9 สิงหาคม 2567
48 ชั่วโมงหลังศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล ผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคทุกคนที่ไม่ได้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง คณะทำงานทุกเครือข่าย ทั้งส่วนกลางและจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศล้วนมีเป้าหมายหนึ่งเดียวที่จะต้องทำให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด นั่นคือการกลับมาลุกขึ้นยืนให้ได้อีกครั้ง ไม่ใช่เพื่อใครหรือประโยชน์อื่นใด หากเพื่อรักษาความมุ่งมั่นของการทำงานเพื่อการเปลี่ยนแปลงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 6 ปีไม่ให้สูญเปล่า
สิ่งที่ไม่ได้คาดคิด คือการสนับสนุน ลุกขึ้นมายืนเคียงข้างของพ่อแม่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ทั้งสมัครสมาชิกพรรค ทั้งลงเงินบริจาค
เราไม่ได้ตั้งต้นจากศูนย์ แต่ตั้งต้นจาก “ประชาชน”
พรรคประชาชน เกิดขึ้นในวันนั้น
ก่อนจะมาเป็น พรรคประชาชน
ย้อนกลับไปในปี 2561
พรรคอนาคตใหม่ถือกำเนิดท่ามกลางสังคมไทยที่เต็มไปด้วยความแตกแยกร้าวลึก หลังการรัฐประหารของ คสช. 22 พฤษภาคม 2557
การเข้าครอบครองอำนาจการบริหารประเทศโดยระบอบเผด็จการทหารที่ไร้ประสิทธิภาพ ฉุดรั้งประเทศไทยในทุกมิติ ไม่เพียงหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่เสมือนเดินถอยหลังไม่หยุดยั้ง
โจทย์ใหญ่ที่สุดคือการหาทางออกให้พ้นภาวะนั้นเพื่อไปสู่การที่ประเทศไทยจะมีรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย เป็นตัวแทนของประชาชนจริงๆ และนำพาประเทศไปข้างหน้าได้
พรรคอนาคตใหม่ ที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของคนธรรมดา ได้รับเลือกเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรเป็นอันดับสามในการเลือกตั้งทั่วไป 24 มีนาคม 2562 ด้วยจำนวน สส. 81 คน นำไปสู่การเข้าร่วมในความพยายามจัดตั้งรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยในขณะนั้น สุดท้ายไม่สำเร็จ ด้วยการสืบทอดอำนาจเผด็จการของ คสช. ยังคงดำรงอยู่อย่างแข็งแกร่ง โดยอาศัยการ “ผ่านการเลือกตั้ง” สร้างความชอบธรรม
อนาคตใหม่กลายเป็นพรรคฝ่ายค้านและถูกยุบในอีกราวหนึ่งปีถัดมา
แต่ “อุดมการณ์อนาคตใหม่” ยังคงเดินหน้าต่อในนาม พรรคก้าวไกล ที่ทำงานทั้งในและนอกสภาอย่างเข้มข้น ตอบรับความต้องการการเปลี่ยนแปลงที่ส่งเสียงดังมากขึ้นทุกทีจากพี่น้องประชาชน
เป็นเหตุให้พรรคก้าวไกลได้รับเงินบริจาคผ่านระบบภาษีเงินได้จากพี่น้องประชาชนสมทบเข้ากองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองมากเป็นอันดับหนึ่งทุกปีจนหมดวาระสภา
และเสียงตอบรับนั้นยังส่งผลสืบเนื่อง แปลงมาเป็นคะแนนเลือกตั้ง ส่งให้การเลือกตั้งใหญ่ 14 พฤษภาคม 2566 จบลงด้วย พรรคก้าวไกล ได้รับชัยชนะด้วยจำนวน สส. 151 คน เป็น สส.แบบบัญชีรายชื่อ 39 คน และ สส.แบบแบ่งเขต 112 คน มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎร
แต่ด้วยกลไกอำนาจเผด็จการที่มาในรูปของ สว.ซึ่งผ่านการคัดเลือกมาโดย คสช.ยังมีสิทธิในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี รวมทั้งเมื่อมีการจับมือกันของพรรคการเมืองที่เคยอยู่คนละขั้วมาตลอดเวลาอันยาวนาน ก็ยิ่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มอำนาจเดิม
นอกจากจะไม่ได้เป็นรัฐบาลตามเจตจำนงของพี่น้องประชาชน ยังตามมาด้วยวงจรเดิมๆ คล้ายกรณีที่เคยเกิดขึ้นกับอดีตพรรคอนาคตใหม่ นั่นคือเริ่มต้นด้วยคดีถูกร้องการถือหุ้นสื่อของหัวหน้าพรรค ตามมาด้วยคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญหยุดปฏิบัติหน้าที่ แม้คราวนี้จะจบลงด้วยการได้คืนสู่สถานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้กลับเข้าสภา แต่อีกเพียงไม่ถึง 7 เดือนต่อมา วงจรการถูกร้อง ถูกยุบพรรค ตัดสิทธิกรรมการบริหาร 10 ปี ก็วนกลับมาอีกจนได้ เสมือนหนึ่งเป็นหนังเรื่องเดิม
แต่หนังเรื่องนี้จะไม่จบแบบเดิมอีกต่อไป
เพราะท่ามกลางประเทศไทยที่มีรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้ง นอกจากยังคงอยู่กับซากมรดกของระบอบเผด็จการ และรัฐธรรมนูญ 2560 อย่างเหนียวแน่น ความหวังว่าจะมี สสร. ที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริงมาทำการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ก็ยังคงเลื่อนลอยต่อไป
ประเทศเผชิญโจทย์ใหม่ จบการต่อสู้โดยตรงระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตย
เปลี่ยนเป็นการต่อสู้แข่งขันระหว่างการเมืองของชนชั้นนำ โดยตัวแทนของชนชั้นนำ เพื่อชนชั้นนำ กับการเมืองของประชาชน โดยตัวแทนของประชาชน ที่ทำเพื่อประชาชน
นี่คือจุดเริ่มต้นของการเมืองไทยบทใหม่
เป้าหมายสำคัญของการเมืองแบบอนาคตใหม่-ก้าวไกล จนมาเป็น พรรคประชาชน ในวันนี้ คือต้องเปลี่ยนสิ่งที่การเมืองของชนชั้นนำบอกว่าเป็นไปไม่ได้ ให้เป็นสิ่งที่สังคมไทยปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไป
สร้างการเมืองของประชาชน โดยพรรคการเมืองแบบมวลชน
สร้างผู้แทนราษฎรที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทน เป็นปากเสียง ปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน
พรรคประชาชน จะขอทำงานให้หนักยิ่งขึ้นในทุกๆ วัน
เพื่อประเทศไทยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง