พูนศักดิ์ จันทร์จำปี และ ศุภโชติ ไชยสัจ ทีมบริหารพรรคประชาชนด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน นำเสนอวิสัยทัศน์ต่อภารกิจ “รับมือโลกรวน พร้อมปฏิรูปพลังงานไทย” ภายในงาน “เปิดวิสัยทัศน์รัฐบาลประชาชน”
โดยในส่วนของพูนศักดิ์ ผู้นำเสนอนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ระบุว่าในปัจจุบันวิกฤตโลกรวนคือวิกฤตของประเทศ ย้อนกลับไปดูในรอบปีที่ผ่านมาเกิดเหตุน้ำท่วมตั้งแต่ต้นปีที่แม่สาย ไล่มาจนถึงอยุธยา สุโขทัย ปลายปีเกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนไปจำนวนมาก
นี่ไม่ใช่ความโชคร้ายแต่คือความล้มเหลวของรัฐ
เร่งปรับเมืองพร้อมรับวิกฤตโลกรวน
รัฐบาลประชาชนจะเปลี่ยนวิธีคิดในการแก้ปัญหาของประเทศ จะไม่รอให้น้ำท่วมก่อนแล้วค่อยแจกถุงยังชีพ แต่จะออกแบบเมืองใหม่ให้ไม่ท่วมตั้งแต่แรก รัฐบาลประชาชนจะเร่งป้องกันและปรับเมืองให้พร้อมรับมือกับวิกฤตโลกรวน
นอกเหนือจากการเร่งออกกฏหมาย การจัดทำแผนเตือนภัย และการซักซ้อมการอพยพ รัฐบาลประชาชนจะวางผังเมืองใหม่ จัดทำการประเมินลุ่มน้ำทั้ง 22 ลุ่มน้ำใหม่ สร้างเมืองฟองน้ำที่ดูดซับน้ำไว้ในตัวเอง เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือวิกฤตโลกรวนของทุกจังหวัดในประเทศ
ประเทศไทยต้องหยุดการทำลายสิ่งแวดล้อมด้วยโครงสร้างสีเทา หรือโครงสร้างแข็งต่างๆ ที่ทำจากปูน พื้นที่ป่าชุ่มน้ำ ป่าต้นน้ำ และป่าชายเลนไม่ใช่พื้นที่รกร้าง แต่คือพื้นที่ป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ รัฐบาลประชาชนจะหยุดทำลายแนวป้องกันสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติเหล่านี้ และเร่งฟื้นฟูคืนชีวิตให้ระบบนิเวศ และแก้ไขปัญหาด้วยการใช้โครงสร้างจากธรรมชาติ
พลิกโครงสร้างใหญ่การจัดการลุ่มน้ำ-น้ำเสีย-ขยะทั้งประเทศ
ในมิติคุณภาพอากาศ ที่ผ่านมาคนไทยต้องเผชิญมลพิษทางอากาศ ที่มีค่าสูงมากกว่ามาตรฐานกว่า 100 วันต่อปี อากาศสะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรจะได้รับเช่นเดียวกับระบบสาธารณูปโภค การศึกษา และสวัสดิการสังคม
รัฐบาลประชาชนจะควบคุมมลพิษต้นทางทุกชนิด ไม่ว่าจากการเกษตรทั้งในหรือนอกประเทศ อุตสาหกรรม และการขนส่ง โดยใช้หลักการผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย และให้อำนาจท้องถิ่นในการจัดการไฟป่าอย่างจริงจัง ยกระดับคุณภาพชีวิตและสวัสดิการของทีมสู้ไฟป่า จัดให้มีประกันชีวิตสำหรับทีมสู้ไฟป่าทุกคน
วันนี้น้ำเสียในประเทศได้รับการบำบัดเพียงแค่ 10% สิ่งปฏิกูลได้รับการบำบัดเพียง 16% ไม่ต้องแปลกใจที่ 86% ของแหล่งน้ำในประเทศไม่ผ่านมาตรฐาน หมายความว่าน้ำที่ทุกคนเห็นไหลในแม่น้ำลำคลองต่างๆ มีการปนเปื้อน
รัฐบาลประชาชนจะพลิกฟื้นคุณภาพน้ำด้วยการอัดฉีดโครงการ 60,000 ล้านบาท ยกระดับระบบบำบัดน้ำเสียและสิ่งปฏิกูลให้เป็นโครงสร้างพื้นฐาน และเร่งบรรลุเป้าหมายในการบำบัดน้ำเสีย 60% ภายใน 8 ปี สร้างระบบบำบัดสิ่งปฏิกูลให้แล้วเสร็จอย่างน้อยหนึ่งแห่งต่ออำเภอภายใน 8 ปีเช่นกัน
การจัดการขยะเป็นอีกหนึ่งภาระที่รัฐปล่อยให้ประชาชนต้องแบกรับ ประเทศไทยมีหลุมฝังกลบขยะแบบเทกองกว่า 2,000 แห่ง คิดเป็น 99% ของระบบกำจัดขยะ ประเทศไทยซุกปัญหาขยะไว้ใต้พรมมานานหลายชั่วอายุคน รัฐบาลประชาชนจะจัดการขยะด้วยสามนโยบายหลัก คือ
1) การปฏิรูปกฎหมาย เปลี่ยนการจัดการขยะจากแบบยุค 90 คือผลิต ทิ้ง และกำจัด มาเป็นสังคมการรีไซเคิลโดยใช้เศรษฐกิจหมุนเวียน
2) ทำความสะอาดประเทศ รื้อระบบการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง โดยส่งเสริมการแยกขยะที่ต้นทาง กลางทาง โดยการปรับปรุงเส้นทางการขนส่ง เพิ่มสถานีขนส่งในทุกอำเภอ เพื่อนำขยะไปกำจัด และปลายทาง โดยยกเลิกการเทกอง ปรับเป็นการเผาเพื่อผลิตพลังงานอย่างควบคุม เป็นไปตามสัดส่วนการเพิ่มขึ้นของอัตราการรีไซเคิล
3) การนำเอาผู้ผลิตเข้ามีส่วนร่วมในการรับผิดชอบซากผลิตภัณฑ์ของตัวเอง
หากทำได้ตามนี้ การเก็บขนขยะจะทำได้ครบถ้วน 100% การเผากลางแจ้งจะกลายเป็นศูนย์ การเทกองจะหายไปจากแผนที่ประเทศไทย การสร้างเศรษฐกิจสีเขียวจะกระจายไปทั่วประเทศด้วยธุรกิจรีไซเคิล จะยกระดับสัดส่วนการรีไซเคิลจาก 17-20% ในปี 2568 เป็น 50% ในอีก 12 ปีข้างหน้า
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่นโยบายที่สวยหรู แต่คือคำสัญญา รัฐบาลประชาชนสัญญาว่าคนไทยจะต้องได้อากาศสะอาด น้ำสะอาด ดินสะอาด และเมืองสะอาด ทั้งหมดนี้เพื่อลูกหลานของเราในรุ่นถัดไปจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี
ทลายทุนผูกขาดภาคพลังงาน
ศุภโชติ เป็นผู้นำเสนอนโยบายด้านพลังงาน โดยระบุว่าปัญหาเรื่องพลังงานถ้าจะแก้จริงมีทางเดียวคือต้องยกเครื่องระบบโครงสร้างภาคพลังงานของประเทศใหม่ พรรคประชาชนจะทำให้การแข่งขันในภาคพลังงานเกิดขึ้นจริง โดยทำให้การเข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้าเป็นธรรมมากขึ้น ทั้งจากฝั่งผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า เข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศได้อย่างเป็นธรรมภายใต้กติกาเดียวกัน
นอกจากนี้จะมีการปรับรูปแบบสัญญากับโรงไฟฟ้าใหม่ โดยให้ความสำคัญกับโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำ มีราคาถูก สะอาด และสามารถให้ความมั่นคงกับระบบไฟฟ้าได้ก่อน จะทำให้แก้ไขสัญญาที่ไม่เป็นธรรมที่มีเยอะมากในปัจจุบัน และสามารถทำให้ต้นทุนค่าไฟของทุกคนลดลงอย่างยั่งยืนได้
การปรับโครงสร้างครั้งนี้จะทำให้
- – โรงไฟฟ้าแข่งขันกันที่ประสิทธิภาพและคุณภาพ ไม่ใช่การวิ่งเต้นแข่งกันเอาสัมปทานมา
- – ทำให้มีตลาดขายไฟที่ใหญ่ขึ้น ผู้ใช้ไฟจะมีทางเลือกมากขึ้น มีผู้จำหน่ายไฟรายย่อยเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก สามารถเลือกแพ็กเกจค่าไฟที่เหมาะกับความต้องการของตัวเองได้
- – ภาคอุตสาหกรรมจะสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น ต่อสู้กับข้อตกลงและมาตรการทางภาษีคาร์บอนในต่างประเทศได้ดีขึ้น
- – ประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้วขายไฟคืนระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ใครที่ไม่มีเงินก้อน รัฐบาลประชาชนมีนโยบายให้สินเชื่อให้เอาเงินไปติดโซลาร์โดยผ่อนคืนผ่านบิลค่าไฟ ภาคพลังงานไทยจะไม่ถูกผูกขาดไว้กับคนบางกลุ่ม แต่จะกระจายประโยชน์ไปถึงคนตัวเล็กตัวน้อยทั่วประเทศ และพรรคประชาชนสัญญาว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะเดินหน้าอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
สร้างอุตสาหกรรมสมาร์ทกริด
ทั้งหมดที่กล่าวมา จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าประเทศไทยยังมีโครงข่ายไฟฟ้าแบบเดิมๆ รัฐบาลประชาชนจะลงทุนอัพเกรดโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศใหม่ให้เป็นระบบสมาร์ทกริด ต้องรู้ให้ได้ว่าใครผลิตไฟฟ้าที่ไหน เท่าไหร่ เมื่อไหร่ ต้องรู้ให้ได้ว่าสายส่งที่ไหนมีปัญหา ส่งข้อมูลนั้นกลับมาที่ศูนย์ควบคุมได้แบบเรียลไทม์ และต้องสามารถควบคุมและสั่งการได้แบบทันที
แต่ถ้าจะมีการลงทุนเม็ดเงินกว่าแสนล้านบาท ประเทศไทยจะเสียโอกาสถ้าเป็นผู้ซื้อเทคโนโลยี รัฐบาลประชาชนจึงจะใช้การลงทุนนี้เพื่อสร้างโอกาสให้กับประเทศ ด้วยการลงทุนทั้งโครงข่าย แต่จะมี 7 อุปกรณ์ที่จะปั้นให้เกิดอุตสาหกรรมในประเทศให้ได้ ได้แก่
- – สมาร์ทมิเตอร์
- – สมาร์ทอินเวอร์เตอร์
- – สมาร์ทอีวีชาร์จเจอร์
- – ระบบกักเก็บพลังงาน
- – หม้อแปลงไฟฟ้าดิจิทัล
- – สถานีไฟฟ้าอัตโนมัติ
- – ซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชันต่างๆ
เพื่อสร้างอุตสาหกรรมให้กับประเทศ สร้างงานสีเขียวมูลค่ากว่าแสนล้านบาทให้กับคนไทย โดยแทบไม่ต้องพึ่งงบประมาณจากส่วนกลาง แต่จะดำเนินการผ่านกลไกอย่างการลงทุนจากรัฐวิสาหกิจ ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน และถ้าเอกชนมีความพร้อมก็สามารถร่วมได้อย่างเต็มที่
ถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนประเทศไทยจากผู้ซื้อ ให้เป็นประเทศที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาอุตสาหกรรมสมาร์ทกริดในภูมิภาคนี้ ถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนภาคพลังงานที่เคยเป็นของคนไม่กี่กลุ่มให้เป็นของประชาชนทุกคน