วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย นัยวุฒิ วงษ์โคเมท อุปนายกสมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์
และ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ทีมนโยบายเศรษฐกิจพรรคประชาชน ขึ้นกล่าวในงาน “รีชาร์จประชาชน Recharge the People” ที่สำนักงานใหญ่พรรคประชาชน อาคารอนาคตใหม่ ภายใต้ธีม “ธุรกิจไทยยังแข่งกับโลกได้”

แก้ปัญหาทุนเทาครองเมือง แก้กฎหมายให้เป็นธรรม ทุกธุรกิจแข่งขันได้ ไม่เอื้อประโยชน์ทุนใหญ่ผูกขาด (เฉพาะรูปปก/ Feature: ให้เอาจากลิงก์แชท
สิทธิพล เผยว่า วันนี้ผู้ประกอบการไทยวันนี้เจอปัญหาหนักหลายเรื่อง หลายธุรกิจกำลังถูกปฏิบัติธรรมอย่างไม่เป็นธรรม เครื่องมือของรัฐก็ไม่สนับสนุนเพียงพอ ดังนี้
1. โดนทุนผูกขาด ทุนเทารุมกินโต๊ะ ผู้ประกอบการคือตัวโดนที่แท้จริง โดนทั้งทุนผูกขาดและทุนเทารุมกินโต๊ะ เข้าห้างใหญ่ก็ยาก มีต้นทุนสูงจากโทรคมนาคมและพลังงาน และยังมีสินค้าต้นทุนต่ำเข้ามาขายตัดราคา มีนอมินีแข่งกับธุรกิจของคนไทยทุกตรอกซอกซอย มีนอมินีฟอกเงินทุนเทาเป็นทุนขาว ขายของตัดราคา ผู้ประกอบการรายย่อยจะแข่งขันกับเขาได้อย่างไร
2. โดนระบบ-ระเบียบรัฐขัดขวาง แทนที่รัฐจะช่วยโอบอุ้ม ผู้ประกอบการทั่วประเทศเล่าให้ฟังว่า ระบบใบอนุมัติ อนุญาติใช้เวลายาวนาน ทำให้นำไปสู่การจ่ายใต้โต๊ะ
3. โดนโลกทิ้งห่าง ไหนจะสงครามการค้า ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ผู้ประกอบการไทยนับวันถูกทิ้งห่างไปเรื่อยๆ
[ นโยบายเพื่อผู้ประกอบการไทยต้องทำให้เป็นธรรมและแข่งขันได้ ]
สิทธิพลกล่าวว่า ประเทศเรามีกฎหมายแข่งขันทางการค้าใช้มาเกือบ 10 ปี กลุ่มประเทศ OECD ที่พัฒนาแล้วจะรับเราเข้าเป็นสมาชิกก็ต่อเมื่อเราทำได้ตามมาตรฐานของเขา เขาประเมินเราหลายเรื่อง เขามาประเมินเรื่องการแข่งขัน ธุรกิจที่จะแข่งขันแฟร์ไหม ต่างชาติจะเข้ามาประกอบธุรกิจแฟร์ไหม เขาบอกว่าเราต้องปรับปรุงหลายเรื่อง
แม้พรรคประชาชนจะเป็นฝ่ายค้าน แต่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติเราเดินหน้าเสนอแก้กฎหมายแข่งขันทางการค้า ที่มีปัญหา เช่น คลุมเครือ ต้องตีความว่าธุรกิจใดอยู่ภายใต้กฎหมายบ้าง เมื่อก่อนกรรมการแข่งขันทางการค้าก็ไม่ยึดโยงกับประชาชน ทำให้มีระยะห่าง
ตัวอย่างการควบรวมห้างใหญ่ กขค. วินิจฉัย Makro และ Lotus ควบรวมกันได้ ส่วนหนึ่งเพราะนิยาม Makro เป็นธุรกิจค้าส่ง Lotus เป็นธุรกิจค้าปลีก ไม่กระทบกัน จึงควบรวมได้ ในฐานะท่านเป็นโรงงานที่ผลิต ท่านก็ขายทั้งสองห้าง ในฐานะที่เป็นลูกค้าท่านก็เดินทั้งสองห้าง แต่เขาบอกว่าเป็นคนละตลาดกัน เป็นไปได้อย่างไร
สิ่งที่ประชาชนร้องเรียนมา เมื่อควบรวมจนห้างเหลือน้อย ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ถ้าเมื่อก่อน มีการแข่งขันว่าจะให้ค่า GP เท่าไหร่ แต่วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นหลังควบรวมแล้ว เทียบค่าใช้จ่าย เรตไหนแพงกว่า ยึดเรตนั้น หนีจากออฟไลน์มาออนไลน์ก็ไม่รอด ตัวอย่างธุรกิจแพลตฟอร์มหนึ่งขึ้นค่า GP จากเดือนมกราคมถึงเดือนตุลาคมปีนี้ เพิ่มค่าธรรมเนียมขายสินค้าจาก 21.40% เป็น 23.54%
พอธุรกิจแพลตฟอร์มขยายตัวมากขึ้น นำไปสู่การผูกขาดธุรกิจอื่นๆ ที่โดนแล้วเช่นขนส่ง ท่านเป็นผู้ประกอบการ เป็นลูกค้าไม่สามารถเลือกขนส่งได้ จนผู้ประกอบการขนส่งรายย่อยวันนี้ได้รับผลกระทบ นำเรื่องมาฟ้องที่สภาฯ สถานการณ์ผูกขาดนี้กำลังจะขยายไปยังธุรกิจโกดัง ประกัน สินเชื่อ โฆษณา ธุรกิจเกี่ยวเนื่องทุกอย่างกำลังจะถูกผูกขาดจากอำนาจของแพลตฟอร์ม
นอกจากนี้สิทธิพลยังสะท้อนว่าธุรกิจใด อุตสาหกรรมใดก็ตามที่มีความเฉพาะ อย่างธุรกิจพลังงาน ธุรกิจโทรคมนาคม กฎหมายเดิมเปิดช่องให้ไม่ต้องเข้าไปดูแล เช่น ค่ายมือถือควบรวมกัน กสทช. บอกไม่มีอำนาจห้าม เป็นอำนาจ กขค. ขณะที่ กขค. ก็บอกว่าไม่มีอำนาจเหมือนกัน สุดท้ายผลประโยชน์ประชาชนอยู่ที่ไหน?
วันนี้ทุกอย่างกำลังดีขึ้น พรรคประชาชนเสนอแก้ไขกฎหมายแข่งขันฯ เข้าสู่สภา สิทธิพลในฐานะประธานกรรมาธิการชุดนี้ ทำงานร่วมกับกรรมาธิการจากทุกพรรคร่วมกันแก้ไขกฎหมาย จนวันนี้เสร็จสิ้นในชั้นกรรมาธิการแล้ว เราเชื่อว่าเปิดสภาเดือนหน้าน่าจะได้พิจารณาในวาระ 2-3 เพื่อที่จะนำไปสู่การลดกำกับการแข่งขันให้ดีขึ้น ลดการผูกขาดให้ได้มากที่สุด

[ กฎหมายชุดนี้ช่วยอะไรบ้าง? ]
สิทธิพลเผยว่า กฎหมายแข่งขันทางการค้าที่กำลังแก้ไขนี้ 1) ช่วยแก้ไขความคลุมเครือของทุกธุรกิจต้องอยู่ภายใต้กฎหมายนี้ การควบรวมต้องขออนุญาติ ต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็น
2) กรรมการคัดสรร กขค. ต้องมีที่มายึดโยงกับประชาชน อย่างน้อยหนึ่งตำแหน่งคือผู้แทนจากสภาองค์กรของผู้บริโกค 3) การวินิจฉัยคดีต้องไม่ล่าช้า ต้องเปิดเผยคำวินิจฉัยส่วนบุคคล และให้ผู้บริโภคสามารถฟ้องร้องเองได้ เพื่อลดภาระคดีล้นของ กขค. และเปลี่ยนโทษอาญาที่ไม่เคยใช้บังคับได้ มาเป็นโทษปรับทางวินัย
ในประเด็นทุนเทาครองเมือง สิทธิพลย้ำว่าเราต้องสู้เพื่อผู้ประกอบการ ทั้งสินค้าผิดกฎหมาย สินค้าทุ่มตลาด ตลอดจนการประกอบธุรกิจ การฟอกเงินผ่านนอมินี
สิทธิพลยกข้อมูลให้ดูว่า ตั้งแต่ปี 2565 แม้การบริโภคภาคเอกชน ประชาชนเพิ่มขึ้น แต่การผลิตกลับลดลงเรื่อยๆ โรงงานปิดตัว มันสะท้อนว่าการบริโภคและการผลิตของประเทศนี้ ฉีกออกจากกัน สาเหตุเพราะการนำเข้าเพิ่ม โดยเฉพาะสินค้านำเข้าจากจีนที่สัดส่วนเพิ่มมากขึ้น ถ้าสินค้าดี คุณภาพดี ราคาถูก ไม่ทุ่มตลาด ไม่มีปัญหา มีประโยชน์ต่อผู้บริโภค แต่ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งในนี้คือ สินค้าผิดกฎหมาย ไม่มี มอก. อย. ส่วนหนึ่งเป็นสินค้าทุ่มตลาด
ที่ผ่านมาเราลองเปิดระบบแจ้งเรื่องร้องเรียนผ่านโครงการนักสืบทุนเทา เพียง 10 สัปดาห์ มีเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 1,199 เรื่อง สิ่งที่พบคือ หน่วนงานรัฐแก้ปัญหาช้า เร็วสุด 2 เดือน นานสุดเป็นปี มีปัญหานอมินีมากสุด เกินครึ่งของเรื่องร้องเรียน
แต่ทั้งหมดนี้แก้ปัญหาได้ด้วยการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งจะช่วยแก้ข้อจำกัดด้านกำลังคนและเวลา ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการติดตามแก้ปัญหา แก้บทลงโทษให้หนักขึ้น มี KPI ร่วมระหว่างหน่วยงาน
สิทธิพลมองว่าปัญหาสินค้าทุ่มตลาด ทั่วโลกมีมาตรการสากล ใช้รับมือ เช่นมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด เราก็ใช้บ้าง แต่ใช้น้อยถ้าเทียบกับสถานการณ์ รัฐควรเข้ามาช่วยเรื่องนี้มากขึ้น ให้คนที่เข้าไม่ถึงมาตรการโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงได้
รวมถึงรัฐควรทำตัวเป็นพี่เลี้ยง สนับสนุนผู้ประกอบการ ผ่านนโยบาย Open Data เพื่อสร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าต้องเปลี่ยนการเก็บเงินในการเข้าถึงข้อมูลเป็นการเปิดข้อมูลสู่สาธารณะ จะช่วยทั้งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ โอกาสทางธุรกิจ หน่วยงานอย่างศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัย เอาไปสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มาก ทั้งยังช่วยลดปัญหานอมีนี ฮั้วประมูลได้ด้วย
รัฐต้องแก้ไขการขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาที่ล่าช้า ที่ทำให้ผู้ประกอบการเสียโอกาส ตัวอย่างสิทธิบัตรออกแบบที่มีคำขอค้าง 10,000 กว่าเรื่อง กรมทรัพย์สินปัญญาควรเร่งดูแลแก้ไขเรื่องนี้ เพิ่มผู้เชี่ยวชาญ ผู้ตรวจสอบให้เพียงพอ
นอกจากนี้สิทธิพลยังเสนอแนวทางเพื่อปรับปรุงการใช้งบ SMEs สำหรับช่วยผู้ประกอบการ แต่ละปีรัฐมีงบสำหรับสนับสนุน SMEs ถึง 4-5 พันล้านบาท แต่ยังมีการใช้งบที่ไร้ประสิทธิภาพ แนวทางที่สิทธิพลเสนอ ดังนี้ 1) การใช้งบต้องมีเจ้าภาพ ปัจจุบันงบกระจายอยู่ 31 หน่วยงานที่ไม่มีใครดูแลภาพรวม 2) การใช้งบต้องตอบโจทย์สิ่งที่ SMEs ต้องการ สิ่งที่รัฐกำลังทำอยู่ เป็นการใช้งบแบบกลับหัวกลับหาง ไม่ตอบโจทย์ที่เขาต้องการ และ 3) ใช้งบประมาณให้สอดคล้องกับความเดือดร้อนของ SMEs
ทุกวันนี้เรามีงบสำหรับช่วย SMEs เยอะ เช่น งบที่ สสว. ขอไปเพื่อช่วยเหลือเรื่องเงินทุนให้ SMEs ขอไปแล้ว 2 ปี 5,000 ล้านบาท แต่ไม่ใช้สักบาท ขณะที่ SMEs เองต้องไปพึ่งหนี้นอกระบบ ต้องเจ๊งไปจำนวนมาก ถ้าเอาเงินส่วนนี้ไปให้ บสย. ค้ำประกันเงินกู้ คงช่วย SMEs ได้หลายแสนหลาย นอกจากนี้ ยัมีโครงการแบบนี้อีกจำนวนมากที่ของบแล้วไม่ได้ใช้ ทั้งที่ SMEs เดือดร้อน สสว. นี่แหละตัวดี รัฐบาลต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือดูแล
รวมทั้งควรมีการปรับบทบทาทูตพาณิชย์ 58 แห่งที่เปรียบเสมือนกองหน้าในการหาตลาด เราคาดหวังบทบาททูตพาณิชย์ให้สามารถหาตลาดได้ รัฐบาลเคยไปดูบ้างไหม ทูตพาณิชย์ควรมี KPI อย่างไร ควรมี KPI ที่สอดคล้องกับเป้าหมายและหน้าที่หลัก เนื่องจาก KPI สำคัญ เช่น ควรมี KPI สำหรับการขยายสินค้าเป้าหมาย ขยายมูลค่าส่งออก
รวมทั้งให้ทำ KPI ด้านการเงิน เพราะปัจจุบันมีการให้น้ำหนักการวัดผล KPI แบบที่สำคัญดันให้น้ำหนักน้อย แต่ KPI ที่ไม่สำคัญดันให้น้ำหนักมาก ควรมีการสื่อสารระหว่างฝ่ายนโยบายกับส่วนราชการว่าเป้าหมายหลักคืออะไร ตัวชี้วัดนั้นสะท้อนภารกิจหน้าที่หรือเป็นเรื่องที่ประเทศมุ่งเป้าหรือไม่ ต้องมีการให้งบประมาณบุคลากรสอดคล้องกับความสำคัญของตลาด สำนักทูตพาณิชย์บางแห่งมีความจำเป็นต้องลดการจ้างคนด้วย

สิทธิพลสะท้อนว่าในด้านการค้าโลกนั้น แม้การโลกหดตัวแต่ยังมีหลายตลาดที่มีศักยภาพสูง ยังมีโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย แต่เราต้องทำการบ้านหนัก ตัวอย่างตลาดอินเดีย โดย 3 ปีย้อนหลัง เราโตปีละ 12% นี่คือโอกาสสำคัญ ถ้าย้อนไปดูในรายสินค้า ก็จะพบว่า หลายสินค้าเรายังมีโอกาสอีกมาก เพราะวันนี้เราเพิ่งได้ส่วนแบ่งนิดเดียว ยกตัวอย่าง ดังนี้
ตลาดสินค้าอัญมณี และเครื่องประดับ เราเพิ่งมีส่วนแบ่ง 1.41% สะท้อนว่าเรายังมีโอกาสอีกมาก เราต้องไปดู คู่แข่งเรา คือใคร ขายอะไร และกลับมาดูบ้านเราว่ามีผู้ประกอบการคนไหน ทำได้บ้าง แน่นอนต้องทำการบ้านร่วมกับ กระทรวงอุตสาหกรรม ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง แต่นี่คือหน้าที่รัฐ ที่ต้องทำการบ้าน นี่ยังไม่พูดถึงรายรัฐ/รายเมือง ที่แต่ละรัฐก็ยังมีโอกาสอีกมาก
เรามีประเทศที่มีศักยภาพแบบนี้อีกพอสมควร เช่น กลุ่มตะวันออกกลาง กลุ่มแอฟริกา เราสมควรทำยุทธศาสตร์รายสินค้า รายพื้นที่ สิ่งที่เห็นแล้วตกใจมากสุดคือ เราเห็นโอกาสขนาดนี้ 3 ปีย้อนหลังโดขนาดนี้ กระทรวงพาณิชย์ ตั้งเป้าตลาดอินเดียโตที่ 4% สำหรับข้อเสนอของเรา เราคิดว่ารัฐบาลต้องมียุทธศาสตร์รายสินค้า และกำหนดเป้าหมายให้สอดคล้องกับโอกาสที่มี
สำหรับตัวอย่าง 10 นโยบาย Fair and Fight เพื่อผู้ประกอบการไทย แบ่งเป็น 3 ประเด็น ดังนี้
1) จัดการทุนผูกขาด/ ทุนเทา ผลักดันการใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าฉบับใหม่ สนับสนุนภารกิจของ กขค. ให้บรรลุวัตถุประสงค์ รวมทั้งใช้มาตรการปกป้องทางการค้ามากขึ้น เพื่อให้ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบสามารเข้าถึงมาตรการได้ ให้มีการผลักดันโมเดล “นักสืบทุนเทา” และการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นวาระแห่งขาติ รวมศูนย์การจัดการธุรกิจ/ ทุน/ สินค้าผิดกฎหมาย มีกรอบเวลา ตัวชี้วัดชัดเจน
2) แก้อุปสรรคจากภาครัฐ ให้มีการทำ OPEN DATA สำหรับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสภาคธุรกิจด้วยข้อมูล ให้มีการสนับสนุนทรัพยกร งบ คน เช่น เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบในบางสาขา IP และ GI ที่ไม่เพียงพอ จนทำให้ภาคธุรกิจเสียโอกาส และใช้งบประมาณ SMEs ให้มีประสิทธิภาพ มีเจ้าภาพ ตอบโจทย์ความต้องการและความเดือดร้อนของ SMEs
3) ธุรกิจไทยทันโลก ควรมีการจัดสรรงบด้านการค้าต่างประเทศให้เหมาะสม มีการส่งเสริม ปกป้องให้ SMEs เข้าถึงได้ มีการปรับตัวชี้วัดทูตพาณิชย์ พร้อมสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็นในตลาดยุทธศาสตร์ รวมทั้งจัดให้มีการเจาะลึกตลาดที่มีศักยภาพ ทั้งรายพื้นที่ รายสินค้า เพื่อลดอุปสรรคและหาโอกาสให้ผู้ประกอบการ
ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างนโยบายที่เตรียมไว้สำหรับผู้ประกอบการคือการเร่งปราบทุนผูกขาด ทุนเทา ปรับบทบาทให้รัฐเป็นพี่เลี้ยง และเอาจริงในการทำให้ผู้ประกอบการไทยแสวงหาโอกาสกลับมาลุกขึ้นยืนได้ เราต้องการรัฐบาลที่เอาจริงในการเข้าใจปัญหา ลงไปดูในรายละเอียด และต้องมีเจตจำนงแท้จริงในการแก้ไขปัญหาให้ผู้ประกอบการไทย
“เมื่อ Quick Win ไม่ใช่คำตอบของประเทศไทย”
นัยวุฒิ วงษ์โคเมท อุปนายกสมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์ เป็น Special Guest ของพรรคประชาชน กล่าวว่านวัตกรรมเกิดขึ้นได้ นโยบายรัฐเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่กำลังที่แท้จริงคือการขับเคลื่อนผู้ประกอบการทั้งประเทศ ดังนั้นการผ่าทางตันนวัตกรรมไทยได้จะต้องผลักดันผ่านความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ มหาวิทยาลัย และเอกชน

แก่นของโมเดลที่จะขับเคลื่อนนวัตกรรมเศรษฐกิจเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศได้ คือ ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์ โดยในส่วนของวิศวกรรมศาสตร์สามารถขับเคลื่อนอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์สมัยใหม่ เครื่องมือการแพทย์และยา ซึ่งในส่วนของวิศวกรรมจะร่วมขับเคลื่อนไปด้วยกันกับส่วนของวิทยาศาสตร์ชีวภาพ คือเรื่องของแพทย์-ยา-เกษตร-อาหาร แต่นวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะเกิดขึ้นได้จะต้องมีพื้นฐานจากสังคมและเศรษฐกิจที่พร้อมไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตร การศึกษา หนี้ และโครงสร้างราชการ
โดยสิ่งที่จะรองรับทั้งหมดคือโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ อันได้แก่ไฟฟ้า น้ำ และสิ่งแวดล้อมที่ต้องขับเคลื่อนไปด้วยกันเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง
นัยวุฒิเห็นว่าต้องมีการกำหนดนโยบายรัฐขึ้นมา 3 เรื่อง เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนนวัตกรรม
1) พัฒนาเชิงโครงสร้าง ต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริงมาเป็นคณะกรรมการและคณะทำงาน โดยต้องมองแนวทางธุรกิจ-อุตสาหกรรมออก สิ่งสำคัญคือต้องมีการประเมินผลงานของกรรมการและคณะทำงานรายบุคคลด้วย นอกจากนี้รัฐต้องกำหนดหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพและรับผิดชอบการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมขั้นสูง
2) ใช้นโยบายผลักดัน โดยต้องมีนโยบายสำคัญที่ชัดเจนเกี่ยวกับการขับเคลื่อนนวัตกรรม เช่น นโยบายจัดซื้อภาครัฐ รัฐควรให้สิทธิประโยชน์เพื่อเป็นแต้มต่อให้แก่ผู้ผลิตที่ใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่พัฒนาโดยคนไทย ออกแบบโดยคนไทย แค่ Made in Thailand ไม่พอ แต่ต้อง Developed in Thailand แต่ผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมไม่ควรร่ำรวยจากการขายสินค้าให้กับรัฐบาล รัฐบาลและตลาดภายในประเทศจะเป็นแค่บันไดให้ก้าวไปสู่ตลาดโลก
นอกจากนี้รัฐต้องแถลงนโยบายว่าในอีก 3, 5, 10 ปีข้างหน้ารัฐต้องการผลิตภัณฑ์นี้ สเปคสินค้าเป็นอย่างไร เพื่อทำให้ผู้ประกอบการเตรียมตัวลงมือออกแบบและพัฒนาสินค้าเพื่อนำมาขายให้กับภาครัฐ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาภาคเอกชนให้แข็งแกร่งได้เพราะภาครัฐมีการจัดซื้อมูลค่านับแสนล้านบาทในแต่ละปี
3) ต้องมีงบประมาณสนับสนุนที่ต่อเนื่อง ทุกวันนี้มีการจัดงบประมาณรายปี แต่เราไม่รู้เลยว่าเป็นงบประมาณต่อเนื่องหรือไม่ ควรมีการวางงบประมาณต่อเนื่อง 5-10 ปีไปจนถึง 20 ปีในกรณีที่เราต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

นัยวุฒิชี้ว่าสิ่งที่หน่วยงานรัฐต้องทำ คือเน้นการปรับตัว มุ่งผลสัมฤทธิ์ที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน โดยสิ่งแรกที่ต้องทำคือเริ่มจาก KPI ยกเลิกการใช้ KPI ที่เป็นเพียงตัวเลข เช่น จำนวนคนที่ จำนวนโครงการ แต่ต้องกำหนด KPI ให้มีความท้าทาย โดยมีเป้าหมายที่เป็นผลสำเร็จ ต้องสร้างวัฒนธรรมให้ข้าราชการกล้าทำ สามารถรับความเสี่ยงได้หากโครงการที่ทำนั้นไม่สำเร็จ และเรียนรู้จากความล้มเหลวว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างจากการทำสิ่งนั้น
ทัศนคติในการทำงานต้องมีความรับผิดชอบและช่วยกันทำให้สัมฤทธิ์ผล ตลอดจน Team Thailand ที่ต้องมีการทำงานร่วมกันระหว่างข้าราชการทุกสายงาน ผู้เชี่ยวชาญ ภาคเอกชน ร่วมกันทำงานมากกว่าเพื่อนำไปสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลง
ข้าราชการและหน่วยงานรัฐต้องเข้าใจและเชี่ยวชาญในเทคโนโลยี รวมทั้งต้องเข้าใจการพัฒนาธุรกิจ การแข่งขันต้องมองหาตลาดเฉพาะที่เราแข่งได้ เลี่ยงสินค้าแมสมาร์เกตใน mega trend เวลาเราจะแข่งในตลาดโลกเราต้องดูว่าทีมเขามีกี่คน ถ้าทีม NVIDIA มีอยู่ 10,000 คน ทีมเรามี 100 คน มันเป็นไปไม่ได้ เราต้องมองในมุมที่เราเชี่ยวชาญ สินค้าที่ไม่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก อาจเป็นสินค้าอุตสาหกรรมมากกว่าตลาดผู้บริโภค
นอกจากนี้ก็ต้องเข้าใจว่าแต่ละผลิตภัณฑ์มีความท้าทาย ต้องอาศัยเงินทุน และเวลาในการพัฒนา เช่น พัฒนาแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์อาจต้องใช้เงินแสนล้าน ยาหรือวัคซีนต้องใช้เงินหลายพันล้านไมโครชิปขนาดเล็กอาจใช้เงินร้อยล้านบาท
รวมทั้งการสร้างศูนย์บ่มเพาะที่นำโดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ส่วนใหญ่เด็กที่จบมาใหม่จะยังไม่มีความรู้มากพอในการพัฒนาทำงานภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นควรมีการสอนต่อเนื่องในลักษณะ post graduate เพื่อเพิ่มทักษะภาคอุตสาหกรรม ซึ่งอาจรวมถึงทักษะของอาจารย์ผู้สอนด้วย
นัยวุฒิกล่าวต่อไปว่า มหาวิทยาลัยควรต้องก้าวออกจากกรอบ (Comfort Zone) สร้างคนให้พร้อม สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่ก็คือเรามีอาจารย์ เรามีคนเก่งที่จบจากสถาบันระดับโลก ทำงานวิจัยระดับโลกตอนที่อยู่ต่างประเทศ เราต้องสร้างระบบนิเวศในมหาวิทยาลัยให้คนเก่งได้มีโอกาสได้เติบโต
มีการประเมินบุคลากรโดยวัดผลสำเร็จนอกเหนือจากการตีพิมพ์ผลงาน และเปิดโอกาสให้บุคลากรคุณภาพออกมาสร้างผลงานภายนอก ปัจจุบันเริ่มมีกฎหมายรองรับแล้วแต่การดำเนินงานยังค่อนข้างช้า นอกจากนี้ต้องมีการปรับเปลี่ยนหลักสูตร ภาควิชา คณะ สถาบัน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ถ้าระบบนิเวศน์การทำวิจัยพัฒนาพร้อมทั้งภาคการศึกษาและเอกชน จะเปิดโอกาสให้อาจารย์สามารถสร้างรายได้จากผลงานวิจัยของตัวเอง
ในส่วนของภาคอุตสาหกรรม ต้องสร้างขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก นวัตกรรมเป็นหนทางแห่งการอยู่รอด ไทยต้องแข่งขันในตลาดโลกได้ เราจะไม่สามารถแข่งขันได้ถ้าเรามีสภาพเช่นในปัจจุบัน

นัยวุฒิย้ำว่าสิ่งที่ต้องระวังมีอะไรบ้าง? เราต้องคำนึงถึงแก่นของเทคโนโลยีที่บริษัทนั้นๆ ซึ่งแต่ละบริษัทจะมีแตกต่างกัน และได้มายาก แต่เมื่อมึแล้วสามารถพลิกแพลงเพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์ออกมาได้หลากหลาย ในประเทศไทยมีการวิจัยและพัฒนาน้อย ดังนั้นสิ่งที่ขาดมากกว่านักวิจัยและพัฒนาก็คือคนที่จะมาผลักดันแผนกวิจัยและพัฒนาซึ่งเป็นสิ่งที่หายากที่สุด ดังนั้นอาจจะต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ หรือคนไทยที่ทำงานอยู่ในต่างประเทศเข้ามาช่วยขับเคลื่อนในระยะแรก
ขอทิ้งท้ายว่าควรผลักดันนวัตกรรมแบบไร้พรมแดน เราไม่จำเป็นต้องออกแบบในเมืองไทยทั้งหมด เราสามารถซื้อบริษัท ลิขสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญาได้ แต่ทีมวิจัยหลักต้องอยู่ในเมืองไทยก่อน นอกจากนี้แบรนด์เป็นสิ่งสำคัญ ธุรกิจควรสร้างแบรนด์ไทยในตลาดโลก หรือซื้อแบรนด์ระดับโลกมาเป็นของคนไทย
สำหรับข้อเสนอที่มีต่อพรรคประชาชน นัยวุฒิสรุปว่า เราควรทำ Sustainable win ไม่ใช่ Quick win และอาจใช้เวลามากกว่า 10 ปี เราต้องแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน เราควรตั้งเป้าหมายให้สูงและท้าทาย เช่น สร้างบริษัทสตาร์ทอัพมูลค่า 1,000 ล้านบาท เป็นจำนวน 1,000 บริษัท ภายใน 10 ปี ซึ่งหมายถึง 1 ล้านล้านบาทภายใน 10 ปี สิ่งนี้จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจเราได้ และขอฝากสิ่งสุดท้ายว่า วัฒนธรรมการทำงานของคนไทยต้องเปลี่ยน อยากเห็นคนไทยที่สู้งาน ไปทำงานและขยายธุรกิจที่ไหนในโลกก็ได้
“กระทรวง DES แบบไหนที่ไทยต้องมี”
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ทีมนโยบายเศรษฐกิจพรรคประชาชนกล่าวว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวง DE) นั้นมีหน่วยงานในกำกับหลายหน่วย มีส่วนราชการ 5 แห่ง สำนักงาน 4 แห่ง และรัฐวิสาหกิจ 2 แห่ง งบกระทรวงปี 2569 อยู่ที่ 10,223 ล้านบาท มีเจ้าหน้าที่ 4,646 คน มีรายได้ประมาณ 30,000 กว่าบาทต่อคน

ภาวุธกล่าวว่า ถ้าเปรียบเป็นบริษัท กระทรวง DE จะเปรียบเป็น CTO ของประเทศ (Chief Technology Officer: CTO ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็น CEO หลายประเทศทั่วโลกใช้เทคโนโลยีในการเปลี่ยนประเทศ และมีฝ่ายขายเป็น DEPA ที่สนับสนุนเรื่องการทำโปรโมชั่น มีฝ่ายพัฒนาธุรกิจ (Business Development: BD) เป็น สนง. ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ (สดช.) สนง. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) และ ETDA
มีฝ่าย DATA เป็นสำนักงานสถิติแห่งชาติที่สำรวจแต่เรื่องคน, GDBI (Government Big Data Institute), กรมอุตุนิยมวิทยา มีฝ่าย Admin และ HR เป็นสำนักงานปลัดกระทรวง มีฝ่าย Logistics เป็นไปรษณีย์ไทย และมี Network & Communication เป็น NT (บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ)
ภาวุธเผยว่าวันนี้ปัญหาประเทศไทย ดังนี้ รัฐขาดความโปร่งใส รัฐขาดประสิทธิภาพ ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ถ้าจะเอาดิจิทัลเข้ามาแก้ไข เราจะใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนประเทศอย่างไร สามารถแบ่งได้เป็น 4 เสาหลัก ดังนี้ 1) Digital Government รัฐ-ราชการ 2) Digital Economy ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 3) Digital People 4) Digital Infrastructure โครงสร้างพื้นฐาน

ปัญหาวันนี้คือทุกกระทรวงยังทำงานแบบเดิม เราจะเอาเทคโนโลยีไม่ใช่แค่เปลี่ยนกระทรวง DE เท่านั้น แต่จะเอาเทคโนโลยีมาเปลี่ยนทุกกระทรวง
1) CTO ประเทศไทย ใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนประเทศไปพร้อมกันทุกกระทรวง
โดยที่เราจะต้องมี CTO ทุกกระทรวงและทำงานร่วมกัน ทำเป็น Group CTO เราจะยกระดับการทำงานภาครัฐและใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนประเทศไปด้วยกัน เพื่อให้มีเทคโนโลยีในทิศทางเดียวกัน โดยทุกกระทรวงมี CTO ที่ทำงานร่วมกับทุกกระทรวงได้ ไม่ปล่อยให้ทำงานแยกกัน
นอกจากนี้ DTA (สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล) มีระบบการทำงานที่ครบวงจร ทั้งระบบอีเมล์ ระบบประชุม แต่ไม่ค่อยมีคนใช้งาน แม้จะเป็นโปรแกรมที่ทำงานดีมาก แต่ละหน่วยงานกับใช้แพลตฟอร์มเมืองนอก ไม่ใช้ของไทย ภาครัฐใช้งานแพลตฟอร์มกระจัดกระจายมาก ไม่มีใครมองภาพรวมในการใช้เทคโนโลยี ควรจะนำมาใช้เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติและเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูลภายในประเทศมากขึ้น
2) Country & City Dashboard & KPI (Open Data)
ในส่วนของ DATA เราควรมี Dashboard ของประเทศ (การนำข้อมูลต่างๆ มาสรุปให้เห็นภายในหน้าเดียว) เพื่อนำมาใช้ในระดับอำเภอ และระดับตำบลได้ โดยการเอา DATA เป็นตัวกำหนด โดยที่ Dashboard ตัวนี้จะสามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกหน่วยงานของภาครัฐให้เราได้เห็นข้อมูล
ประชาชนสามารถเห็นได้ว่าจังหวัดฉันเป็นอย่างไรบ้าง ข้อมูลอำเภอ-ตำบลเป็นอย่างไรบ้าง ตอนนี้ อบจ. ลำพูน เริ่มทำแล้ว ทำ Dashboard ของงบประมาณว่ามีกี่โครงการ แต่ละโครงการมีอะไรบ้าง ทำให้เห็นเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่แต่ละอำเภอ แต่ละจังหวัดไปกับอะไรได้บ้าง เราสามารถกดเข้าไปดูข้อมูลได้เลย
วันนี้เรา Dashboard หลายอย่าง ตัวอย่างเช่น Dashboard ของ คิดค้า.com มีคนใช้น้อยมาก เราสามารถดูข้อมูล GDP ของประเทศไทย ดูการนำเข้า-ส่งออกของไทย แต่คนไม่ค่อยใช้เพราะข้อมูลกระจัดกระจายอยู่ ถ้ารวมเป็น Country Dashboard เราจะทำงานได้ง่ายขึ้น
3) National LLM (AI) ราชการไทยใช้ AI
เรามีการวิจัย AI ในหลายหน่วยงาน แต่ไม่มีใครใช้ มีการทำงานแยกส่วนระหว่างคนทำวิจัย และคนใช้งาน เราสามารถผลักดัน LLM ให้เอา AI ที่คนไทยทำมาใช้ในหน่วยงานภาครัฐ ผลักดันให้มีการใช้ AI ในหน่วยงานราชการจริง โดยให้กระทรวง DE เป็นผู้ผลักดัน
4) Digital Government 4 แกนหลัก (Doc, Pay, ID, Data)
ถ้าเราเปลี่ยนการทำงานภาครัฐจากกระดาษให้เป็นดิจิทัลทั้งหมด จะตรวจติดตามง่าย สามารถยืนยันตัวตนได้ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทันที
ประโยชน์ 3 มิติของการปรับมาใช้ Doc, Pay, ID และ Data
ในส่วนของภาครัฐจะทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น ลดต้นทุนกระดาษ มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และตัดสินใจได้ด้วยข้อมูล (Data) ในส่วนของประชาชน ทำให้เกิดความสะดวก จบงานได้ในที่เดียว ไม่ต้องทำสำเนาหรือถ่ายเอกสาร บริการได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง 7 วัน และทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น ในส่วนของประเทศ ทำให้เศรษฐกิจเติบโต (GDP) ดึงดูดการลงทุนได้ ลดความเหลื่อมล้ำ มุ่งสู่ Digital Nation เป็นการเปลี่ยนภาครัฐซึ่งมีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามันกระจัดกระจาย

5) Government Cybersecurity & Task Force เรื่องความปลอดภัย
วันนี้มีการโจมตีไซเบอร์ทั่วโลก ไทยก็เป็นหนึ่งในเป้าหมาย เวลามีการแฮกข้อมูล หน่วยงานภาครัฐโดนแฮกเละเทะ สิ่งแรกที่ Barack Obama ทำเมื่อขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคือการเปลี่ยนโทรศัพท์ เพราะสิ่งที่คุณคุย สิ่งที่สื่อสาร เป็นความลับประเทศ บางคนใช้ LINE สื่อสาร คุณต้องใช้เครื่องมืออื่นๆ ที่เป็นของรัฐเพื่อสื่อสาร การยกระดับความปลอดภัยเรื่อง Cybersecurity ของประเทศสำคัญมาก ต้องให้น้ำหนักในการป้องกันประเทศ เพราะการรบครั้งต่อไปไม่ใช่การยิงจรวด แต่เป็นการแฮกระบบเพื่อแก้โครงสร้างพื้นฐานประเทศ
6) Public Money → Public Code (เปิด Source Code)
แต่ละรัฐทำ Software มากมาย แต่อยู่ไหนไม่รู้ สิ่งที่เราควรทำคือเมื่อมีคการออก TOR ใหม่ ต้องเปิด Source Code โดยที่หน่วยงานอื่นก็ไม่ต้องเปิดใหม่แต่สามารถพัฒนาต่อได้ จะทำให้ประเทศไปได้เร็วมากขึ้น
สรุปคือเราต้องมี CTO ประเทศไทยและทำงานเป็นกรุปไม่แยกออกจากกัน จากนั้นก็ทำ Dashboard ให้กับประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้เห็นข้อมูลทั้งประเทศ จังหวัด อำเภอ ตำบล ซึ่ง Data จะทำให้เกิดความโปร่งใสได้ จากนั้นก็เปลี่ยนการทำงานของภาครัฐให้ใช้ดิจิทัลทั้งหมด เลิกใช้กระดาษได้แล้ว จากนั้นก็ให้ใช้ AI ได้แล้ว นอกจากนี้ก็พัฒนาความปลอดภัยไซเบอร์ให้กับภาครัฐและมี Source Code ก็เปิดให้พัฒนาต่อ
ภาวุธชี้ว่าในส่วนของการปรับ Digital Economy ทุกวันนี้ธุรกิจแพลตฟอร์มเริ่มมีการผูกขาดแล้ว แพลตฟอร์มเหล่านี้มีร้านค้า ขายสินค้า มีระบบจ่ายเงิน ระบบขนส่ง ระบบโฆษณา และมีลูกค้าของตัวเอง ตอนนี้พอแพลตฟอร์มเริ่มมีข้อมูลร้านค้า ก็เริ่มปล่อยกู้ให้ร้านค้า สามารถปล่อยกู้ได้เลย เป็นความท้าทายของธนาคาร แพลตฟอร์มมีข้อมูลมหาศาลจากลูกค้าราว 30 ล้านคน และเริ่มมีความได้เปรียบธุรกิจในเชิงลึก มีพฤติกรรมลูกค้า รู้ว่าลูกค้าจ่ายเงินอย่างไร บ้านอยู่ที่ไหน มีการเก็บข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน มีการให้แต้มสะสมเพื่อนำไปสู่การอยากได้สินค้าที่เขาขาย
เมื่อแพลตฟอร์มเหล่านี้มีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มส่งผลกระทบต่อธนาคาร ทั้งการปล่อยกู้ ทั้งการชำระเงิน เริ่มกระทบค้าปลีก โกดัง สื่อโฆษณาเริ่มไหลลงแพลตฟอร์มมากขึ้น รัฐต้องเข้าไปช่วยดูแลผู้ประกอบการด้วย
ปัจจุบันเราสามารถเข้าไปร่วมผลักดันกฎหมายได้บ้างแล้ว เช่น นักสืบทุนเทา นอกจากนี้ แพลตฟอร์มทั่วโลกมีหมดแล้ว แต่ทำไมมีมีแพลตฟอร์มไทยบ้าง เราต้องสร้างเครือข่ายการค้าไทยแบบเปิดให้ทุกคนเข้าถึงได้ ลดการผูกขาด ขยายโอกาส SMEs และผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางดิจิทัลคอมเมิร์ซในอาเซียน เราต้องลดการขาดทุนดิจิทัล (Digital Deficit)
โดยสรุป เราต้องทำ Digital People Framework ดังนี้ 1) ให้แอพเดียวเข้าทุกบริการของรัฐได้จริง เป็น Single UXUI 2) Talent Boots มีการปรับทักษะ เพิ่มรายได้ และลดการขาดคนไอที 3) ขยายโครงข่าย Infra + Software + Peopleware 4) ระบบร้องเรียนออนไลน์ One-Stop Traffy Fondue และ 5) ไม่ต้องถ่ายเอกสารให้ทุกบริการรัฐ