
ประชุมใหญ่ปีกแรงงานพรรคประชาชน ทบทวนเส้นทางผ่านมา มุ่งหน้าเลือกตั้ง 69 ตัดสินอนาคตประเทศ
ในรอบ 6 ปีที่ผ่านมาของพรรคส้ม ตั้งแต่อนาคตใหม่ ก้าวไกล มาจนถึงพรรคประชาชน เราตั้งเป้าที่จะสร้างยานพาหนะนี้ ไม่ว่าจะใช้ชื่อว่าอะไร ให้เป็นพรรคมวลชนอย่างแท้จริง และยึดมั่นในหลักการเช่นนี้มาโดยตลอด
หลายการกระทำ หลายการตัดสินใจ เราทำถูกต้องบ้าง ผิดพลาดบ้าง และเติบโตเรียนรู้จากทั้งความสำเร็จและความผิดพลาดเหล่านี้ ท่ามกลางความหวังในการเปลี่ยนแปลง ที่เป็นหัวใจสำคัญของพวกเราที่ร่วมเดินบนเส้นทางนี้มาตลอด 7 ปีที่ผ่านมา
ท่ามกลางอุปสรรครุมล้อมและการทุบทำลายที่เราเผชิญมาตลอด เรายังคงเดินหน้าด้วยความเชื่อมั่นและเปี่ยมล้นด้วยความหวังในการเปลี่ยนแปลง และภารกิจต่อไปของเราคือการเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง 2569 ที่จะเป็นจุดตัดสินชี้เป็นชี้ตายของประเทศ
ช่วงสุดสัปดาห์นี้ พรรคประชาชนมีอีกกิจกรรมสำคัญ นั่นคือการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 ของเครือข่ายผู้ใช้แรงงานพรรคประชาชน หรือที่เราเรียกว่า “ปีกแรงงาน” ซึ่งสมาชิกพรรคที่เป็นเครือข่ายผู้ใช้แรงงานมาประชุมร่วมกัน เพื่อรายงานผลการดำเนินงาน และหารือยุทธศาสตร์และการทำงานของปีกแรงงานในอนาคต
การประชุมครั้งนี้ยิ่งมีความสำคัญเมื่อประเทศกำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ในการนี้ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และ ศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรค ได้ร่วมบรรยายและแลกเปลี่ยนกับสมาชิกเครือข่ายแรงงานพรรคประชาชน ถึงสถานการณ์ทางการเมืองและก้าวต่อไปของพรรคประชาชน และปีกแรงงานที่จะต้องขับเคลื่อนร่วมกัน
การเติบโตของพรรคและเครือข่ายแรงงาน เริ่มต้นจากเปลี่ยนความคิดคน
เลขาธิการพรรคกล่าวว่า เครือข่ายผู้ใช้แรงงานเป็นเครือข่ายที่สำคัญของพรรคประชาชน ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ ในช่วงที่มีการจดชื่อเพื่อตั้งพรรค ก็มีตัวแทนของเครือข่ายแรงงานร่วมด้วย
สิ่งที่เราคิดมาตลอดตั้งแต่เริ่มต้นสร้างพรรคการเมือง คือการเปลี่ยนความคิดคน เพราะถ้าคนไม่เปลี่ยน ประเทศไม่เปลี่ยน การเดินทางตลอด 7 ปี เห็นได้ว่าพรรคและเครือข่ายแรงงานเองเติบโตขึ้น มีประชาชนสนับสนุนและมาร่วมลงมือทำกับเรามากขึ้น ในสภาชุดที่ผ่านมา สามารถผลักดันกฎหมายสำคัญอย่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ได้

อย่างไรก็ตาม เรายังไม่สามารถเข้าไปปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจทางการเมืองได้เลย การเลือกตั้งที่จะถึงนี้เป็นโอกาสอีกครั้ง เป้าหมายไม่ใช่แค่ชนะการเลือกตั้ง แต่เมื่อชนะได้ สิ่งที่เราต้องทำคือการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันที่มาจากประชาชน เช่นรัฐสภา เพราะการสร้างประเทศไทยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ไม่สามารถทำได้ ถ้าประชาชนไม่เชื่อมั่นนักการเมือง
ภารกิจสร้างความหวังประชาชน
ศรายุทธิ์ฉายภาพว่าวันนี้ประเทศไทยอยู่ในภาวะวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ สังคม หลายคนอาจไม่ได้ชอบพรรคประชาชน แต่จะเห็นตรงกับเราว่าประเทศไทยแย่เกินไปแล้ว คอร์รัปชันมากเกินไป กลุ่มทุนเทาเข้ามายึดกุมประเทศมากกว่าที่คิด มีเครือข่ายอุปถัมภ์มากกว่าที่คิด ประเทศไทยอยู่แบบเดิมไม่ได้ และสิ่งที่เขามั่นใจได้คือพรรคประชาชนไม่คอร์รัปชัน พรรคประชาชนเอาจริง
นี่คือภาวะที่เอื้อต่อการเติบโตทางความคิดของประชาชน ที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง โดยกุญแจสำคัญว่าพรรคประชาชนจะชนะการเลือกตั้งได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับเราสร้างความหวังให้ประชาชนได้หรือไม่ ซึ่งการจะทำให้ประชาชนมีความหวังได้ อย่างน้อยต้องมี 2 เรื่อง
(1) มีนโยบายที่ดี ตอบโจทย์ความต้องการ ประชาชนมองเห็นว่านโยบายนี้จะนำไปสู่ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี
(2) ต้องมีทีมบริหารที่ประชาชนเชื่อมั่นว่าสามารถผลักดันนโยบายที่เราพูด ให้เกิดขึ้นจริง
ถ้าประชาชนมีความหวัง เขาจะลงแรงทำเพื่อทำให้ความหวังความฝันนั้นเป็นจริง สิ่งนี้พิสูจน์มาแล้ว 2 การเลือกตั้ง ทั้งในปี 2562 และ 2566

พวกเราต้องทำงานอย่างหนักเพื่อเปลี่ยนจากความเป็นไปได้ ให้กลายเป็นความจริง เปลี่ยนจากสิ่งที่ “เป็นไปไม่ได้” ให้กลายเป็นสิ่งที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” ทำให้ชนชั้นนำไม่สามารถปฏิเสธเราได้ ต้องมาคุยกันว่าประเทศไทยจะเดินหน้าอย่างไร สถาบันทางการเมืองจะถูกออกแบบใหม่อย่างไร อำนาจประชาชนอยู่ตรงไหน อำนาจของชนชั้นนำอยู่ตรงไหน
นี่คือ “ฉันทามติใหม่” ที่จะทำให้ประเทศไทยพัฒนาไปสู่อนาคตที่ดีกว่าเดิม และนี่คือความสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้
พรรคมวลชน
ขณะที่ หัวหน้าพรรคประชาชน เริ่มต้นการบรรยายด้วยการกล่าวถึงปีกแรงงาน ในฐานะเครือข่ายหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพรรคประชาชนตั้งแต่สมัยที่เป็นอนาคตใหม่ ทุกการเลือกตั้งที่ผ่านมา จะมีตัวแทนที่ได้รับการคัดสรรจากภายในปีกแรงงาน ได้เป็นลำดับบัญชีรายชื่อลำดับต้นของพรรคเสมอ และนั่นคือหนึ่งในสิ่งที่เราพยายามทำอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เพื่อเดินหน้าสู่การเป็นพรรคมวลชน
แต่กระนั้น ความเป็นพรรคมวลชนไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ใช่ว่าจะสร้างขึ้นได้โดยไม่มีอุปสรรคใดๆ ที่สำคัญคือการตัดสินใจทุกครั้งของพรรคมวลชนยืนอยู่บนความเห็นที่หลากหลาย และยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อต้องตัดสินใจในเรื่องที่ยาก

อย่างการตัดสินใจกรณี MOA และการผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญที่ล่มสลายไปแล้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องที่เราต้องขอโทษประชาชนอย่างตรงไปตรงมา
แม้ผู้สนับสนุนพรรคหลายคนจะได้แสดงความเห็นด้วยความเข้าใจ แต่ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน ณัฐพงษ์ยืนยันว่านี่เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะผู้บริหารพรรค ที่จะต้องรับฟังความรู้สึกของเจ้าของพรรคทุกคน
ทุกการตัดสินใจต่อจากนี้จะมีเรื่องยากอีกมากเต็มไปหมด ดังนั้นการเป็นพรรคมวลชนที่เติบโตขึ้นได้ต้องตัดสินใจร่วมกัน ยึดเสียงส่วนใหญ่ก็จริงแต่ก็ต้องรับฟังเสียงส่วนน้อยและแสดงความรับผิดรับชอบต่อคนทุกกลุ่มที่เป็นเจ้าของพรรคร่วมกัน
วิถีพรรคส้ม
หัวหน้าพรรคประชาชนชวนย้อนความไปถึงช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พรรคประชาชนเดินทางมาถึงวันนี้ จากการชนะการเลือกตั้งในฐานะพรรคก้าวไกล แต่โดนเสียง สว. ฉุดรั้งไว้ พิธาไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่เรื่อง MOU มาจนถึง MOA ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้มีหลายคนมองว่าเป็นความไร้เดียงสาทางการเมือง
สำหรับณัฐพงษ์ นี่คือวิถีการทำงานการเมืองแบบที่พรรคประชาชนตั้งใจทำ มันคือความตรงไปตรงมา ความมุ่งมั่นตั้งใจทำเพื่อประชาชนโดยไม่ต้องสนใจบรรยากาศความเป็นเสือสิงห์กระทิงแรดในโลกการเมืองของไทย
และสิ่งที่ทุกคนในพรรคประชาชนได้ทำร่วมกันมา ได้สร้างความสำเร็จหลายอย่าง หากนับเฉพาะสิ่งที่ทุกคนในปีกแรงงานในการประชุมครั้งนี้ร่วมผลักดันกันมา พวกเราประสบความสำเร็จในการผลักดัน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ที่คุ้มครองสิทธิลาคลอด ให้ผ่านไปได้ในที่สุด แม้จะมีประเด็นที่ต้องผลักดันให้ก้าวหน้ากว่านี้ต่อไป
การทำงานของทีมประกันสังคมก้าวหน้า พันธมิตรของปีกแรงงานพรรคประชาชนก็เช่นกัน ที่ผ่านมามีความสำเร็จหลายอย่าง อย่างเช่นการเพิ่มสิทธิในการดูแลเด็กเล็ก หรือสิทธิดูแลในยามว่างงานที่เพิ่มขึ้น แม้หลายอย่างจะไม่ปรากฏในหน้าข่าว แต่การทำงานการเมืองเช่นนี้ที่เรายึดถือผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก คือสิ่งที่เป็นพื้นฐานและหัวใจความเป็นพรรคประชาชน
จากความเชื่อมั่น สู่ความเชื่อมือ
จากการทำงานสะสมความสำเร็จมาตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ฐานของพรรคประชาชนเติบโตขึ้นทุกวัน เราพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเราคือพรรคที่ทำเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นพรรคที่ประชาชนเชื่อมั่นได้ว่าไม่เทา จุดยืนทางการเมืองยืนข้างประชาชนและประชาธิปไตยแน่นอน
กระนั้น พรรคประชาชนไม่ได้มีประวัติในอดีตที่เคยมีอำนาจเข้าไปอยู่ในฝ่ายบริหาร คนจำนวนมากจึงยังไม่มั่นใจว่าถ้าเลือกพรรคประชาชนแล้วจะเข้าไปสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง พรรคประชาชนจึงพยายามออกแบบการคัดเลือกผู้สมัครโดยกระบวนการที่มีความเข้มข้น

ที่สำคัญคือหลังจากนี้ไป พรรคประชาชนจะมีการทยอยเปิดตัวคณะผู้บริหารประเทศที่จะมาเป็นรัฐมนตรี ถ้าพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล ไม่ต้องยึดโควตาทางการเมือง ไม่ต้องรอต่อรองให้ประชาชนรอลุ้นหลังเลือกตั้ง เปิดให้ประชาชนเห็นตั้งแต่ต้นว่าถ้าพรรคประชาชนได้บริหารประเทศ คณะผู้บริหารจะมีใครบ้าง
วันนี้ประชาชนเชื่อมั่นในพรรคประชาชนแล้ว แต่อาจจะยังไม่เชื่อมือ เราจึงตั้งใจที่จะให้การเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ มาทำให้ประชาชนได้เห็นหน้าค่าตาของคนที่จะเข้าไปบริหารประเทศ ซึ่งเรามั่นใจว่าจะเป็นประกายความหวังให้ประชาชนทุกคน ว่าประเทศนี้จะเปลี่ยนแปลงได้จริง
เลือกตั้ง 69 ตัดสินอนาคตประเทศ
หัวหน้าพรรคประชาชนสรุปสุดท้ายว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าคือจุดชี้เป็นชี้ตายของประเทศ เป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปีที่การเลือกตั้งจะเป็นการตัดสินอนาคตของประเทศโดยเสียงของประชาชนจริงๆ
เพราะนับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา แต่ละการเลือกตั้ง เสียงของประชาชนแทบไม่ได้มีความหมาย เพราะมีเครื่องมือทางการเมืองเข้ามาขัดขวาง ตั้งแต่ยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มาจนถึงการเลือกตั้ง 2562 และ 2566
แต่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า กลไกและกติกาต่างๆ เริ่มถูกคลายล็อกออกไปแล้ว การเลือกตั้งครั้งหน้าจึงเป็นภารกิจตัดสินอนาคตประเทศจริงๆ
อนาคตของประเทศไทยกำลังจะกลับสู่มือของประชาชนให้เป็นผู้ตัดสินอีกครั้ง วิกฤตที่กำลังรุมล้อมประเทศไทยและประชาชนคนไทยถูกพิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการเมืองแบบวิถีเก่า ของบรรดาเสือสิงห์กระทิงแรด คนเทาๆ และคนที่พร้อมหักคำพูดคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนได้ตลอด
นี่คือโอกาสที่เราจะได้ผลักดันการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง ที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงถูกขัดขวางและทุบทำลายมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงวันนี้ ประเทศไทยในวันข้างหน้าจะยิ่งยากแก้ไข ชะตากรรมของประชาชนคนไทยจะกู่กลับได้ยากกว่านี้
อนาคตประเทศอยู่ในมือพวกเราทุกคน พบกันที่คูหาเลือกตั้งใกล้บ้านเร็วๆ นี้