
หลายคนเห็นตรงกันว่า ประเทศไทยกำลังมาถึงทางตันบนเส้นทางพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในด้านอุตสาหกรรม หากทุกอย่างยังคงเดินหน้าแบบเดิม ไทยคงไม่อาจหลุดพ้นกับดักต่างๆ ที่ฉุดรั้งประเทศไว้ไม่ให้เดินหน้า
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราต้องเร่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมใหม่ด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และการวิจัย เพื่อเป็น ‘เครื่องยนต์ตัวใหม่’ ที่พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปข้างหน้าได้ถูกทางและเห็นอนาคต
นัยวุฒิ วงษ์โคเมท ที่ปรึกษาทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านอุตสาหกรรมใหม่ วิจัยและนวัตกรรม คือมืออาชีพด้านนวัตกรรม มีประสบการณ์คร่ำหวอดในแวดวงเทคโนโลยีมายาวนาน โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท Silicon Craft บริษัทออกแบบไมโครชิพสัญชาติไทย ที่ส่งขายใน 40 ประเทศทั่วโลก, อุปนายกสมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์ และเคยเป็นอาจารย์ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นัยวุฒิบอกว่า การทำให้นวัตกรรมกลายเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรม มีส่วนประกอบคือ การทำนโยบายให้เกิดขึ้นจริง หน่วยงานรัฐต้องเดินตาม มหาวิทยาลัยต้องมาสนับสนุนภาคเอกชนเรื่องการค้นคว้าวิจัย และผู้ประกอบการต้องพร้อมเดินไปข้างหน้า ออกแบบ ผลิต และขายอะไรใหม่ๆ ให้ชาวโลก
“อุตสาหกรรมไทยตันแล้ว ตลาดในประเทศไม่โตอีก ต้องออกไปแข่งนอกประเทศซึ่งไม่ง่าย หนึ่งวิธีคือใช้วิจัยและนวัตกรรมนำ โดยรัฐจะต้องเข้ามาช่วยเรื่องผลิตคน สนับสนุนเงินวิจัย และให้โอกาส โดยรัฐจะต้องสนับสนุนสินค้าที่ออกแบบหรือใช้ชิ้นส่วนที่ออกแบบในไทย ผ่านการจัดซื้อภาครัฐหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ที่ได้รับสิทธิประโยชน์นี้จะต้องพัฒนาตัวเองเพื่อส่งออกสู่ตลาดโลก โอกาสในประเทศที่รัฐให้เป็นเพียงบันไดขั้นแรกเท่านั้น”
นี่คือแก่นวิสัยทัศน์ที่นัยวุฒินำเสนอ ยังมีอีกหลายประเด็นว่าด้วยอุตสาหกรรมใหม่ วิจัยและนวัตกรรมที่เราอยากชวนให้อ่านกัน ในบรรทัดถัดจากนี้

+ จากผู้บริหารบริษัทออกแบบไมโครชิประดับโลก และร่วมบริหารสมาคมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศไทย ตอนนี้ได้เวลาแล้วใช่ไหมที่จะเข้ามาร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงประเทศ
จากประสบการณ์ หลังจากเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่วิศวะจุฬาฯ 5 ปี พอจังหวะลงตัวผมก็ลาออกมาร่วมก่อตั้งบริษัท Silicon Craft เราออกแบบไมโครชิปแล้วส่งออกไป 40 ประเทศทั่วโลก ทั้งชิปติดตัวสัตว์ กุญแจรถ และระบบ Access Control เข้าออกอาคารต่างๆ เราแข่งด้วยคุณภาพ ไม่ได้แข่งด้วยราคาถูก คู่แข่งของเราเป็นบริษัทต่างชาติที่ใหญ่กว่าเราเป็นพันเท่า แต่เราเลือกที่จะเจาะตลาดในมุมเล็กๆ ที่เราถนัด ผ่านไป 20 ปี เราเข้าตลาดหลักทรัพย์
เราออกแบบชิปในเมืองไทย แต่ผลิตที่ต่างประเทศ อาจจะมีการประกอบหรือทดสอบในเมืองไทยบ้าง แต่ขายในตลาดโลก เพราะฉะนั้นเราแทบไม่ยุ่งกับใครเลยในประเทศ
ผ่านไป 20 ปี ก็เริ่มเห็นว่ามันเป็นเวลาที่ต้องกลับมา จากประสบการณ์ที่เราทำมา เรียกว่าประสบความสำเร็จพอสมควร ก็น่าจะเอาความรู้เหล่านั้นกลับมาช่วยพัฒนาประเทศ
+ ‘เซมิคอนดักเตอร์’ อธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจอย่างง่ายได้ว่าอะไร
เซมิคอนดักเตอร์ ก็คือไมโครชิป เป็นอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ สีดำๆ ที่เราเห็นอยู่ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รอบตัวเรา เช่น มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ไปถึงรถยนต์ แทบจะทุกอย่างมีไมโครชิปอยู่ในนั้นหมด จะว่าไปแล้ว มันคือหัวใจของชีวิตประจำวันของพวกเรา
ในช่วงสงครามการค้าในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นสิ่งหนึ่งที่ทุกประเทศให้ความสนใจ เพราะเป็นตัวที่กำหนดอนาคตของทุกประเทศ
Silicon Craft เป็นบริษัทแบบ Fabless คือเราออกแบบวงจรจนออกมาเป็นไฟล์ แล้วส่งไปให้โรงงานระดับโลกอย่าง TSMC ผลิตเป็นแผ่นเวเฟอร์ (Wafer) แผ่นหนึ่งมีชิปหลักหมื่นถึงหลักแสนตัว แล้วเราค่อยเอากลับมาทดสอบและประกอบในไทย หลังจากนั้นเราก็เอาไปขาย
ถ้าดูในแง่ Business Model อาจจะมองว่าเราเหมือน Apple ก็คือออกแบบ เสร็จแล้วไปจ้างผลิต เอากลับมาขายในแบรนด์ของตัวเอง
+ สิ่งนี้จะเป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่จะสามารถขับเคลื่อนประเทศไทยได้ใช่ไหม?
เซมิคอนดักเตอร์เองก็เป็นหัวใจของอุตสาหกรรมจำนวนมากในประเทศไทย อย่างเช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรมยานยนต์ ต้องมีไมโครชิปอยู่ และหัวใจของไมโครชิปก็คือเวเฟอร์
ทุกวันนี้ ในประเทศไทยมีโรงงานประกอบและทดสอบไมโครชิปอยู่เยอะ ถือว่าเราเป็นผู้เล่นที่สำคัญรายหนึ่งในโลก แต่สิ่งที่ขาดก็คือตัวที่เรียกว่าเป็น Wafer Fab (Wafer Fabrication Plant – โรงงานผลิตชิปต้นน้ำ)
Wafer Fab เป็นตัวหนึ่งซึ่งดีเบตกันเยอะว่าประเทศไทยควรจะมีหรือไม่ เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่แพงมาก และใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ในมุมส่วนตัวผมคิดว่าประเทศไทยควรจะมี แต่เราต้องเลือกโรงงาน Wafer Fab ชนิดที่เหมาะสมกับประเทศเรา อย่างเช่น เราอาจจะเลือกเวเฟอร์พิเศษที่เป็นลักษณะของ Power Device อุปกรณ์ที่เหมาะกับใช้ในยานยนต์ หรือด้านของ Renewable อย่างเช่นพวกโซลาร์เซลล์ หรือไปใช้ในพวกอุปกรณ์แปลงไฟ ซึ่งต่อไปเราจะใช้ใน Smart Grid หรืออาจจะเป็นชิปที่เป็นเซนเซอร์ เหมาะกับด้านการแพทย์ สาธารณสุข หรือการเกษตร อันนั้นก็เป็นอีกมุมหนึ่ง
ถ้าสมมติว่าประเทศไทยจะลงทุน ตั้งโรงงานเวเฟอร์ต้องลงทุนประมาณ 50,000 ล้าน มันไม่เล็ก แต่มันก็ไม่ได้เกินกว่าสิ่งที่ประเทศไทยจะทำได้ แต่การที่จะตั้งโรงงานเวเฟอร์ขึ้นมาสักแห่งหนึ่ง มันต้องมีนโยบายรัฐสนับสนุนชัดเจน เพราะฉะนั้น เราต้องมีแผนยุทธศาสตร์ว่าเราจะทำเรื่องนี้ เพราะเห็นว่ามันเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมหลายอย่าง
+ อนาคตใหม่ของอุตสาหกรรมประเทศไทยหน้าตาเป็นยังไง
การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ คือการใช้ความรู้ ใช้นวัตกรรม มาพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งอุตสาหกรรมที่เราพัฒนาได้มีหลายรูปแบบ อาจเป็นอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น ยานยนต์ หรืออาจจะเป็นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเราต้องลงไปด้านต้นน้ำ ด้านการออกแบบมากขึ้น เราต้องการสร้าง Supply Chain (ห่วงโซ่อุปทาน) ในประเทศให้แข็งแกร่งกว่าเดิม สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศให้สูงขึ้น คือสร้างความแข็งแกร่งให้กับของเดิม หลังจากนั้นเราก็สามารถออกสินค้าใหม่ๆ ที่เกี่ยวพันกับของเดิมได้
ตัวอย่างเช่น บ้านเราเป็นฮับ (Hub) เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เราสามารถเพิ่มการดีไซน์ในประเทศไทยมากขึ้น หรืออาจจะเป็นอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างใหม่ เช่น ผลิตยา เครื่องมือทางการแพทย์ หรือทำอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ Smart Grid เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราสามารถกระโดดเข้าไปได้ ผมมองว่าทั้งหมดนี้เป็นอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งแกนของมันก็คือการที่เราใช้ความรู้ มีการวิจัยพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรม สร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมของประเทศเรา
+ ฟังดูต้องลงทุนมาก นานแค่ไหนกว่าจะคืนทุน?
ในมุมของ Wafer Fab ต่อให้ไม่กำไร เท่าทุน รัฐก็ควรต้องทำ เพราะประโยชน์ของมันคืออุตสาหกรรมที่อยู่รอบๆ อย่างเช่น ถ้าไม่มี Wafer Fab ก็เปรียบเหมือนเราทำอุตสาหกรรมรถยนต์ แต่ผลิตเครื่องยนต์ไม่เป็น เราทำรถยนต์ EV แต่ทำแบตเตอรี่ไม่ได้ นั่นคือสิ่งที่หายไป แม้หลายคนจะถกเถียง แต่ผมตอบเสมอว่า เราควรมี Wafer Fab และเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องให้การสนับสนุน ยกตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด ไม่ว่าสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม เขามีแผนยุทธศาสตร์ด้านเซมิคอนดักเตอร์หมดแล้ว ของประเทศไทยอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งใกล้จะคลอดแล้ว เข้าใจว่าด้วยสถานการณ์การเมืองตอนนี้ เราคงต้องรออีกนิดหนึ่ง
เซมิคอนดักเตอร์เป็นแค่ส่วนเดียวเท่านั้นเองที่เรียกว่าเป็นความเชี่ยวชาญ เป็นประสบการณ์ แต่สิ่งที่ผมเห็นแล้วอยากที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงประเทศก็คือ เราเห็นว่า จากการที่เราเดินอยู่ในเวทีโลก ทำวิจัยพัฒนา สิ่งที่เราทำเป็นหนทางที่อุตสาหกรรมอื่นๆ ของประเทศสามารถเอามาใช้ได้ แล้วก็ดึงประเทศให้หลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลาง แล้วก็เดินต่อไปได้
ย้อนกลับมาเรื่องนโยบายรัฐหรือการสนับสนุนของรัฐ ในสถานการณ์ปัจจุบันของไทย นวัตกรรมจะเกิดยากมากหากไม่มีรัฐสนับสนุน อย่างบริษัทเรา ดิ้นรนเยอะ มาก กว่าจะมีผลิตภัณฑ์แรกออกไปเริ่มขายได้ ใช้เวลา 4-5 ปี แล้วผู้ใหญ่หลายคนในวงการก็บอกว่า อยากเห็นบริษัทอย่างเราสัก 20 บริษัท ทำไมผ่านมา 20 ปีมีบริษัททำไมโครชิปอยู่ที่แค่ 2-3 แห่งเท่านั้นเอง นี่คือปัญหาของการปล่อยให้เอกชนทำด้วยตัวเอง มันยาก มันคือการดิ้นรน ถ้าเปรียบเทียบก็คือเหมือนต้องปีนภูเขาสูงมาก
+ นโยบายรัฐควรเป็นอย่างไร
สิ่งที่รัฐทำอยู่ทุกวันนี้จะมี 2 ด้านหลัก ก็คือ หนึ่ง เรื่องการสร้างคน สอง มีเงินวิจัยสนับสนุน ซึ่ง 2 ข้อนี้รัฐทำพอควร แต่ถ้าจะเดินไปในทิศนี้ เราต้องทำให้ดีขึ้นอีกเยอะมาก
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากเสนอให้เป็นนโยบายของรัฐบาลในอนาคตก็คือ การให้โอกาส หากการสร้างนวัตกรรมคือการปีนเขาลูกหนึ่ง รัฐช่วยผลิตคน อาจจะแปลว่าหาลูกหาบให้ รัฐให้เงินวิจัยมาสนับสนุน อาจจะให้อุปกรณ์ ให้อาหารผมมา แต่แค่นี้ไม่พอสำหรับคนที่ไม่เคยทำ การให้โอกาสกับภาคเอกชน คือการช่วยทำให้ภูเขาเตี้ยลง คุณถึงจะผ่านได้
รัฐจะช่วยเอกชนได้ยังไง อันแรกสุดมาจากการจัดซื้อ ภาครัฐให้กับโอกาสกับบริษัทคนไทย ถ้าจะประสบความสำเร็จต้องให้เวลา รัฐอยากได้อะไรต้องบอกก่อน เช่น แผนในอนาคตอีก 5 ปี Smart Grid ของประเทศเป็นแบบนี้ คุณรู้แล้วว่ารัฐจะซื้ออะไรจำนวนเท่าไร ก็ไปเตรียมตัวพัฒนามา อันนี้คือข้อ 1 คือให้เวลา
สองก็คือ การให้โอกาส เราต้องมองว่าความเสี่ยงคือเราได้ของไม่ดี ของไม่มีคุณภาพ หรือเลวร้ายกว่านั้นอาจจะเป็นทุจริต อาจจะขอเงินทอน เพราะฉะนั้น สิ่งที่รัฐจะซื้อต้องเป็นสิ่งที่มีคุณภาพ มีศักยภาพในการที่จะไปแข่งขันในระดับโลกได้
เพราะฉะนั้น รัฐเป็นแค่บันได เป็นลูกค้าอ้างอิง เพื่อที่ต่อไปคุณจะไปขายที่อื่นได้ บอกว่าของสิ่งนี้ประเทศไทยใช้แล้ว ผมขายในประเทศไทยไปแล้วล้านตัว มันง่ายกว่าการที่ผมจะเดินไปขายของต่างประเทศ แล้วเขาถามว่า คุณเคยขายใคร อ๋อ…ไม่มี คงไม่มีใครอยากเป็นลูกค้าคนแรก
และประเด็นสุดท้าย สิ่งที่รัฐจะมาช่วยควรจะเป็นสิ่งที่รัฐตั้งใจจะซื้ออยู่แล้ว ซึ่งสิ่งที่รัฐต้องใช้มีเยอะมาก อย่างเช่น Smart Grid รถเมล์ไฟฟ้า หรืออื่นๆ มีสิ่งต่างๆ เยอะมากที่ทุกวันนี้เราต้องนำเข้าทั้งหมด เพราะฉะนั้นเราเปลี่ยนใหม่ ให้โอกาสบริษัทไทย ซึ่งการให้โอกาสในช่วงแรกต้องรวมถึงว่าอาจจะต้องซื้อแพงกว่าบ้าง เพราะในช่วงแรกตอนที่บริษัทเพิ่งเกิด ต้นทุนแข่งไม่ได้หรอก โดยเฉพาะถ้าไปแข่งกับจีน
อีกสิ่งที่รัฐทำได้ก็คือ สนับสนุนให้เกิดการเชื่อมต่อในภาคอุตสาหกรรม อย่างเช่น สมมติว่ามีเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ยกตัวอย่างเครื่องปรับอากาศ เป็นอุตสาหกรรมใหญ่ของประเทศไทย ถ้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านหรืออุปกรณ์อะไรก็ตามใช้สิ่งที่รัฐเห็นว่าสำคัญ อาจจะเป็นไมโครชิป วัสดุ หรือชิ้นส่วนอะไรก็ได้ และสิ่งที่รัฐเห็นว่าสำคัญนี้ควรเป็นชิ้นส่วนที่มีการออกแบบในประเทศ รัฐก็ต้องให้สิทธิประโยชน์กับผู้ผลิตอุปกรณ์นั้น ที่ใช้ชิ้นส่วนที่รัฐเห็นว่ามีความสำคัญและออกแบบในประเทศ
คอนเซ็ปต์นี้ ผมอยากใช้คำว่า Developed in Thailand หรือ Designed in Thailand แทนที่จะเป็นคำว่า Made in Thailand ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจที่ Apple ใช้ และอีกหลายๆ บริษัททั่วโลกใช้ แต่อันนี้รัฐเข้ามาช่วยในมุมที่รัฐให้สิทธิประโยชน์กับบริษัท
หรืออาจจะเป็นบริษัทชาติไหนก็ได้ บริษัทจีน บริษัทญี่ปุ่นที่เข้ามา ถ้าคุณใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่เป็นของเมืองไทย คุณอาจจะได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น นี่ก็จะช่วยส่งเสริมให้รายเล็กหรือบริษัทที่อยู่ต้นน้ำสามารถเกิดได้เร็วขึ้น
เราก็จะเห็นว่ามี 2 ขา ฝั่งหนึ่งคือรัฐซื้อเอง กับอีกฝั่งหนึ่งคือรัฐสนับสนุนให้เอกชนซื้อของไทยด้วยกัน
+ ทั้งหมดนี้ ทำอย่างไรให้เกิดขึ้นจริงเป็นรูปธรรม
ผมเริ่มต้นจากภาครัฐ แต่ภาครัฐทำคนเดียวไม่ได้ มันต้องไปทุกส่วนในอุตสาหกรรม นโยบายที่ผมเล่ามาน่าจะเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุด คือการให้คนไม่กี่คนออกนโยบาย ออกกฎหมาย แต่สิ่งที่ยากขึ้นเรื่อยๆ คือการทำให้นโยบายเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง
เราลองมาดูกันเป็นขั้น เริ่มต้นจากการทำนโยบายให้เกิดขึ้นจริง ก็คือหน่วยงานรัฐ ต้องเดินตาม ถัดมาสิ่งที่ต้องเข้ามาช่วยก็คือ มหาวิทยาลัยต้องมาสนับสนุนภาคเอกชนเรื่องการค้นคว้าวิจัย และสุดท้าย สิ่งที่ยากที่สุดก็คือตัวผู้ประกอบการ
ผมจะลองไล่ทีละส่วน ว่าแต่ละคนต้องปรับตัวยังไงบ้างถึงจะประสบความสำเร็จได้ สมมตินโยบายรัฐเกิด ก็ต้องมีกระทรวงอุตสาหกรรมมารับ กระทรวง DE มี วช. (สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ) กระทรวง อว. (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)
ในหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ อันที่หนึ่ง เราต้องมองว่าวิธีการทำงาน วิธีการมองอุตสาหกรรม ต้องปรับจากปัจจุบัน สิ่งที่เราเห็นบ่อยทุกวันนี้ การตั้งเป้าหมาย การตั้ง KPI บ่อยครั้งเราจะเห็นเป็นจำนวน เช่น เราจะสร้าง 5 ผลิตภัณฑ์ เราจะตั้ง 10 บริษัท เรื่องนี้ต้องเปลี่ยน การทำงานมันต้องมีเป้าหมาย KPI ต้องอยู่ในเป้าหมาย และ KPI มันต้องสื่อ อย่างเช่น แทนที่จะบอกว่าตั้ง 10 บริษัท ให้บอกว่าจะสร้าง 10 บริษัทที่มียอดขายพันล้าน และทุกบริษัทต้องส่งออกไปขายทั่วโลก มันก็จะชัดขึ้น
ถัดมา ในการสนับสนุนจากภาครัฐ สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือ ปกติเวลารัฐสนับสนุนแล้วจะบอกว่า “ต้องประสบความสำเร็จ” ซึ่งในความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้ จะมีบริษัทสตาร์ตอัพหรือบริษัทเทคกี่แห่งที่ประสบความสำเร็จ แล้วกี่แห่งที่ล้มเหลว ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่ทุกอย่างจะประสบความสำเร็จ
สิ่งที่เราต้องคำนึงคือ เรามักจะเรียนรู้จากความสำเร็จ แต่บางครั้งประโยชน์ที่ได้มากกว่าคือการเรียนรู้จากความล้มเหลว
ถัดมารัฐต้องมองว่า การที่จะสนับสนุนให้เกิดแต่ละอุตสาหกรรมมันใช้เวลาและเงินไม่เท่ากัน จะออกแบบไมโครชิปตัวหนึ่ง ถ้าเป็นการดัดแปลงของเดิมอาจใช้เงินสัก 100 ล้าน ถ้าดัดแปลงตัวใหม่อาจจะต้องใช้ 500-1,000 ล้าน ยาหรือวัคซีนตัวหนึ่ง 1,000 ล้านไม่พอ ถ้าบริษัทจะลงทุนแบตเตอรี่ 10,000 ล้านก็ไม่พอ เพราะฉะนั้นมีเรื่องเงินขั้นต่ำ มีเรื่องของเวลา การที่รัฐสนับสนุนแล้วบอกว่า คุณเอาไป 10 ล้าน แล้วไปทำนู่นทำนี่ บางทีมันไม่เกิด และแผนมันต้องมองต่อเนื่อง ต้องมองเป็นภาพรวม เจ้าหน้าที่ของรัฐเองก็ต้องมีความเข้าใจอุตสาหกรรม และบ่อยครั้งอาจจะต้องวางบทบาทตัวเองเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมด้วยซ้ำ
สิ่งที่ผมเห็นบ่อยก็คือ ประกาศให้ทุน แต่ขอ Quick Win ซึ่งงานวิจัยนวัตกรรมมันไม่เคยเป็น Quick Win เพราะฉะนั้นการที่รัฐให้ทุนมาแล้วบอกว่าขอให้เสร็จภายใน 1 ปี มันเป็นไปไม่ได้ คนที่ทำแล้วเสร็จใน 1 ปีได้คือมีของในกระเป๋าเยอะ เขาเกือบจะเสร็จอยู่แล้ว
ยกตัวอย่างเช่น แผนยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์ของประเทศที่อยู่ในระหว่างร่าง ก็จะเป็นตัวอย่างหนึ่งซึ่งแก้ปัญหานี้ โดยมองว่าควรจะมีการสนับสนุนต่อเนื่อง 20 ปี ผมหวังว่าแผนตัวนี้ ที่ทางสมาคมเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งผมเป็นอุปนายกอยู่ เข้าไปมีส่วนสนับสนุนการร่าง จะเป็นตัวอย่างในอุตสาหกรรมอื่น
+ รัฐบาลที่อยากทำงานด้วย นอกจากต้องมีวิสัยทัศน์เห็นภาพรวม ลงมือทำโดยที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และยังต้องอยู่ต่อเนื่องด้วย ซึ่งหมายความว่ามากกว่า 1 สมัย?
ผมเชื่อจริงๆ นะว่า 4 ปี เราจะเริ่มเห็นความแตกต่าง แต่ผลยังมาไม่เยอะ ผลใหญ่ๆ จะมาตอนสัก 8-12 ปี จะเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มเห็นผล ถ้านโยบายชัด คนที่อยู่ในวงการธุรกิจจะเห็นผลในปีแรก เขารู้แล้วว่ามาถูกทาง เห็นอนาคต ส่วนประชาชนอาจจะยัง
เมื่อกี้เราบอกว่าอันที่หนึ่งคือนโยบาย อันที่สองคือการนำไปใช้ให้เกิดรูปธรรม ลองกระโดดข้ามไปดูมหาวิทยาลัย แรกสุดต้องออกจากพื้นที่ปลอดภัย ต้องชัดเจนว่างานวิจัยต้องเอาไปใช้ประโยชน์ได้
มหาวิทยาลัยไทยมีอาจารย์เก่งๆ ที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกมาเยอะมาก แต่ทำไมกลับมาเราถึงสร้างผลงานไม่ได้ จากประสบการณ์ของตัวเอง อาจารย์ของผมช่วยเหลือเยอะมาก เหมือนเป็นพี่เลี้ยงคนหนึ่ง อาจารย์ช่วยหาทุนวิจัย ให้เครื่องไม้เครื่องมือทุกอย่าง และที่สำคัญที่สุด อาจารย์บอกว่าคุณโฟกัส คุณทำงานวิจัย อย่าไปทำเรื่องจิปาถะ อย่าไปทำงานบริหาร
สิ่งที่อยากเสนอตรงนี้ก็คือว่า ต้องมีระบบพี่เลี้ยง เพื่อให้อาจารย์ใหม่สามารถต่อยอดงานวิจัยของเขาในต่างประเทศได้ และก็ต้องชักจูงว่าเขาต้องทำงานในคุณภาพเดียวกันกับสมัยที่เขาเรียนปริญญาเอกอยู่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำ
จากนั้นก็จะมีเรื่องอื่นๆ เช่น มหาวิทยาลัยต้องสนับสนุนให้อาจารย์ออกไปอยู่ข้างนอก ออกไปทำงานที่เรียกว่ามีผลกระทบต่อสังคม ทุกวันนี้มหาวิทยาลัยไทยแตกต่างจากเมื่อ 20 ปีก่อน คือเน้นเรื่องของการตีพิมพ์ผลงานวิจัย ซึ่งผมคิดว่าไปได้ดี แต่ตอนนี้เราต้องทำยังไงให้งานที่เผยแพร่นั้นส่งผลกระทบต่อสังคม
ผมคิดอันหนึ่ง ใช้คำว่า ‘วิจัยให้รวย’ ทำไมอาจารย์ทุกคนไม่คิดว่าตัวเองจะรวย ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง ตอนผมเรียนอยู่ที่เบิร์กลีย์ อยู่ในซิลิคอนวัลเลย์ ซึ่งมีสองมหาวิทยาลัย อีกแห่งคือสแตนฟอร์ด อาจารย์ที่อยู่ในสาขาวิศวะ ผมว่าแทบทุกคนรวยระดับเป็นร้อยล้าน ถามว่ามันเกิดขึ้นได้ไง ก็เพราะว่างานวิจัยของเขาต่อยอดได้ เช่น ใน Google มักออกมาจากสองมหาวิทยาลัยในซิลิคอนวัลเลย์
เพราะฉะนั้น งานวิจัยแทบจะทุกชิ้นมีคนรอเอาไปใช้ และอาจารย์เองก็ต้องบอกว่า การข้ามระหว่างงานวิจัยกับอุตสาหกรรมเป็นเรื่องปกติ แต่การที่อาจารย์ข้ามไปภาคอุตสาหกรรม เขาก็ไม่เคยทิ้งตัวงานวิจัยเดิมของเขา อาจารย์อาจจะลาออกไปตั้งบริษัท ปีหนึ่งก็กลับมาทำการวิจัยต่อ เราจะเห็นการเชื่อมโยงและส่งต่อระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับภาคการศึกษาที่เป็นลูปชัดเจน เราต้องสร้างให้เกิดในมหาวิทยาลัยของเรา
แล้วองค์ประกอบสุดท้ายคือผู้ประกอบการ?
ต้องยอมรับว่าประเทศไทย การทำธุรกิจหรือขายของในประเทศไทยมาถึงทางตันถ้าเราดูหนี้รัฐบาล หนี้ครัวเรือน มันชี้แล้วว่าตลาดไทยภายในประเทศไม่ขยายเท่าไร ถ้าประหยัด ตลาดในประเทศก็ไม่ขยาย แปลว่าต้องไปข้างนอก ไปแข่งขันข้างนอกต้องทำยังไง มันก็มีหลายวิธี อันที่หนึ่ง วิจัยนวัตกรรมเพิ่มคุณภาพผลิตภัณฑ์ เป็นทางหนึ่งที่เราไปได้
เรามาเน้นดูเรื่องของวิจัยนวัตกรรมจากบริษัทใหญ่ เราต้องมองว่าวิจัยนวัตกรรมไม่ใช่ของถูก ต้องมีการลงทุน ต้องมีแผนที่ต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นเรื่องเงินและเวลาเป็นเรื่องหนึ่ง ถัดมา ถ้าบริษัทต้องทำวิจัยและพัฒนาหาคนได้ไหม คนไทยมีไหมที่สามารถทำได้ ปัญหาของบริษัท เช่น รับวิศวกรมา 5 คน มาทำวิจัยออกแบบ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็กใหม่ ไม่สามารถทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันได้
ถามว่ามันแก้ปัญหาได้อย่างไรบ้าง หนึ่ง ทางมหาวิทยาลัยอาจจะช่วยได้บ้างบางส่วน สอง ภาครัฐอาจจะต้องกระโดดมาช่วย แต่จุดหนึ่งที่เราต้องยอมรับก็คือว่า ถ้าจะทำงานวิจัยชิ้นใหญ่ เราอาจต้องพึ่งต่างชาติ เช่น เราอาจจะต้องไปจ้างหัวหน้าทีมหรือผู้จัดการฝ่ายวิจัยจากต่างประเทศ หรือถามว่าซื้อไลเซนส์มาได้ไหม ภายใต้เงื่อนไขว่าทีมเราต้องแข็งพอสมควร จับกับพาร์ทเนอร์ก็ได้ แต่มันต้องมีทีมของเราเอง
ในทั้งหมดที่พูดมา ถ้าถามผมว่ามันแก้ปัญหาได้จริงไหม หรือทำสำเร็จได้จริงไหม ก็จะต้องฝากว่า บริษัทของผมเริ่มต้นจากศูนย์ แทบจะไม่ได้รับการช่วยเหลืออะไรจากรัฐบาลเลย แล้วเราไปจนถึงจุดที่ผลิตภัณฑ์เราแข่งกับยักษ์ใหญ่ในโลกได้ แต่ในวงเล็บว่าเราไม่ชนกับเขาตรงๆ นะ เราเลือกในจุดที่เราแข็ง เราไปเจาะตรงจุดนั้น ถ้าเราทำได้ ผมเชื่อว่าบริษัทอื่นๆ ในประเทศไทย ถ้ารัฐบาลสนับสนุน ก็ควรจะทำได้เช่นเดียวกัน
+ เมื่อก้าวสู่ระดับโลก ทำอย่างไรให้แบรนด์ไทย ไม่ว่าจะเป็น Made in Thailand หรือ Developed in Thailand มีความน่าเชื่อถือ
ผมว่ามันไม่ได้ยากขนาดนั้น อย่างตอนที่เรามีไมโครชิปจากประเทศไทยไปเริ่มขายใหม่ๆ คนก็จะงง ประเทศไทยมีไมโครชิปด้วยหรือ อันแรกสุด ต้องบอกว่า ทุกวันนี้การขายของในตลาดโลกมันง่ายกว่าเดิมเยอะมาก ด้วยอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย สอง ถ้าเป็นสินค้าด้านเทคโนโลยี ขายให้ต่างชาติง่ายกว่าขายให้คนไทย ผมถึงบอกว่าบางครั้งการที่รัฐบาลซื้อ มันเป็นตัวหนึ่งที่ช่วยปลดล็อกได้ มันเป็นตัวการันตี
ตัวที่อาจจะยากคือการสร้างแบรนด์ โดยเฉพาะช่วงแรกที่ออกไป แต่มันไม่ใช่ทุกอย่างที่ยาก สมมติเราบอกว่าถ้าไปขายอาหาร ไม่มีปัญหา ไทยมีแบรนด์ แต่ถ้าเป็นสินค้าด้านเทคโนโลยีอาจจะยากหน่อย แต่ผมเชื่อว่าเราสามารถผ่านได้
+ ถ้าสมมติว่าในอนาคตอันใกล้ได้มีโอกาสเป็นผู้ออกแบบนโยบายด้านอุตสาหกรรม 4.0 ให้เป็นเครื่องยนต์ใหม่สำหรับประเทศนี้ จะเริ่มต้นทำอะไรก่อน เอาที่ Quick Win เห็นผลทันที
ต้องทำนโยบายก่อน เพื่อบอกว่ารัฐจะซื้ออะไร ให้ความช่วยเหลือ เรื่องของห่วงโซ่อุปทาน ที่สนับสนุนให้ใช้ของไทย ถ้ารัฐเดินตามแผนได้เร็วและเดินได้ดี ผมว่าผู้ประกอบการเห็น และภายใน 6 เดือนผู้ประกอบการขยับแน่นอน
ผมว่า 2 กลุ่มที่เห็นก่อน คือสตาร์ตอัพกับบริษัทใหญ่ สตาร์ตอัพจะโตขึ้นเร็วมาก ผมว่าภายใน 2 ปีเห็นผล ส่วนบริษัทใหญ่ๆ สมมติมีการสร้างถนน โครงสร้างพื้นฐาน ทำไมรัฐไม่สามารถทำให้บริษัทใหญ่มองว่าการลงทุนในธุรกิจเทคเป็นสิ่งที่น่าสนใจ มีผลตอบแทน เพราะฉะนั้นผมว่าบริษัทใหญ่ก็ขยับ และหลังจากนั้นทั้งสองส่วนจะวิ่งเข้ามาในห่วงโซ่อุปทาน และในที่สุดก็จะมาถึง SMEs ทั่วๆ ไป
+ ต้องมีมาตรการลดภาษีหรือตัวช่วยเพื่อจูงใจอะไรไหม
ถ้าเป็นแนวประชานิยม รัฐอาจจะบอกว่ามีส่วนลดให้ ถ้าประชาชนเลือกซื้อระหว่างสินค้า A กับสินค้า B ซึ่งเหมือนกันทุกอย่าง สำหรับสินค้าที่ออกแบบในไทยอาจจะมีคูปองส่วนลดให้ใช้ แต่ผมคิดว่าแนวทางที่ควรจะเป็นคือการสนับสนุนบริษัทนั้นมากกว่า เช่นให้รัฐจัดซื้อ หรือสนับสนุนเงินวิจัยหากคุณจะใช้ของไทย อาจจะเห็นผลเร็วกว่า แต่ต้องมีการออกแบบมาตรการช่วยเหลือของรัฐให้ดี ไม่งั้นจะเป็นการสร้างจูงใจที่ผิดได้
+ คนไทยพร้อมไหมกับทั้งหมดนี้?
ผมว่าพร้อมนะ คือต้องบอกว่ามันเป็นของใหม่ เอกชนไทย ผู้ประกอบการไทย ไม่เคยมีโอกาสแบบนี้ แน่นอนมันต้องมีการปรับตัว แต่ให้เวลาสักนิดหนึ่ง วันนี้เอกชนไทยส่วนใหญ่รู้แล้วว่ามันไม่มีอนาคตกับสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
+ ประเทศไทยถ้าไม่เปลี่ยนแปลงคือหมดอนาคตแล้ว?
ประเทศไทยมาถึงทางตัน ถ้าถามว่าเราจะเดินต่อยังไง เราเห็นไหมว่ามีอุตสาหกรรมไหนที่เราจะไปได้ดี หรืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของเราลดลงมาเรื่อยๆ วันนี้เอกชนส่วนใหญ่รู้แล้วว่ามันไม่มีอนาคตกับสภาพที่เป็นอยู่
สมมติผมแบ่งวงของการพัฒนา วงหนึ่งมาสายวิศวะกับเทคโนโลยี มีอะไรบ้างในกลุ่มนี้ อิเล็กทรอนิกส์ ชิป เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ถัดมาเรื่องยานยนต์ Smart Highway การสื่อสารระหว่างรถกับถนน เน็ตเวิร์กต่างๆ รถไร้คนขับ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า พวกนี้เป็นสิ่งที่เราจับต้องได้
ต่อมาวงที่สอง เกี่ยวกับเรื่องชีวิตและการแพทย์ เราสามารถไปจับเรื่องอาหารอนาคต การเกษตรสมัยใหม่ แล้วกลับมาเรื่องอุปกรณ์ด้านการแพทย์ ยา สาธารณสุข ทุกอย่างเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ได้หมด
ผมคิดว่าคนไทยจะเปิดรับ ถ้าตั้งใจทำ 1 ปี ประชาชนเริ่มสัมผัสได้ ตัวเลขอาจจะยังไม่ขยับ แต่เขาต้องเริ่มเห็นแล้วว่ามีบางอย่างที่มันเปลี่ยนไป 2-3 ปี ผลน่าจะเริ่มมา
+ ทั้งหมดคือการทำงานร่วมกันหลายๆ ฝ่าย ทั้งคนทำนโยบาย ข้าราชการ ภาคการศึกษา ประชาชน เอกชน อะไรคือสิ่งที่จะทำให้คนพร้อมจะเปลี่ยนแปลงและเดินไปข้างหน้าได้พร้อมๆ กัน
ถ้ามองด้านการบริหารของรัฐบาล ต้องทำลายกำแพงระหว่างหน่วยงาน ระหว่างกระทรวงออกจากกัน ถ้าจากที่เราคุยกัน หน่วยงานที่จะต้องเข้ามาจับมือกันก็มีฝั่งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวง อว. ถัดมาก็อย่างเช่น BOI (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) ต้องเข้ามา อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) ที่อยู่ใต้กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงต่างประเทศ ต้องเข้ามามีส่วนร่วม เพราะฉะนั้นมันต้องจับมือ ถึงจะลากไปด้วยกัน ถ้าคนนี้ดึงที คนนั้นดึงที แล้วต่างคนต่างทำ มันไม่มีทางเกิด
ในมุมหนึ่งมันต้องเป็น KPI ร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประมาณ 1 ใน 3 ของรัฐบาล ว่าจะต้องลงแรงเรื่องนี้ไปด้วยกัน ถึงจะประสบความสำเร็จได้
+ ถ้าพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล หากได้รับเชิญให้มาร่วมคิดออกแบบนโยบายหรือลงมือทำ คุณมีแนวทางในการทำงานอย่างไร
ผมเชื่อในการทำงานร่วมกันเป็นทีม มากกว่าหนึ่งคนเป็นซูเปอร์สตาร์
ถ้าผมเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงาน คงไม่ได้มาคนเดียว คงชวนคนที่มีความคิดเหมือนเราเข้ามาทำงานด้วยกันอีกหลายคน พรรคที่ผมจะทำงานด้วย หนึ่ง ต้องมีความคิดร่วมกัน เห็นตรงกันว่าเมืองไทยมาถึงทางตันจริงๆ สอง เป็นพรรคที่เชื่อว่าการสนับสนุนนวัตกรรมเป็นทางออกสำคัญในการพัฒนาประเทศ สาม ต้องเป็นพรรคที่มีความโปร่งใส ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อคนกลุ่มน้อยหรือเพื่อตัวเอง พูดง่ายๆ ก็คือ ต้องไม่เทา
+ พรรคประชาชน?
น่าจะเป็นพรรคที่มีความคิดตรงกันมากที่สุดแล้วในสิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมด