ทุนเทากำลังรุกคืบ เปลี่ยนประเทศไทยกลายเป็นประเทศเทา
จากงาน Recharge ประชาชนเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ภายใต้ธีม “เอาจริง! มาตรการจัดการทุนเทายึดประเทศ” โดยวิโรจน์ ลักขณาอดิศร-ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร เริ่มด้วยการพูดถึงประเด็น “เปิดปมสแกมเมอร์ สู่ขบวนการฟอกเงินระดับโลก รัฐบาลไทยทำอะไรอยู่?” ที่สแกมเมอร์เริ่มต้นด้วยการหลอกเงินคุณยาย สู่ความวอดวายระดับประเทศ ใช้วิธีหลอกลวงเพื่อดูดเงินออกจากระบบเศรษฐกิจไทยมากถึง 115,300 ล้านบาทต่อปี
มีประชาชนแจ้งความตำรวจประมาณ 300,000 คดีต่อปี หรือ 822 คดีต่อวัน เหยื่อจำนวนมากถูกหลอกให้รัก ให้มีความสัมพันธ์ ถูกรีดเงินจนหมดตัวและในที่สุดก็มีปัญหาสุขภาพจิตและนำไปสู่การคิดสั้นของเหยื่อผู้ถูกกระทำ
มีการโจมตีทางข้อความ 130 ล้านครั้งต่อปี มีโทรศัพท์จากสแกมเมอร์ 38 ล้านสายต่อปี รวม 168 ล้านครั้งต่อปีที่สแกมเมอร์โจมตีคนไทย ทุกคนที่มีโทรศัพท์ใน 1 ปีจะเจอสแกมเมอร์อย่างน้อย 4 ครั้ง
จำนวนบัญชีม้าในปัจจุบันมีมากกว่า 2 ล้านแล้ว มีเจ้าของบัญชีม้าประมาณ 2 แสนราย บางรายอาจจะมี 5-6 บัญชี ปัจจุบันบัญชีม้าเป็นม้าเลี้ยง คือมีการเจรจาต่อรองว่าแต่ละบัญชีจะได้รับเงินจากการเปิดบัญชีม้าเป็นจำนวนเท่าไร ม้าแต่ละรายจะเปิดประมาณ 10-20 บัญชีต่อคน ยอมให้โจรเอาบัญชีไปหลอกคนอื่น อยู่เฉยๆ ได้เงิน 30,000-40,000 บาทต่อเดือน
เงินสกปรกเหล่านี้ต้องผ่านการฟอกเงิน
เงินจากที่มาสกปรก ใช้จ่ายไม่ได้ต้องหาธุรกิจบังหน้า หากิจกรรมบังหน้า เพื่อหาที่มาว่ามีที่มาจากอะไร นายกรัฐมนตรีบอกว่าเราไม่ใช่แหล่งสแกมเมอร์ แต่เป็นฐานการฟอกเงิน ทุกวันนี้ ทหารเกณฑ์จำนวนมาก เปิดบัญชีธนาคารกรุงไทยไม่ได้ เขาเกณฑ์ไปคิดว่าเป็นทหารราบ กลายเป็นทหารม้า ทหารอากาศก็เป็นทหารม้าได้

วิธีฟอกเงินของเหล่านอมินีทุนเทา
1) บริษัทนอมินีจะซื้อธุรกิจต่างๆ ที่สร้างกระแสเงินสดได้ทุกวัน จำนวนมากๆ เช่นธุรกิจร้านอาหาร ผับ บาร์ โรงแรม รีสอร์ตต่างๆ ธุรกิจขนส่ง ทำอย่างไรให้ได้เงินเยอะๆ ลูกค้าแน่นๆ ก็จะผสมรายได้จากลูกค้า บวกกับเงินสกปรก ต้องทำให้ดูแล้ว คนเยอะ ลูกค้าแยะ ทำโปรโมชั่นตัดราคาบ้าคลั่ง
สุดท้ายธุรกิจสุจริตอยู่ลำบาก คนตกงานเป็นภาระกองทุนประกันสังคมอีก คนตกงานกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งก็ถูกจูงใจให้มาเป็นบัญชีม้าอีก จากลูกจ้างกลายเป็นเจ้าของบัญชีม้า อยู่เฉยๆ ได้เงินเดือนละ 3-4 หมื่นบาท แต่สุดท้ายธุรกิจสุจริตในประเทศป่นปี้
2) บริษัทนอมินีตั้งมูลนิธิ องค์กรการกุศลต่างๆ มีการเปลี่ยนเงินบริจาคที่มูลนิธิไปจัดจ้างบริษัทในเครือข่าย กลายเป็นรายได้บริษัทเหล่านั้น เมื่อมีคนขอตรวจสอบ ก็สร้างเป็นเกราะกำบังตนเองว่า “ผมเป็นคนดี คุณทำความดีได้สักเศษเสี้ยวของผมช่วยในสังคมหรือเปล่า”
พวกนี้ทำให้มูลนิธิดีๆ แปดเปื้อนไปด้วย ธุรกิจต่างๆเหล่านี้ ถ้าเราปล่อยให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์เกิดขึ้น แม้เขาจะโทรมาเพื่อช่วยเปลี่ยนโปรโมชั่นให้เราประหยัดขึ้น กลายเป็นว่าอาชีพคอลเซ็นเตอร์ที่สุจริตถูกคิดว่าเป็นโจรหมดแล้ว ธุรกิจดีๆ พังไปด้วย Telesale ต่างๆ ไปหมดเลย
3) ปั่นราคาอสังหาริมทรัพย์ ทำให้คนที่อยากซื้อจริงๆ ต้องซื้อในราคาที่แพงขึ้น กลายเป็นบ้านและคอนโดศูนย์เหรียญ
4) มีการประมูลงานภาครัฐ สร้างอาณาจักรศูนย์เหรียญ เอานอมินีมาเปิดบริษัท ไม่เสียภาษี ซื้อขายกันเอง ตลอดจนทำลายธุรกิจการท่องเที่ยวที่ทำให้ตอนนี้มีเกาะหนึ่งที่สุราษฎร์ธานีกำลังเจอปัญหานี้ มีการติดสินบนข้าราชการท้องถิ่น ข้าราชการฝ่ายปกครองให้ทำตามอำเภอใจ

วิโรจน์ระบุว่า ถ้าเราปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้น คุณภาพชีวิตแย่ลง ประเทศอาจถูกจัดให้อยู่ในบัญชีสีเทาเข้าสักวัน ถ้าเขาจัดให้อยู่ในกลุ่มสีเทาภาคการเงิน ภาคธนาคาร เราจะถูกตรวจสอบอย่างหนัก จะไม่มีประเทศไหนเข้ามาทำธุรกรรมในประเทศเรา เราจะถูกมองเป็นเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ในฐานะคนฟอกเงิน ถ้าเปรียบกัมพูชาเป็นโจรไปปล้นเงิน เราคือคู่สมรสของเงินที่มีหน้าที่ซ่อนเงินให้โจร
MAS สิงคโปร์ทำได้ แล้วทำไม คุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยจึงทำไม่ได้ ทำไมนายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ทำไม่ได้ ไม่เข้าใจ คุณจะปกป้องผลประโยชน์ของนายธนาคาร คุณจะปกป้องผลประโยชน์ของผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ แล้วคุณปล่อยให้คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย คุณลุง คุณป้า ต้องดูแลตัวเองหรือ?
กสทช. ทำไมไม่ทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ตอนนี้บัญชีม้าสามารถล็อคที่เลขประจำตัวประชาชนแล้ว บัญชีจะถูกล็อคหมด บัญชีเก่าหายเกลี้ยง บัญชีใหม่เปิดไม่ได้ แต่ซิมม้าทั้งที่มีการแจ้งความแล้ว ทำไมไม่ใช้ระบบ Central Fraud Registry เหมือนธนาคารแห่งประเทศไทยที่ล็อคทุกซิม ล็อคทุกเบอร์ และให้เลขประจำตัวประชาชนที่เป็นเลขโจรไม่สามารถซื้อซิมใหม่ได้ นี่คือมาตรการเร่งด่วนเพื่อปกป้องประชาชน
DBD BOI กรมสรรพากร ต้องร่วมมือกันปราบปรามนอมินีธุรกิจศูนย์เหรียญ อาณาจักรศูนย์เหรียญ ทำลายการท่องเที่ยว ปัจจุบัน DBD มีเจ้าหน้าที่ดูแลนอมินีแค่ 12 คนเท่านั้น ต้องยกระดับสู้กับนอมินีศูนย์เหรียญให้ได้ บช. สอท. บก. ปอท. ปปง. และ ป.ป.ช. ฟอกเงินทั้งเครือข่าย สหรัฐเปิดเผยชื่อบริษัทไทยแล้ว สิงคโปร์เปิดเผยแล้ว แต่นายกฯ ยอมรับว่าเราเป็นฐานในการฟอกเงิน แต่ยังดำเนินคดีได้น้อยมาก
ก.ล.ต. ปปง. คปภ. กรมการปกครอง ต้องทำให้ประเทศไทยเรา กลุ่มการลงทุนต่างๆ ไม่สามารถปิดบังตัวตนผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงได้ ทั้งเงินคริปโต เงินดิจิทัลต่างๆ รวมทั้งมูลนิธิต่างๆ ผู้บริจาคหลักต้องระบุว่า เงินเป็นล้านๆ ของคุณมาจากไหน ตลอดจนการซื้อประกันภัยด้วย
ในด้านระหว่างประเทศ เราต้องแสดงความมุ่งมั่นลงสัตยาบัต ต้องอนุวัติ พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องไว้แล้วเพื่อทลายเครือข่ายทุนเทาให้ได้ รวมทั้งร่วมกับเวทีอาเซียน ตำรวจสากลอาเซียน เราสามารถร่วมมือกับประเทศต่างๆ ร่วมมือแบบ Coalition of the Willing หรือความร่วมมือแบบชั่วคราวเพื่อทำภารกิจเฉพาะเพื่อจัดการกับสแกมเมอร์ทุนเทาเหล่านี้
ส่วนกระทรวงการต่างประเทศก็ใช้กลไกของ ICRG ในการรายงานพฤติกรรมกัมพูชา จัดกัมพูชาให้อยู่ในกลุ่มบัญชีสีเทาให้ได้ แต่เราต้องทำตัวเองให้สะอาดด้วย
ท้ายที่สุดนี้ ปีหน้า ปี 2569 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการจัดประชุม IMF, กลุ่มธนาคารโลก ในเดือนตุลาคม ตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า นายกรัฐมนตรี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จะถือธงนำประเทศไทยกล่าวสุนทรพจน์ที่ยิ่งใหญ่ว่าประเทศไทยของเราจะเป็นแกนนำพร้อมร่วมมือกับโลกทำลายกระบวนการสแกมเมอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้สิ้นซาก และนี่คือภารกิจที่ยิ่งใหญ่ของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่ชื่อณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
“เปิดมาตรการจัดการขบวนการฟอกเงินทุนเทาในตลาดไทย ทุนเทาไม่ใช่เรื่องไกลตัว ร่วมปกป้องเหยื่อคนไทยจากสแกมเมอร์”
ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส. บัญชีรายชื่อพูดถึง “มาตรการจัดการขบวนการฟอกเงินทุนเทาในตลาดทุนไทย” โดยกล่าวว่าทุนเทาในตลาดทุนไทยไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะคนไทยเป็นทั้งเหยื่อจากการหลอกลวงและเป็นทั้งเหยื่อจากการฟอกเงิน คนไทยโดนหลอกให้สูญเสียเงินให้สแกมเมอร์ เป็นอันดับ 3 ของเอเชียรองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย ตกปีละ 13,000 ล้านบาท เงินที่โดนหลอกเหล่านี้ไหลไปที่สแกมเมอร์เซนเตอร์แถวชายแดนไทย ทั้งพม่าและกัมพูชา

การจะเอาเงินสกปรกไปฟอกเงินและนำไปทำเอาไปทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ นั้นยุ่งยาก ในขณะที่ ตลาดทุนไทยของเรามีขนาดประมาณ 16 ล้านล้านบาท ดังนั้น การเอาเงินจากสแกมเมอร์ใส่เข้ามาในบริษัทขนาดใหญ่ก็ทำให้ไม่ต้องไปฟอกเล็กฟอกน้อย การเอาเงินสกปรกเหล่านี้เข้ามาฟอกในตลาดทุนจึงเป็นทางเลือกของกลุ่มอาชญากรเหล่านี้
ชัยวัฒน์สะท้อนให้เห็นถึงดุลบัญชีเดินสะพัด เงินไหลเข้าวัดกับเงินไหลออก เงินไหลเข้าไทยในส่วนที่เรียกว่า Error and Omissions คือเราไม่รู้ว่ามันคืออะไร หลังโควิดมีเงินไหลเข้า 8.6% เศรษฐกิจหลังโควิดไม่ดี แต่กลับมีเงินปริศนาไหลเข้ามาซื้อบาท ทำให้บาทแข็ง กระทบทุกจุด คนส่งออกลำบาก ต้นทุนสู้เวียดนามไม่ได้ ความสามารถในการแข่งขันตลอดจนราคาต้นทุนก็สู้ลำบาก ทำให้เศรษฐกิจไทยขายออกลำบาก
เงินในกระเป๋าคนไทยลดลง เศรษฐกิจย่ำแย่ที่เผชิญอยู่ ส่วนหนึ่งมาจากทุนเทา เพราะฉะนั้น เรื่องเหล่านี้ไม่ได้เป็นการพูดถึงในแง่การเมืองเท่านั้น แต่พูดถึงความอยู่รอดของประชาชนไทย
พรรคประชาชนต่อสู้เรื่องกำจัดทุนเทาเพราะต้องการให้คนสุจริตได้มีโอกาสลืมตาอ้าปาก เอาทุนดำ ทุนเทาที่เอาเปรียบเราออกไปจากประเทศ ให้คนไทยที่ทำธุรกิจสะอาดมีโอกาสเติบโตและต่อสู้ไปด้วยกัน
ผลลัพธ์จากทุนเทายึดรัฐไทย โดยเอาอำนาจรัฐไปเอื้อประโยชน์ให้ทุนต่างชาติที่เป็นทุนเทา Tom Wright เปิดเผยให้เห็นถึง MOU อัปยศ การลงนามระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) กับกองทุน VCC ปริศนา กองทุน Variable Capital Company จดทะเบียนที่สิงคโปร์
เป็นการวางโครงสร้างการลงทุนที่ไม่สามารถติดตามหาเจ้าของที่แท้จริงได้ มีการใช้ VCC เพื่อซ่อนผู้ถือหุ้น เป็นที่น่าสงสัยว่ากระทรวงดิจิทัลของเราไปแอบเซ็น MOU แบบนี้ ไม่มีการบอกประชาชนก่อน ไม่มีการประกาศคัดเลือกก่อน เจตนาคืออะไร?
MOU ที่ว่านี้อนุญาตให้กองทุนที่มาจด สร้างสองอย่าง คือการทำ Digital Economy Regulatory Sandbox (DERS) สร้างอาณาเขตขึ้นมาเป็นสนามเด็กเล่น Sandbox เพื่อทำธุรกิจคริปโต มีการถือหุ้นต่างๆ และแจกวีซ่าต่างชาติ 500 อัตรา และก่อตั้ง Thailand International Digital Business & Finance Centre (TIDC)
เป็นโครงสร้างบริษัทที่เอามาทำหน้าที่คล้ายกับเป็นนายหน้าเก็บค่าเช่าคนทำธุรกิจเกี่ยวกับคริปโต มีการถือหุ้นโดยรีวิน เพทายบรรลือ และตัว
Prime Opportunity Fund VCC (กองทุนนิรนามใช้โครงสร้าง VCC สิงคโปร์)
ตามที่ Tom Wright รายงาน รีวิน เพทายบรรลือ คือนักธุรกิจและนักการเงินผู้ก่อตั้งกลุ่มการเงิน PrimeStreet Advisory ซึ่งบริษัทนี้เคยถือหุ้นระยะเริ่มต้น 25% ใน BIC Bank Cambodia ธนาคารกัมพูชาของ ยิม เลียก และยังก่อตั้งบริษัทขึ้นมา 3 แห่งคือ TIDC จำกัด, TIDC Holdings และ TIDC Worldverse โดยบริษัท TIDC ทั้งหมดนี้มี George Tan เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม และยังเป็นซีอีโอของ Capital Asia Investments (CAI) และมีความพยายามเข้ามาซื้อหุ้นบางจาก

คำถามสำคัญ ทำไม กระทรวง DES ถึงเซ็น MOU แบบนี้ได้
หน่วยงานอย่าง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือ ป.ป.ง. ยังไม่มีความคืบหน้าในการสอบสวน การทำธุรกิจพวกดิจิทัลหรือคริปโตอยู่ภายใต้ ป.ป.ง. และการบริหารจัดการกลุ่มบริษัท ERX และกลุ่มบริษัท TIDC มีชื่อ George Tan ซึ่งเป็น Chief Commercial Officer (COO) ของ CAI เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามบริษัทส่วนใหญ่ (3 จาก 5 บริษัท กรณี ERX) หรือทั้งหมด (4 จาก 4 บริษัท กรณี TIDC) ทั้งที่ไม่มีชื่อ CAI ปรากฏเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทสองกลุ่มนี้
ก.ล.ต.ควรสอบสวนว่า George Tan มานั่งเป็นกรรมการบริษัทสองกลุ่มนี้ในฐานะใด CAI มีบทบาทอย่างไร เนื่องจาก ERX ดำเนินธุรกิจกระดานเทรดคริปโต (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น KuCoin Thailand) ที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ส่วน TIDC เป็นบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่เป็นพันธมิตรทางธุรกิจหลักของ WorldCoin ซึ่งมาสแกนม่านตาคนไทยแลกคริปโต (ข่าวล่าสุด ณ วันที่ 24 ตุลาคม 2025 “ก.ล.ต. ผนึกตำรวจไซเบอร์ ทลายธุรกิจเถื่อนรับแลกเหรียญ WorldCoin” โดยแจ้งข้อหา ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต)
ชัยวัฒน์ระบุว่า สิ่งนี้สะท้อนว่า “เงินเทาสั่งรัฐไทยได้” ให้รัฐเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจเหล่านี้ที่อยู่ใน Sandbox เขียนนโยบายเกี่ยวกับการทำธุรกิจ Digital Business and Financial Center สอดคล้องกับความพยายามในปีที่ผ่านมาๆ ของรัฐบาลไทย ที่พยายามจะผลักดันการเป็นฮับดิจิทัล หรือ Digital Asset Hub ในบางพื้นที่ เพราะมันเป็นช่องทางที่เอาไว้โอนเงินเข้า-ออกได้ แบบที่ติดตามยาก ไร้ตัวตนสูง คนฟอกเงินต้องการมาก โดยเฉพาะ Digital Asset เพื่อหลบเลี่ยงระบบธนาคาร สามารถโอนได้จำนวนมาก
การเข้ายึดอำนาจรัฐ สามารถสั่งกระทรวง หน่วยงานรัฐให้ลงนามเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องได้ ทำให้ทุนเทาเข้ามาใช้ตลาดทุนไทย ซื้อบริษัทต่างๆ ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์และเข้ามายึดอำนาจรัฐผ่านการเข้าครอบครองธุรกิจพลังงานซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลกำกับของกระทรวงพลังงาน โดยพบว่ามีนักลงทุนรายใหญ่พยายามเข้ามาซื้อหุ้นบางจาก
สำนักงานประกันสังคมถือหุ้นบางจากอยู่ 14% เป็นเงินจากประชาชนซึ่งเป็นผู้ประกันตน 20 กว่าล้านคน โดยกองทุนวายุภักดิ์ก็มาจากภาษีประชาชน คนที่ตัดสินใจสั่งซื้อ-ขาย ปรับพอร์ตคือเจ้าหน้าที่บางคนที่มีอำนาจตัดสินใจ เงินเทาเข้าไปครอบงำคนที่มีอำนาจตัดสินใจเหล่านี้ โดยกองทุน CAI เข้ามาซื้อหุ้นบางจาก แต่เมื่อปรากฏเป็นข่าวมากขึ้น กองทุน CAI จึงขายหุ้นบางจาก (BCP) ออกไปให้กับบริษัท ACE หรือ ALPHA Chartered Energy (ACE) ซึ่งมีเจ้าของในกลุ่มเดียวกัน ทำให้มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ ACE ถือหุ้นบางจากถึง 20%
มีการตั้งข้อสังเกตว่า บริษัท ACE เพิ่งจดทะเบียนก่อตั้งเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 ด้วยทุนจดทะเบียนเพียง 50 ล้านบาท แต่ภายในเวลาไม่ถึง 3 เดือน บริษัทนี้กลับใช้เงินมหาศาลราว 8,600 – 10,000 ล้านบาท เพื่อเข้าซื้อหุ้น BCP ถึง 20% ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเกือบ 200 เท่าของทุนจดทะเบียน คำถามสำคัญคือ ‘ใคร’ คือเจ้าของเงินทุนมหาศาลจำนวนนี้ และเหตุใดจึงต้องใช้บริษัทที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่เป็นเครื่องมือในการลงทุน
นอกจากนี้ พบว่าผู้ถือหุ้นใหญ่ 51% ของ ACE คือ บริษัท อัลฟ่า โกลบอล จำกัด ซึ่งก็เป็นบริษัทตั้งใหม่เมื่อเดือนธันวาคม 2567 ด้วยทุนจดทะเบียน 15 ล้านบาท ผู้ถือหุ้นเกือบทั้งหมด (99.9999%) ของ อัลฟ่า โกลบอล คือณัฐกร อธิธนาวานิช ซึ่งทำให้เขากลายเป็นผู้ถือหุ้น BCP ทางอ้อมถึง 10.2% คิดเป็นมูลค่าราว 4,400 ล้านบาท และณัฐกรได้เป็นผู้บริหารจัดการกองทุน MFC มีรัฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ มีการตัดสินใจบนกองทุนวายุภักดิ์ได้เพราะเป็นผู้บริหารกองทุนวายุภักดิ์
ยิ่งไปกว่านั้น ณัฐกรไม่เคยปรากฏในทำเนียบมหาเศรษฐีพันล้านของไทยหรือไม่ใช่เศรษฐีหุ้นมาก่อน แต่บริษัทที่ณัฐกรถือหุ้นมีมูลค่าถึง 4,400 ล้านบาท จึงเป็นที่สงสัยว่าเงินเหล่านี้มาจากไหน อีกทั้งที่อยู่จดทะเบียนจดที่อาคารเกษร ทาวเวอร์ ชั้น 28 ห้อง D/1 ซึ่งแทบจะเป็นที่อยู่เดียวกับ บริษัท เอเพกซ์ เอคควิตี้ เวนเจอร์ จำกัด ของ แคททาลียา บีเวอร์ (ภรรยาของเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์)

ชัยวัฒน์ระบุว่า ข้อมูลจากบอร์ดประกันสังคม โดยอาจารย์ษัษฐรัมย์เผยว่า มีความพยายามที่จะขอเสนอซื้อหุ้นบางจาก ที่สำนักงานประกันสังคมถืออยู่ 14% แต่คณะกรรมการบริหารการลงทุนถามว่าใครเป็นเจ้าของ เจ้าของที่แท้จริงคือใคร ไม่สามารถระบุตัวตนและไม่สามารถระบุว่าใครคือผู้ซื้อที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Owner) ซึ่งขัดกับหลักการบริหารความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลอย่างร้ายแรง เป็นที่น่าสงสัยอย่างยิ่งว่า ที่มาที่ไปของเงินเหล่านี้คือของใคร ทุนเทาหรือไม่
ถัดมา ธุรกิจการเงิน เป็นธุรกิจที่ฟอกเงินง่าย จึงมีความพยายามเข้ามาครอบครองธุรกิจการเงิน โดยบริษัท ฟินันเซีย เอกซ์ จำกัด มหาชน (“FSX”) สามารถทำธุรกิจต่างๆ ในตลาดหลักทรัพย์ และมีบริษัทลูกทำธุรกิจด้าน Digital Asset เช่น คริปโตต่างๆ ด้วย มีความพยายามเข้าครอบครองธุรกิจเหล่านี้ เรื่องนี้ Tom Wright รายงานว่า บริษัทเหล่านี้ถูกเทคโอเวอร์อย่างลับๆ เพราะมี “กลุ่มเดียวกัน” ค่อยๆ แอบมาถือหุ้นรวมกันเกือบ 52%
Tom Wright รายงานว่ามีบริษัท Beteverse ถือหุ้น 10% ผ่านบริษัท Rapidfire Technologies (จดทะเบียนในฮ่องกง) ถือหุ้นเกือบ 10% มีสุภารัตน์ สง่าเมือง อดีตภรรยาเมาเออร์เบอร์เกอร์ ถือหุ้น 7.82%และยังมีบริษัท CAI (Capital Asia Investments) ที่ถือหุ้น 24% เป็นการได้รับโอนหุ้นมาจากบริษัท Pilgrim Finansa Investment Holdings (PFIH)
การถือหุ้น การวางโครงสร้างเพื่อให้มีความซับซ้อนข้ามประเทศ มีทั้งบริษัทที่จดทะเบียนที่เซเชลส์ ฮ่องกง สิงคโปร์ มีการกระจายตัวข้ามประเทศ ทำให้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. หรือ MAS (ธนาคารกลางและหน่วยงานดูแลกำกับหน่วยงานการเงินของสิงคโปร์) ค่อนข้างติดตามกำกับได้ลำบาก มีความพยายามเข้ามาแอบยึดบริษัทกลุ่มการเงินที่ทำธุรกิจโบรกเกอร์ ไม่มีการทำตามกฎ ไม่ทำคำเสนอซื้อ (mandatory tender offer) ที่เส้น 25% และ 50%, การไม่ขออนุญาต ก.ล.ต. เมื่อจะมีผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ (ถือหุ้น 10%) ในบริษัทหลักทรัพย์ ฯลฯ) การหลบเลี่ยงด้วยการทำโครงสร้างลักษณะนี้ แต่ทำให้ตนเองมีการควบคุมเหนือบริษัทเหล่านี้ได้

ข้อเสนอแนะ ระยะสั้น-กลาง-ยาว
จากทั้งหมดที่กล่าวมา ชัยวัฒน์เสนอข้อเสนอแนะทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยาว เพื่อป้องกันทุนเทาในการเข้ามายึดตลาดทุน ยึดอำนาจรัฐ หรือการทำ State Capture ใช้คนของรัฐมาเซ็นมอบอำนาจพิเศษ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่เราตั้งข้อสงสัยว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่
[ ระยะแรก: สามารถทำได้ทันที ]
บังคับให้รายงาน UBO ผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงที่เป็นมนุษย์ แต่จะมีอุปสรรคเพราะมีข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน ทั้ง ก.ล.ต., ธนาคารแห่งประเทศไทย, ป.ป.ง. มีข้อมูลคนละอย่าง เป็นมาตรการเชิงโครงสร้างที่เราต้องมาทำกันต่อ
รวมทั้งต้องมีการการตรวจสอบแหล่งเงินทุนที่เข้ามาซื้อ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับรัฐ ต้องมีการตรวจสอบแหล่งเงินทุนเป็นพิเศษ ตัวอย่างที่ดีคือบอร์ดประกันสังคมที่ช่วยปกป้องผลประโยชน์ผู้ประกันตนและรัฐ ด้วยการถามหาว่าแหล่งเงินทุนที่จะเอามาซื้อหุ้นบางจากของประกันสังคม 14% เอามาจากไหน จนในที่สุดก็สามารถป้ิงกันการเข้าครอบครองบางจากของกลุ่มทุนเทาได้
รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมาย แม้กฎหมายปัจจุบันใช้ได้ แต่ไม่มีประสิทธิภาพ มีเจ้าหน้าที่ที่อาจโดนสั่งให้ชะลอ ควรจัดตั้ง Task Force ทำงานร่วมกันระหว่าง ป.ป.ง., DSI, ก.ล.ต. ทำงานร่วมกัน และเอาจริงในการบังคับใช้กฎหมาย และปรับปรุงเชิงโครงสร้างคือการสร้างหน่วยธรรมาภิบาล คือหน่วยบังคับใช้กฎหมาย โดย MOU ฉบับนี้เซ็นตั้งแต่สมัยวิศิษฐ์ วิศิฏ์สรอรรถ เป็นประธาน ก.ล.ต. ไม่แน่ใจว่า ก.ล.ต. เอาจริงเอาจังกับการบังคับใช้กฎหมายแค่ไหน เพราะมีผู้เกี่ยวข้องที่เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่
[ มาตรการระยะกลาง (ระยะเวลา 6 เดือน) ]
ชัยวัฒน์เน้นประเด็น Travel Rules ที่มีโอนเงินคริปโตข้ามประเทศได้ ไม่สนใจขอบเขตพรมแดน ซึ่ง Travel Rules ต้องมีข้อมูลผู้ส่ง ผู้รับ หรือ KYC ตรวจสอบแล้วเรียบร้อย หน่วยงานกำกับดูแลต้องตรวจสอบว่า ถ้าไม่ทำตามกฎ Travel Rules หรือไม่ยอมส่งข้อมูลผู้ส่ง ผู้รับมาให้ จะไม่ให้ทำธุรกิจด้วย เนื่องจากพวกที่ฟอกเงินหรือใช้ทุนเทาจะชอบวิธีการนี้ และไม่ส่งข้อมูลดังกล่าว
รวมทั้งเพิ่มอำนาจให้เจ้าพนักงานสอบสวนคดีของ ก.ล.ต. หลายคดีทำส่งแล้วถูกดอง มีความพยายามที่จะปรับปรุงกฎหมายด้านนี้และกำหนดบริษัทที่เป็นยุทธศาสตร์ เช่น บริษัทพลังงาน หรือบริษัทต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐ ถ้ามีทุนต่างชาติเข้ามาซื้อ ต้องมีการตรวจสอบเป็นพิเศษ ต้องได้รับอนุมัติโดยใคร เช่น ซื้อหุ้นเกิน 10% อนุมัติโดยกระทรวงการคลัง เกิน 25% อนุมัติโดย ครม. เป็นต้น เป็นการออกแบบกลไกเพื่อป้องกันการเข้ามายึดรัฐหรือทำ State Capture
[ มาตรการเชิงโครงสร้าง (ระยะเวลา 1-3 ปี) ]
สร้างหน่วยงานธรรมาภิบาล มีการระบุผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Ultimate Beneficiary Owner: UBO) แชร์ข้อมูล UBO ระหว่างกันด้วย การใช้ตลาดทุนเข้ามาเกี่ยวข้องมีความซับซ้อน เราต้องช่วยกันส่งเสียง ชี้เบาะแส พรรคประชาชนเอาจริงกับเรื่องนี้ พร้อมลงมือเพื่อป้องกันการยึดประเทศจากทุนเทาอย่างเต็มที่
“Next Step ปราบขบวนการทุนเทา” ที่รัฐบาลสามารถทำ Quick Win ได้ทันที 2 เรื่อง
สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ พูดถึงประเด็น “Next Step ปราบขบวนการทุนเทา” โดยเริ่มฉายให้เห็นถึงภาพรวมสแกมเมอร์ว่า ปัจจุบันหน่วยงานต่างๆ กำลังเริ่มดำเนินการตามจับสแกมเมอร์ในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งมีการใช้ AI หลอก AI ตัวอย่างจากการที่เราสแกนหน้าเวลาสแกนหน้าโอนเงินเกิน 50,000 บาท แต่สแกมเมอร์สามารถเอารูปถ่ายเราไปเทรน AI เพื่อหลอกระบบ KYC ของธนาคารให้เชื่อว่าเป็นตัวเราเพื่อถอนเงินได้

ประเทศไทยมีเข้าไปเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ใน 2 ลักษณะ คือเป็นทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ
การเข้าไปเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ในลักษณะต้นน้ำนั้น สฤณีอธิบายถึงลักษณะการเป็นสแกมเมอร์ต้นน้ำของไทยว่า คนไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ในลักษณะต้นน้ำ เราอาจไม่ได้เป็นแหล่งบ่มเพาะสแกมเมอร์และอาจจะมีคนไม่กี่คน ในไทยที่ร่วมมือกับสแกมเมอร์
ด้วยการพาสแกมเมอร์เข้าประเทศไทยและพาออกไปยังศูนย์สแกมเมอร์ที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศหรือประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องการใช้สาธารณูปโภค บริการอินเทอร์เน็ต ไฟฟ้า ไอที ที่อาจหาไม่ได้ในประเทศตัวเอง เราต้องจับตาดูว่ามีบริษัทไทยใดบ้างที่ให้บริการทั้งขายอุปกรณ์ไอที ส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้สแกมเมอร์ใช้ในการปฏิบัติการ
การจัดการเรื่องต้นน้ำเหล่านี้ต้องอาศัยการยกระดับการดำเนินงานของตำรวจตั้งแต่ปราบปราม และทำความเข้าใจพฤติกรรมบริษัทต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การขายของ-ให้บริการแบบใดที่สุ่มเสี่ยงถูกนำไปใช้ในสแกมเมอร์ เป็นต้น
การเข้าไปเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ในลักษณะปลายน้ำ เมื่อศูนย์สแกมเมอร์หลอกลวงสำเร็จ ทำให้ได้เงินสกปรกจำนวนมหาศาล กัมพูชาประเทศเดียวมีรายได้จากสแกมเมอร์มากถึง 60% ของจีดีพีประเทศ ประมาณ 7-8 แสนล้านบาทและนำไปสู่การฟอกเงิน เป็นไปได้ที่สแกมเมอร์จะยอมขาดทุนเพื่อหลบเลี่ยงระบบและเข้ามาเป็นเงินผิดกฎหมาย วิธีการฟอกเงินจะหลากหลายมากกว่าในอดีต
รูปแบบการฟอกเงินสามารถแบ่งได้เป็น 4 ระดับ
[ การฟอกเงินระดับแรก ]
สฤณีระบุว่า การนำเงินสกปรกเข้าระบบ ฝากเงิน ซื้อสินทรัพย์ดิจิทัล ซื้อทองคำ ซื้อสินค้าที่มีมูลค่า โดยการฝากเงินนั้นอาจไม่ง่าย ทาง ปปง. มีแนวปฏิบัติชัดเจน ธุรกรรมแบบไหนเข้าข่ายต้องสงสัย เช่น ไม่รู้ที่มาว่าเอาเงินมาจากไหน นำไปซื้อคอนโดราคาแพง 100 ล้านบาท โดยนายหน้าที่เป็นตัวกลางมีหน้าที่ต้องแจ้ง ปปง. เมื่อพบความน่าสงสัย อาจนำไปสู่การเปลี่ยนรูปแบบเงินเป็นหลักทรัพย์ สินทรัพย์ประเภทต่างๆ ได้
[ การฟอกเงินระดับสอง ]
การเอาเงินเข้ามาตั้งเป็นกิจการ เป็นบริษัทที่มีสัญชาติไทย เพื่อหาช่องทางฟอกเงินต่อเนื่อง เช่น แจ้งรายได้เยอะๆ ทั้งที่ไม่มีกิจกรรมอะไรมาก ต้นทุนสินค้าอาจจะไม่ขยับเลย มีการจินตนาการคู่ค้าขึ้นมาเพื่อปลอมแปลง ตบแต่งบัญชี ทำให้กิจการเหล่านั้นเป็นเครื่องยนต์ฟอกเงินต่อเนื่อง
เรื่องนี้ต้องตรวจสอบว่าใครมีส่วนรู้เห็น ทนายความ หรือสำนักกฎหมาย รู้เห็นหรือไม่ โดยเฉพาะบริษัทที่เป็นต้นทางแหล่งสแกมเมอร์ ตั้งบริษัทหลายแห่งพร้อมกัน ถ้าต้องการให้กิจการเหล่านี้เป็นเครื่องมือฟอกเงินต่อเนื่อง ต้องสอบถามถึงผู้ตรวจสอบบัญชีในการตรวจสอบการเงินงบเหล่านี้ เช่น มีทุนจดทะเบียนเยอะมาก แต่ไม่ค่อยมีธุรกรรมมากมาย หรือมีทุนจดทะเบียนไม่เยอะ แต่มีรายได้เยอะ แต่ไม่ค่อยมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ต้องมีการแจ้งเบาะแสถึงความผิดปกติเหล่านี้
เม็ดเงินโดยรวมอาจไม่เยอะ แต่สร้างความเสียหายแก่บริษัทที่สุจริต เพราะบริษัทนอมินีเหล่านี้ทำธุรกิจปลอมเพื่อเป็นช่องในการฟอกเงิน
[ การฟอกเงินระดับสาม ]
สฤณีระบุว่า ระดับนี้จะมีความซับซ้อนมากขึ้น ตามที่คุณทอม ไรท์ เคยแฉกองทุน 1MDB เขาได้เปิดเผยกลโกงในตลาดทุนไทย ใช้ตลาดหุ้นไทยเป็นเส้นทางฟอกเงิน ทำต่อเนื่อง หลายปี มีหน่วยงาน มีนิติบุคคลไทยเกี่ยวข้องจำนวนมาก มีเงินที่อยู่นอกตลาดหุ้น ใช้ตลาดหุ้นฟอกเงิน ไม่ใช่การเอาเงินสกปรกทำให้สะอาดโดยเข้ามาซื้อหุ้นในบริษัทจดทะเบียน มีการส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านโบรกเกอร์ ต้องมีขั้นตอน KYC (Know Your Customer: KYC หรือกระบวนการยืนยันตัวตนลูกค้าเพื่อตรวจสอบและยืนยันว่าเป็นบุคคลที่ทำธุรกรรมจริง)
หรือการส่งคำสั่งซื้อปริมาณมาก เช่น ซื้อหุ้นในอัตรา 5% ของบริษัทจดทะเบียนแต่ไม่รายงานว่าาผู้ซื้อหุ้นเป็นใคร สิ่งนี้ก็ถือว่าผิดกฎ ก.ล.ต. ซึ่งกลุ่มสแกมเมอร์ไม่ใช่แค่ซื้อหุ้นในตลาดหุ้นไทย แต่มีการวางแผนเพื่อครอบงำ สแกมเมอร์ต้องการบริษัทที่เป็นกลุ่มการเงิน มีใบอนุญาตทำตลาดคริปโตหรือซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นเรื่องที่น่ากลัวและร้ายแรง ถ้าสแกมเมอร์กำลังออกแบบครอบงำตลาดคริปโตในไทย เพื่อเอาธุรกิจการเงินฟอกเงินต่อเนื่อง
[ การฟอกเงินระดับสี่ ]
ถ้าสแกมเมอร์มีอิทธิพล มีบทบาททางการเมืองสูงมาก อาจเอาเงินมหาศาลครอบงำรัฐวิสาหกิจ ครอบเงินบริษัทที่มีรายได้สัมปทาน ซึ่งเอื้อต่อการมีอำนาจผูกขาดและมีรายได้ต่อเนื่องระยะยาว ถ้าเข้าถึงอำนาจรัฐระดับนี้ สามารถทำให้มีรายได้เพิ่มเติม
การฟอกเงินของสแกมเมอร์มีมากถึง 4 ระดับ ยังไม่นับถึงต้นน้ำที่ยังดำเนินต่อไป เช่น หลอกลวงคนไทยไปทำงานศูนย์สแกมเมอร์ที่ประเทศเพื่อนบ้าน และบริษัทไทยที่ขายอุปกรณ์หรือให้บริการสแกมเมอร์ให้หลอกลวงต่อไป
ข้อเสนอแนะ คือ 2 Quick Win ที่รัฐบาลสามารถทำได้เลย สฤณีให้ข้อเสนอแนะว่า รัฐบาลสามารถทำ Quick Win ได้เลย 2 เรื่องแบบไม่ต้องรอ
Quick Win ที่ 1
หลายประเทศทั่วโลกได้ลงมือแล้ว ทั้งการอายัด ยึดทรัพย์ ฟ้องบุคคลสำคัญที่เป็นหัวหอกสแกมเมอร์ในกัมพูชา กลุ่มเจิ้งเหิง (Zheng Heng Group) ถูกคว่ำบาตรโดยรัฐบาลอังกฤษตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว เขามองว่ากลุ่ม BIC ของยิมเลียกคือบริษัทในเครือ น่าจะถูกใช้ฟอกเงินให้กับกลุ่มเจิ้งเหิง
กลุ่มที่สองคือ เฉิน จื้อ (Prince Group) ถูกคว่ำบาตรโดยรัฐบาลสหรัฐ อังกฤษ กำลังถูกฟ้องขึ้นศาล
กลุ่มที่สาม ฮุยวันกรุป (Huione Group) ฮุยวันมีแพลตฟอร์ม เข้าไปสืบค้นตลาดคริปโตขนาดใหญ่ในเกาหลีใต้ มีธุรกรรมหรืออาชญากรรมที่อาจเชื่อมโยงกับฮุยวัน
รัฐบาลไทยสามารถขอข้อมูลได้เลยจากรัฐบาลสหรัฐ อังกฤษ ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ เราสามารถทำการอายัด ยึดทรัพย์ ปปง. มีอำนาจอายัดได้ 90 วัน ซึ่ง Quick Win ที่ 1 ที่รัฐบาลทำได้เลย ซึ่ง ปปง. จะอายัดได้ต้องมีมูลเหตุชัดเจนเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงมนุษยชาติและเกี่ยวข้องกับการทรมานที่เกิดขึ้น
สฤณีย้ำว่า อยากเห็นรัฐบาลทำ Quick Win ที่ 1 โดยการสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการอายัดทรัพย์และตรวจสอบเส้นเงินที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเจิ้งเหิง กลุ่ม Prince กลุ่มฮุยวัน โดยขอข้อมูลจากทางการต่างประเทศได้
Quick Win ที่ 2
สฤณีเสนอแนะนำให้มีการตรวจสอบเส้นเงินบุคคลน่าสงสัยที่มีบทบาทสูงเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ เป็นคนสนิทของคุณยิมเลียก ที่ปรึกษาฮุนเซน ร่องรอยต่างๆ ผ่านภรรยา มีการรับรู้มาหลายปีว่าเป็นนักลงทุนกระเป๋าหนัก ซื้อขายหุ้นบิ๊กลอต คราวละมากๆ แต่ไม่ชัดเจนว่านำเงินมาจากไหน
ถ้าดูการจดทะเบียนบริษัทไทยของแคทรียา บีเวอร์ หรือยิมเลียกและภรรยา จะพบร่องรอยนิติบุคคลไทยที่มีการก่อตั้ง ถือหุ้นโดยบุคคลเหล่านี้จำนวนไม่น้อย มีเบาะแสชัดเจน ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ดำเนินการได้ทันที ปปง. สามารถเรียกบริษัทหลักทรัพย์ที่เคยเป็นนายหน้าในการส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ของแคทรียา บีเวอร์ เบนจามิน และยิม เลียก รวมถึงนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องมาสอบสวนหากมีร่องรอยการทำธุรกรรมที่ผิดปกติ
โดยให้สืบสาวแหล่งเงินที่ซื้อขายหลักทรัพย์ไม่ชัดเจน ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ KYC เบาะแสธุรกรรมต้องสงสัย รวมถึงนิติบุคคลที่จดทะเบียนที่สิงคโปร์ ก็สามารถขอข้อมูลที่แท้จริงได้เมื่อมีความน่าสงสัยว่าเกี่ยวข้องกัน