ทักษะของคนไทยเรากำลังเข้าสู่ขั้น “วิกฤต” จากรายงานของธนาคารโลก 74% ขาดทักษะดิจิทัลพื้นฐาน จะเปรียบเทียบราคาตั๋วเครื่องบินบนเว็บไซต์ ยังทำได้ไม่ค่อยคล่อง ส่วน 65% ขาดทักษะการอ่านจับใจความ เมื่อเจอฉลากยาที่ซับซ้อน อาจไม่มั่นใจว่าต้องปฏิบัติอย่างไร
ปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาใหม่ แทบทุกคนทุกพรรคเห็นตรงกันว่าการศึกษาไทยไปต่อแบบเดิมไม่ได้
พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชนและทีมบริหารรัฐบาลประชาชนด้านประชาธิปไตยและความมั่นคงใหม่ กล่าวว่าสำหรับพรรคประชาชน เรามองว่าทางออกเรื่องการศึกษา ไม่ได้อยู่ที่การเติมปริมาณทรัพยากรเข้าไปเรื่อยๆ แต่อยู่ที่การยกระดับประสิทธิภาพของระบบในการแปรทรัพยากรที่เราใส่เข้าไป ให้ออกมาเป็นผลลัพธ์ที่เราต้องการ ซึ่งผลลัพธ์ที่พรรคประชาชนอยากเห็น คือ การศึกษาที่มีความหมาย การศึกษาที่มีความสุข การเรียนรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด
การศึกษามีความหมาย
พรรคประชาชนต้องการให้เวลากว่า 16,000 ชั่วโมง ที่เด็กคนหนึ่งต้องใช้ในห้องเรียนตลอด 15 ปี ถูกแปรออกมาเป็นทักษะ ที่ทำให้เขาใช้ชีวิตและมีอนาคตที่ดีได้ ด้วยการ
(1) เดินหน้าจัดทำหลักสูตรฉบับใหม่ให้สำเร็จ หลักสูตรใหม่ต้องไม่เน้นการอัดฉีดเนื้อหา แต่เน้นพัฒนาสมรรถนะให้ทุกคน “คิดเป็น ทำได้ สื่อสารดี” หลักสูตรใหม่ต้องไม่แข็งตัวเกินไป แต่ต้องยืดหยุ่นเพียงพอให้สถานศึกษาปรับใช้ได้ตามสถานการณ์
(2) ทำให้ ครูมีทั้ง “เวลา” และ “ทักษะ” ในการดูแลพัฒนาการของนักเรียน เราจะคืนเวลาให้ครู และคืนครูให้ห้องเรียน ผ่านการยกเลิกงานธุรการหรือโครงการที่ไม่เป็นประโยชน์ และเพิ่มงบในการจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการ เราจะกระจายงบอบรมจากส่วนกลาง ไปให้ครู-โรงเรียน ร่วมกันกำหนดเองว่าจะใช้พัฒนาทักษะอะไร
(3) ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการยกระดับการศึกษา ผ่านการสนับสนุนให้มี “แพลตฟอร์มการเรียนรู้ระดับชาติ” แพลตฟอร์มดังกล่าวจะต้องไม่เป็นเพียงคลังเนื้อหาที่นักเรียนและครูเข้าถึง แต่จะต้องมีการนำ AI มาช่วยการวิเคราะห์ จุดแข็ง-จุดอ่อนนักเรียน เพื่อปรับเส้นทางการเรียนรู้ ให้เหมาะกับความต้องการและความถนัดของผู้เรียนแต่ละคน
การศึกษามีความสุข
(1) ทำให้ผู้ปกครอง “ไม่ทุกข์” กับการต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อจ่ายเงินให้ลูกเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เราจะทำให้ประเทศไทยมีโรงเรียน ที่เรียนฟรีจริง 100% ครอบคลุมทุกพื้นที่ ผ่านการปรับสูตรจัดสรรงบและอัตราครูที่ไม่ใช้จำนวนนักเรียนเป็นปัจจัยหลักเพียงปัจจัยเดียว และผ่านการแก้ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อห้ามโรงเรียนเก็บเงินเพิ่มสำหรับรายการที่เราเห็นว่าควรรวมอยู่ในสิทธิ “เรียนฟรี” เช่น ค่าสอนคอม
(2) ทำให้นักเรียน “มีความสุข” กับชีวิตในวัยเรียน ผ่านการดูแลสุขภาพกายและใจของผู้เรียน เราจะดูแลสุขภาพกายของนักเรียน โดยเพิ่มงบอาหาร 50% เพื่อให้เด็กเราไม่ต้องอดอาหารเพราะไม่มีเงิน เราจะดูแลสุขภาพใจของนักเรียน โดยเพิ่มงบในการจ้างนักจิตวิทยาให้ประจำโรงเรียนได้มากขึ้น
(3) ทำให้ทุกคนในการศึกษาได้รับ “ความไว้วางใจ” ในการทำหน้าที่ สถานศึกษาควรมีอำนาจมากขึ้นในการจัดทำหลักสูตร ตัดสินใจเรื่องงบ คัดเลือกครู ครูควรมีโอกาสในการได้ร่วมประเมิน ผอ. นักเรียนควรมีส่วนร่วมในการออกแบบกฎระเบียบของสถานศึกษา
การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด
เราเข้าใจดีว่าในโลกยุคนี้การเรียนรู้ต้องไม่จำกัดอยู่แค่ในรั้วของสถานศึกษา สำหรับเด็กและเยาวชนในวัยเรียน เราจะออกแบบระบบการศึกษาที่ไร้รอยต่อระหว่างการเรียนรู้ในและนอกสถานศึกษา สนับสนุนให้เยาวชนนำประสบการณ์ข้างนอกโรงเรียนมารับรองและเทียบเคียง เป็นหน่วยกิตในโรงเรียนได้ ปลดล็อกให้มีผู้จัดการศึกษาในรูปแบบที่หลากหลายขึ้น เช่น บ้านเรียน ศูนย์การเรียน
และเราจะส่งเสริมให้เยาวชนได้ค้นพบตนเองเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ โดยแจก “คูปองเปิดโลก” ให้เด็กและเยาวชน 2,000 บาท/คน/ปี เพื่อใช้ในการเรียนรู้นอกห้องเรียน เช่น คอร์สศิลปะ-ดนตรี อุปกรณ์กีฬา ค่ายกิจกรรม
เมกะโปรเจกต์ยกระดับทักษะคนไทย
สำหรับคนวัยทำงาน เราจะลงทุนหลักหมื่นล้านใน “เมกะโปรเจกต์” เรื่องการยกระดับทักษะคนทำงาน โดยการทำ “ระบบกลาง” ขึ้นมา เพื่อสร้างบัญชีการเรียนรู้ให้คนไทยทุกคนในการเข้าถึงการอบรมทักษะที่รัฐสนับสนุน การยกระดับทักษะแรงงานไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เราจะทำต่างจากเดิมใน 2 เรื่องสำคัญ
หนึ่ง ไม่ปล่อยให้หน่วยงานรัฐ “ต่างคนต่างทำ” ต่างมีแพลตฟอร์มการเรียนรู้ของตนเอง รวมกันเป็น 10-20 แพลตฟอร์ม แต่ทำให้ทุกหน่วยงานรัฐ “ต้องทำงานบนแผนเดียวกัน ระบบเดียวกัน” ทุกโครงการของรัฐในการอบรมทักษะจะต้องถูกพิจารณาผ่านระบบใหม่นี้
สอง ไม่ให้รัฐทำตัวเป็น “คุณพ่อคุณแม่รู้ดี” ที่ “คิดเอง ฝึกเอง วัดผลเอง” ทำคอร์สขึ้นมา วัดผลจากแค่จำนวนคนที่มาเซ็นชื่อหรือยอดวิวของคลิปที่คนเปิดทิ้งไว้ แต่ปรับบทบาทรัฐ ให้ทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” ในการเชื่อมผู้เรียนกับผู้สอน
ประชาชนมีคูปองเลือกคอร์สเสริมทักษะเองได้ รัฐช่วยหางาน
ในฝั่งผู้เรียน รัฐจะไม่คิดแทนหรือตัดสินใจแทนประชาชน แต่รัฐจะจัด “คูปอง” ให้ประชาชนเลือกเองว่าจะใช้เรียนคอร์สไหนที่อยู่ในระบบ เพื่อให้ผู้เรียนยอมสละเวลาทำมาหากิน เพื่อมายกระดับทักษะตนเอง คูปองฝึกทักษะนี้จะต้องครอบคลุมทั้ง “ค่าเรียน” ในรูปแบบ “เครดิต” ที่ใช้ในการซื้อคอร์สอบรม และ “ค่าเสียโอกาส” ในรูปแบบ “เงินสด” ที่จ่ายให้ผู้เรียนเมื่อเรียนจบ เพื่อให้ตอบโจทย์ที่หลากหลาย คูปองฝึกทักษะนี้ อาจจะมีทั้งคูปองที่ให้ประชาชนทั่วไปใช้ในการอบรมทักษะพื้นฐานให้ตนเอง และคูปองที่ให้ผู้ว่าจ้างส่งพนักงานไปอบรมทักษะเฉพาะอาชีพหรืออุตสาหกรรม
ในฝั่งผู้สอน รัฐจะไม่ฝึกเอง แต่จะทำหน้าที่คัดกรองและจัดระดับคอร์สจากภาคเอกชนที่มาเข้าร่วมในระบบ คอร์สที่คัดเข้ามาอาจมาจากแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ผู้ฝึกเอกชน หรือสถาบันอุดมศึกษา คอร์สไหนที่รับรองคุณวุฒิวิชาชีพ หรือรับประกันการจ้างงาน คนก็จะแห่มาใช้คูปองซื้อคอร์สมากขึ้น โดยรัฐเองก็อาจจะตอบแทนหรือให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมต่อผู้ผลิตคอร์สดังกล่าว พอเป็นเช่นนี้ ผู้สอนก็จะแข่งกันผลิตคอร์สที่มีคุณภาพซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ “เศรษฐกิจการเรียนรู้” ของประเทศ ได้เติบโต
รัฐจึงจะเป็นเสมือนแพลตฟอร์มที่ส่งเสริม “ระบบนิเวศการเรียนรู้” ผ่าน 3 บทบาทหลัก
- (1) เป็น “ตลาด” ให้ประชาชนซื้อขายคอร์สอบรมทักษะ
- (2) เป็น “ผู้ช่วยส่วนตัว” ที่วิเคราะห์ข้อมูลและให้คำแนะนำว่าควรเรียนคอร์สไหน
- (3) เป็น “พ่อสื่อ-แม่สื่อ” ที่จับคู่ “ผู้เรียนที่หางาน” กับ “ผู้ว่าจ้างที่ขาดคน”
ภายใต้รัฐบาลพรรคประชาชน
ระบบการศึกษาจะต้องไม่ติดกับดัก “ความเชื่อ” แบบเดิมๆ
แต่จะต้องมี “ความหมาย” ที่เชื่อมกับอนาคต
ห้องเรียนเราจะต้องไม่ตั้งเป้าแค่ให้เด็กเรียนหนัก ครูทำงานหนัก
แต่จะต้องตั้งเป้าให้เด็กเรียนแล้วสนุก ครูทำงานแล้วมีความสุข
การยกระดับทักษะคนจะต้องไม่ใช้แนวทางที่ รัฐ “คิดเอง ฝึกเอง วัดผลเอง”
แต่จะต้องใช้แนวทางที่ “ประชาชนเป็นผู้เลือก เอกชนเป็นผู้ฝึก รัฐเป็นผู้จ่าย”
เลือกรัฐบาลพรรคประชาชน
เพื่อการศึกษาที่มีความหมาย การศึกษาที่มีความสุข และการเรียนรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด