าอย่างนั้นปราบสแกมเมอร์ได้ไหม?

ปราบสแกมเมอร์เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญ เป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย เพราะมีหลายภาคส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาคส่วนที่เป็นดิจิทัล มีหน่วยงานรับผิดชอบเยอะ แล้วปัญหาที่หลายๆ คนเจอคือ แต่ละหน่วยงานไม่ค่อยเชื่อมต่อข้อมูลกัน ผู้เสียหายโดนหลอก ต้องไปที่ไหนบ้าง ไปหาตำรวจ ไปธนาคาร ต้องติดต่อเองหมดเลย ปัญหาก็เหมือนเดิม ว่าหน่วยงานไทย ต่างคนต่างทำงาน ไม่ยุ่งกัน ข้อมูลแยกกันเป็นไซโล ทำยังไงเราถึงจะรวบรวมข้อมูลพวกนี้ให้มันเชื่อมต่อกันได้ 


+ การทำให้ข้อมูลแต่ละหน่วยราชการเชื่อมกัน ต้องไปปรับปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่เลย?

ผมอยู่ในฝั่งการปฏิรูปรัฐด้วย โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจ จะใช้คำว่าเป็นหนึ่งในแดนสนธยาก็อาจจะพอได้ เพราะเงินหรือทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจใหญ่มาก 

อันนี้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทีมปฏิรูปรัฐอยากจะเข้ามาจัดระเบียบรัฐวิสาหกิจ ต้องเรียนว่าใช้คำว่า ‘จัดระเบียบ’ นะครับ ไม่ได้เป็นแปรรูป เราอยากจะทำให้รัฐวิสาหกิจ ทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพและโปร่งใส


+ ที่ผ่านมามีการตั้งคณะกรรมการซูเปอร์บอร์ดหลายชุดในรัฐบาลก่อนๆ เพื่อปฏิรูประบบรัฐวิสาหกิจ ทำไมแก้ไม่ได้ 

กลับไปที่คำตอบเดิมครับ เจตจำนงทางการเมือง


+ เจตจำนงการเมืองของพรรคประชาชนจะเข้มข้นและแข็งแกร่งกว่าคนอื่นอย่างไร?

เรายืนยันว่าเรามีความหนักแน่นที่จะเปลี่ยนแปลงที่จะปฏิรูป โดยเฉพาะเราประกาศมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าการปฏิรูปรัฐเป็นหนึ่งใน 4 เสาสำคัญของเรา (อีก 3 ด้านคือ เศรษฐกิจใหม่ ประชาธิปไตย และคุณภาพชีวิต) 


+ แปลว่าเรากล้าที่จะทำให้กลุ่มผลประโยชน์ที่มีอยู่ นี่เขาถูกกระทบ และเขาอาจจะต่อต้านเรา?

ถ้าไม่ทำประเทศไทยจะไม่ไหวแล้วครับ ยังไงก็ต้องทำ 


+ ขณะนี้ที่เศรษฐกิจโลกผันผวนแปรปรวนอย่างหนักหน่วง ถ้าพรรคประชาชนเข้ามาเป็นรัฐบาล จะบริหารความแปรปรวนเศรษฐกิจระดับโลกที่มากระทบไทยอย่างไร?

ตอนนี้โลกเจอปัญหาเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ตรงนี้เป็นทั้งอุปสรรคและโอกาส แน่นอนว่าคนไทยเจอภาษีทรัมป์ เจอสงครามทางการค้า  เจอสินค้าจีนตีตลาด เจอปัญหาหลายอย่างที่เกิดจาก Geoeconomics (ภูมิเศรษฐศาสตร์) แต่อีกทางหนึ่ง ก็เป็นโอกาสเหมือนกัน ดังที่เราเห็นว่ามีบริษัทจำนวนมากย้ายฐานการผลิตเพื่อหนีสงครามทางการค้ามาที่ประเทศไทยค่อนข้างเยอะ ผมคิดว่าเราเองก็มีทรัพย์สินที่ดีหลายๆ อย่างที่สามารถเอามาขยายผลได้ แต่ทุกวันนี้ อาจจะยังไม่ได้ถูกใช้มากนัก 

ตัวอย่างเช่น ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมจากญี่ปุ่นมายาวนาน อุตสาหกรรมเหล่านี้อาจจะเริ่มล้าสมัย แข่งขันไม่ได้ยกตัวอย่างง่ายๆ ฐานการผลิตรถยนต์ ที่ทุกวันนี้โดนรถยนต์ EV จากจีน เข้ามาตีตลาด แน่นอนว่าอุตสาหกรรมเก่าได้รับผลกระทบ แต่ว่าเราก็จะเห็นว่าบริษัทรถยนต์ EV หลายบริษัทก็เริ่มเข้ามาตั้งฐานในไทยเหมือนกัน ถ้าเราไม่ได้ปิดกั้น ว่าเป็นชาติไหน จะเป็นยุโรป จะเป็นอเมริกาเข้ามา จะเป็นเกาหลี จะเป็นญี่ปุ่นเข้ามา เรายินดีต้อนรับหมด

สิ่งที่เราอยากจะทำ คือเราอยากจะสร้าง Supply Chain (ห่วงโซ่อุปทาน) ของคนไทยที่มาเชื่อมกับอุตสาหกรรมใหม่เหล่านี้ ไทยมีอุตสาหกรรมจากกลุ่มยานยนต์ เยอะอยู่แล้ว สิ่งที่ขาดก็คือว่า ทำยังไง  Supply Chain เหล่านี้จึงจะปรับตัวเข้ากับอุตสาหกรรมใหม่ๆ ได้ 

ก่อนหน้านี้ทำ Supply Chain ชิ้นส่วนรถยนต์สันดาป เราก็ทำชิ้นส่วนรถยนต์ EV เพิ่ม หรือขยายไปยังชิ้นส่วนอุปกรณ์ลักษณะที่ใกล้เคียงกันอื่นๆ อย่างระบบราง อุปกรณ์เกี่ยวกับชิ้นส่วนการบิน อุปกรณ์การแพทย์ ผมคิดว่าทักษะการทำงานผลิตชิ้นส่วนคนไทยเก่ง แค่ที่ผ่านมาอาจจะไม่ได้มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่า ถ้าคุณไม่ทำรถยนต์แล้วคุณจะไปทำอะไร 


+ เพื่อนบ้านเราก็กำลังพัฒนาแข่งกับเรา อย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย?

ผมคิดว่าเราอย่ามองเวียดนามในเชิงคู่แข่ง นี่เป็นเป็นหนึ่งในประเด็นที่พูดกันเยอะ ผมคิดว่าอาเซียน  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ในยุคที่ Geoeconomics สู้กันรุนแรง อาเซียนต้องร่วมมือกัน ผมคิดว่าเราต้องมีกลไกด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การค้าระหว่างประเทศ ไทย เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ ประเทศที่เป็นอุตสาหกรรมใหม่ มีฐานการผลิตใหม่ อาจจะต้องไปคุยกันเป็นกลุ่มเลย ว่าถ้าคุณอยากจะย้ายฐานการผลิตเข้ามา ใครถนัดอะไรทำอันนั้น แล้วส่งชิ้นส่วนข้ามไปข้ามมากัน

เราอยากจะทำให้อาเซียนเข้มแข็งขึ้น ที่ผ่านมาอาเซียนอาจจะเน้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นหลัก มิติด้านเศรษฐกิจอาจจะมีไม่เยอะ หวังว่าถ้าเราได้เข้ามามีอำนาจบริหาร เราจะใช้กลไกอาเซียน กลุ่มประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน ให้มีนโยบายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจมากขึ้น


+ ทำไมที่ผ่านมารัฐบาลส่วนใหญ่คิดว่าเวียดนามเป็นคู่แข่ง และอินโดนีเซียก็ดูดเงินลงทุนต่างชาติไป 

เอาเข้าจริงแล้วเก่งคนละอย่าง ถ้าดูโครงสร้างเศรษฐกิจของเวียดนาม มีการพึ่งพาอุตสาหกรรมจากเกาหลีค่อนข้างเยอะ ผมคิดว่าตรงนี้ยังมีโอกาสเปิดกว้างได้อีก แน่นอนว่าเวียดนามก็เจอปัญหาสงครามการค้า มีเรื่องความไม่แน่นอนเหมือนกัน เราสามารถเปิดการเจรจากับบริษัทที่เป็นกลุ่มเอเชียตะวันออกได้ทั้งหมด นโยบายของทางพรรคเรียกว่า Look North หรือ ‘มองไปทางเหนือ’ เราไม่แยกแยะประเทศ เราจะเข้าไปคุยกับประเทศเหล่านี้ว่า แต่ละประเทศมีสิ่งที่เก่งแตกต่างกัน ญี่ปุ่นเก่งรถยนต์ เกาหลีอาจจะเก่งเรื่องสมาร์ทโฟน ไต้หวันก็เก่งเรื่องชิป จีนก็มีหลายอย่าง เราไม่ปฏิเสธว่าเป็นชาติไหน เราคิดว่าชาติไหนเก่งอะไรมาคุยกับเราในเรื่องนั้นๆ 

แต่ละประเทศมีโจทย์แตกต่างกัน อย่างเช่นไต้หวันอาจจะกลัวเรื่อง Geoeconomics มากๆ เพราะอยู่ในจุดที่น่าจะเป็นจุดตึงเครียดที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ถ้าคุณอยากจะกระจายความเสี่ยง เรายินดีต้อนรับ 


+ บางครั้งต่างชาติอาจจะชอบประเทศไทย อยากมาเที่ยว อาหารอร่อย แต่ว่าการธุรกิจ การลงทุน อะไรที่จริงจัง สภาพจะเป็นอีกแบบ เขาเลยบอกไปคุยกับเวียดนาม  สิงคโปร์ มาเลเซีย ดีกว่า ตรงนี้จะทำให้เขาจริงจังกับเราได้อย่างไร 

ด้วยวิกฤตการเมืองของไทยในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา มันเลยทำให้ความต่อเนื่องทางนโยบายของรัฐบาลไม่ค่อยชัด ถ้าเทียบกับสิงคโปร์ที่เป็นรัฐบาลพรรคเดิมมาตลอด หรือเวียดนามที่มีระบบการปกครองของตัวเอง ก็ทำให้โยบายมีเสถียรภาพสูง เราจึงหวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ หากพรรคประชาชนจะสามารถรวมเสียงได้มากพอ ที่จะตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ เมื่อการเมืองมีเสถียรภาพ นโยบายมีความชัดเจนว่าจะทำอะไร เราคุยกับนักลงทุนต่างชาติ แล้วยืนหยัดในหลักการว่าประเทศไทยต้องการอะไร ถ้าสามารถสร้างความต่อเนื่องได้ ความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติจะกลับมาเอง  

แต่อีกทางหนึ่ง แน่นอนว่ามีปัญหาอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคอร์รัปชัน นักลงทุนต่างชาติมาประเทศไทยโดนคอร์รัปชันก่อนเลย เพราะกฎหมายหลายๆ อย่างก็ต้องเรียนว่า ยังมีความล้าหลังสูง การปฏิรูปกฎหมายก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ ซึ่งพรรคประชาชนมีความเก่งเรื่องงานสภาอยู่แล้ว พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเรื่องการเสนอกฎหมาย เราไม่แพ้ใคร เมื่อเราชนะการเลือกตั้ง ผมคิดว่าการปฏิรูปกฎหมาย ความต่อเนื่องตรงนี้ยังมีอยู่ 


+ สมัยก่อนคนจะบอกว่า ไทยหายจากจอเรดาร์โลกมายาวนาน เมื่อเศรษฐกิจไทยจะกลับไปสู่จอเรดาร์ เราอยู่ส่วนไหนของจอเรดาร์โลกขณะนี้?

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีความปลอดภัยในเรื่อง Geoeconomics ค่อนข้างสูง ไทยเป็นมิตรประเทศที่ดีกับทั้งสหรัฐฯ และจีน การที่เราไม่ได้เป็นศัตรูกับกับใคร ไม่ได้ถือหางใครข้างใดข้างหนึ่ง นักลงทุนมาอยู่ในประเทศไทยน่าจะมั่นใจ ถึงแม้ภูมิภาคอาจจะไม่ได้ปรับปรุง โครงสร้างพื้นฐานมานาน แต่ของเดิมก็ยังค่อนข้างดี สนามบิน ทางด่วน ทางรถไฟ ก็กำลังทำอยู่ เมื่อพื้นฐานเหล่านี้ดี บวกกับการที่เราใช้การทูตเชิงรุก ซึ่งขาดหายไปนานในวงการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผมคิดว่าประเทศไทยจะค่อยๆ กลับมา


+ การทูตในที่นี้หมายถึงเศรษฐกิจด้วยหรือเปล่า? ไม่ใช่แค่การทูตเรื่องกระทรวงต่างประเทศอย่างเดียว

มันไม่สามารถทำแบบเดิมได้อีกแล้ว ทุกอย่างต้องบูรณาการหมด แน่นอนว่า กระทรวงการต่างประเทศมีความเชี่ยวชาญในเรื่องการทูตแบบดั้งเดิม แต่ยังมีมิติอื่นๆ ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจอย่างเดียว ความมั่นคง หรือวัฒนธรรม หลายๆ ประเทศ คนทั่วโลกชื่นชอบในวัฒนธรรมไทย แต่ที่ผ่านมาเรายังไม่เห็นการทูตเชิงวัฒนธรรมมากนัก ถ้าเกิดว่าเราสามารถบูรณาการหน่วยงานภาครัฐให้ไปด้วยกันได้ จัด Thailand Fair ในต่างประเทศ เอาอาหารไทยไป เอาศิลปินไทยไป ผมคิดว่าทำได้อีกเยอะ เพียงแต่ว่าที่ผ่านมา ด้วยปัญหาทางการเมือง ระบบราชการไทย อาจจะทำให้สิ่งเหล่านี้ติดขัด พื้นฐานหลายๆ อย่างของประเทศไทยดีอยู่แล้ว แต่ยังขาดการจัดการที่ดี ขาดการเดินหน้าเชิงรุก ออกไปขายของ ออกไปโชว์ตัว ถ้าทำได้ ก็น่าจะทำให้ประเทศไทยกลับมามีที่ยืนในเวทีโลกได้


+ อย่าง Creative Economy หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จะทำให้คุณภาพชีวิต และ GDP ให้ดีขึ้นอย่างไร 

ทุกคนรู้ดีว่าคนไทยเก่งเรื่องงานสร้างสรรค์มาก สร้างวัฒนธรรม เพลง ภาพยนตร์ หนังสือ เกม หากถามว่านโยบาย Soft Power เดิมดีไหม ดีนะครับ อันนี้ผมเห็นด้วย แล้วก็อยากจะทำเพิ่ม เราต้องการอำนวยความสะดวกส่งเสริมให้กับผู้สร้างสรรค์ ผมใช้คำว่า ‘ครีเอเตอร์’ แล้วกัน ให้คนไทยออกไปหารายได้ต่างประเทศได้เยอะขึ้นเท่าที่เป็นไปได้ 

ผมคิดว่าตัวอย่างที่คลาสสิกมากๆ ก็คือ ซีรีส์วายของคนไทย เป็นสิ่งที่ประสบความสำเร็จมาก แต่มันเกิดขึ้นแบบออร์แกนิก เพราะว่าคนต่างชาติเห็นงานเราผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล จะเห็นผ่าน YouTube หรือ Facebook อะไรก็ว่ากันไป แต่เรายังไม่มีกลไกที่ดีในการนำครีเอเตอร์เหล่านี้ ออกไปจัดงานพบปะแฟนที่ต่างประเทศ ออกไปจัดงานคอนเสิร์ต การเจรจาเรื่องลิขสิทธิ์ อาจจะไม่ได้มีการส่งเสริมเรื่องนี้มากนัก ถ้าเราคิดถึงเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ มันจะกลายเป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจอันใหม่อีกเหมือนกัน 

หรือทุกวันนี้ภาพยนตร์แอนิเมชันต่างๆ ต่างชาติก็มีความต้องการคนไทยเก่งๆ ไปทำงานด้วย แต่ยังติดขัดเรื่องต่างๆ เช่น วีซ่า การเดินทาง ภาษา ทำไมเราไม่คุยกับญี่ปุ่นว่า คุณมาเอาสตูดิโอเกมของคุณมาตั้งในไทยไหม เพราะคนทำแอนิเมชัน ทำภาพวาด ทำงานศิลป์ ทำเพลง ของไทยเก่งมากๆ แต่ยังมีช่องว่างตรงนี้อยู่ ทำให้ยังไม่รู้จักตลาดกัน 


+ ถ้าพรรคประชาชนเป็นรัฐบาลจะอุดหนุนอย่างไร มีมาตรการอะไรที่ชัดเจนบ้าง 

เริ่มตั้งแต่การเจรจากับต่างชาติแบบเชิงรุก ออกไปคุยคนไทยทำงานสร้างสรรค์ดี แต่ละวงการอาจจะมีรายละเอียดแตกต่างกัน คนทำหนัง คนทำเกม คนทำเพลง อาจจะมีความต้องการไม่เหมือนกัน คนสิ่งที่เราต้องการจะฟูมฟักครีเอเตอร์หน้าใหม่ขึ้นมาให้ดัง ดังนั้น ช่วงที่เขายังอยู่ในจุดจุดเริ่มต้น ก็ต้องมีเงินซัพพอร์ต มีกองทุน ให้ลองทำโครงการต่างๆ ไม่มีครีเอเตอร์คนไหนเก่งมาแต่แรก เราต้องให้เขาทำทีละนิด พอเก่งขึ้นมาอีกหน่อย ก็พาออกต่างประเทศ รัฐบาลไทยมีทำอยู่บ้างแล้ว เพียงแต่อาจจะไม่เป็นระบบมากนัก งานหรือเงินกระจายกันอยู่คนละกระทรวง 

อีกอันหนึ่งที่ครีเอเตอร์บ้านเราขาด ก็คือทุกคนเก่ง แต่อาจจะไม่เข้าใจว่าตลาดต่างชาติต้องการอะไร เราก็จะต้องมีทีมรีเสิร์ช ทำการตลาด ไปเซอร์เวย์ให้ว่า ถ้าคุณจะทำหนังเพื่อไปตีตลาดจีน คุณควรจะทำแบบนี้ ถ้าคุณจะทำหนังเพื่อไปตีตลาดอินเดีย คุณควรจะทำแบบนี้


+ การที่พรรคประชาชนเปิดตัวทีมรองนายกฯ เปิดตัวทีมมืออาชีพ ทีมบริหาร พรรคอื่นอาจจะไม่ได้ทำ ต้องการบอกอะไรกับประชาชน

ระบบการบริหารราชการแผ่นดินในอดีตมีหลายพรรคมาตั้งรัฐบาล แล้วก็มีโควตารัฐมนตรีแต่ละกระทรวงแยกกันไป จะต่อรองเก้าอี้กันยังไง แล้วพอวางโควตากันเสร็จ ก็ต่างคนต่างทำ ไม่ยุ่งกัน ผมคิดว่าโมเดลนี้มันไม่เวิร์กแล้ว 

สิ่งที่จะเห็นจากการเปิดตัวทีม รองนายกฯ แล้วก็ทีมบริหาร เราอยากจะสื่อสารไปยังประชาชน ว่าพรรคประชาชน เราทำงานกันเป็นทีม เราต้องการจะทำลายไซโลของระบบราชการไทยที่เป็นจุดอ่อนมานาน อย่างน้อยระดับหัว ก็ต้องทำงานร่วมกัน และเราก็คิดว่าเราน่าจะทำสิ่งนี้ได้ดี


+ ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในวงการการเมือง ที่มีการประกาศล่วงหน้าว่าทีมที่จะมาบริหารเป็นใคร และการไปชักชวนคนที่มีความรู้ความสามารถมืออาชีพมาประกาศตัวก่อน ยากแค่ไหน?

ก่อนหน้านี้คือถามว่าประเทศไทยมีคอร์รัปชันมานาน ทุกคนรู้ แต่คอร์รัปชันถึงขนาดตึกถล่มมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผมคิดว่าหลายคนพูดตรงกันว่าไม่ไหวแล้ว ประเทศไทยต้องการเปลี่ยนอะไรบางอย่าง 

ผมทำงานภาคเอกชนมา อยู่ในภาคธุรกิจมานานพอสมควร มีความรู้ประสบการณ์ค่อนข้างพร้อม การตัดสินใจเข้ามาร่วม เราก็ต้องมีความตั้งใจจริงที่อยากจะเข้ามาเปลี่ยนประเทศไทย


+ กับคนไทยที่กำลังสิ้นหวัง กำลังเบื่อการเมือง อาจจะคิดว่า เลือกตั้งกี่ครั้งกี่ครั้ง เดี๋ยวก็กลับมาเหมือนเดิม นักการเมืองก็จะแบ่งเค้กกัน แบ่งผลประโยชน์กัน เรายังมีความหวังอยู่จริงไหม

เหตุผลหนึ่งที่ผมเข้ามาร่วมงานกับพรรคประชาชน เพราะว่าผมเห็นความหวัง ประเทศไทยยังมีฐานที่ดีอีกหลายเรื่อง ขาดแค่การบริหารจัดการที่ดี การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญ เป็นการตัดสินอนาคตประเทศไทย ถ้าตัวรัฐบาลเอง ตัวผู้บริหารประเทศเอง มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพในการทำงาน ถ้าระดับหัวตั้งต้นถูกต้อง กลไกรัฐต่างๆ บริษัทเอกชนต่างๆ ก็จะไล่ลงมาเอง 

ถ้ารัฐบาลไม่มีปัญหาคอร์รัปชัน ทำงานมีประสิทธิภาพ เข้าใจภาคเอกชน ผมเชื่อว่าภาคเอกชนเองก็จะลดต้นทุนในการทำธุรกิจลงไปได้เยอะมาก ไม่ต้องจ่ายใต้โต๊ะ อนุมัติอะไรต่างๆ ได้เร็วกว่าเดิมเยอะ ผมคิดว่าความเชื่อมั่นจะกลับมา ไม่ว่าจะเป็นเอกชนไทยหรือต่างชาติก็ตาม 

ผมเชื่อว่าถ้าต้นตั้งต้นของรัฐบาลที่ถูกต้อง ความหวังยังมี และยังไม่สายเกินไป เรายังไม่ได้เป็นรัฐล้มเหลวขนาดนั้น ผมคิดว่ายังกลับมาได้ 


ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน

บริจาคให้พรรคประชาชน

สนับสนุนให้เราได้ทำงานสุดกำลังและยั่งยืน

ยอดบริจาคล่าสุด

... บาท

เราต้องการเป็นพรรคการเมือง ที่พร้อมตอบสนองความต้องการของประชาชน ทำงานอย่างมีอิสระ ไม่เป็น และไม่อยู่ในบงการของใคร เงินบริจาคจึงเป็นทุนทำงานที่สำคัญยิ่งของเรา

บริจาคให้พรรค

มาจากประชาชน • เป็นของประชาชน • ทำเพื่อประชาชน

ยอดสมาชิกพรรคที่
ได้นำรายชื่อเข้าสู่ฐานข้อมูล
ทะเบียนสมาชิกพรรคการเมืองแล้ว

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า