
ไม่มีวันใดที่มนุษย์ไม่พึ่งพาน้ำ ตั้งแต่ลืมตาตื่นจนถึงหลับตานอน จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน โดยเฉพาะผู้คนที่ฝากชีวิตไว้กับแหล่งน้ำ ชีวิตยิ่งผูกพันลึกซึ้ง เรียกได้ว่าสายน้ำคือเส้นชีวิตและความเป็นความตาย
แต่วันนี้ เส้นชีวิตของคนไทยจำนวนมากในลุ่มน้ำกก สาย รวก สาละวิน และโขง กำลังถูกกัดกินด้วยสารพิษข้ามพรมแดน นี่คือวิกฤตที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 2 และเป็นโจทย์ใหญ่ในมือรัฐบาลใหม่ ว่าจะพิสูจน์เจตจำนงในการปกป้องชีวิตประชาชนได้หรือไม่

สายน้ำมีพิษกระทบประชาชน
ตั้งแต่ปี 2567 มีการสันนิษฐานว่า เหมืองแร่ในประเทศเมียนมาได้ปล่อยสารพิษลงสู่แหล่งน้ำ นำไปสู่การปนเปื้อนและแพร่กระจาย ลามมาถึงแหล่งน้ำในฝั่งไทยที่เชื่อมโยงถึงต้นทาง
สารพิษเหล่านั้นสะสมซ่อนตัวอยู่ในสายน้ำ กระจายสู่น้ำกินน้ำใช้ของผู้คน แทรกซึมเข้าในตัวปลาน้อยใหญ่ ถูกใช้กับการเพาะปลูกเกษตรกรรม ปนเปื้อนเข้าสู่ไร่นาและสู่พืชผลที่ผู้คนต้องบริโภค และซ่อนซึมเข้าสู่ร่างกายของผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่กับสายน้ำนั้นในที่สุด
ตั้งแต่วันที่ผู้คนเริ่มสังเกตถึงความผิดปกติในร่างกาย เช่นอาการชาปลายมือ-ปลายเท้า ผิวหนังที่อยู่ๆ ก็มีตุ่มหนาคล้ายตาปลา เท้าทั้งสองข้างที่อยู่ๆ ก็ปวดบวมและอ่อนแรง นักวิจัยหลายคณะลงเก็บตัวอย่างทั้งในลำน้ำและในผู้คนที่อยู่อาศัยในพื้นที่เหล่านั้น ผลที่ออกมาบ่งชี้ชัดเจนว่าลำน้ำปนเปื้อนสารพิษเกินมาตรฐาน
และเรายังพบเจอผลลัพธ์อื่น ๆ ไล่ตั้งแต่
- – แม่น้ำกก ปนเปื้อนสารโลหะหนัก ประปา 18 หมู่บ้านตรวจพบตะกั่วเกินมาตรฐาน (ก.ค.68) และ 4 หมู่บ้านตรวจเจอสารหนูเกินมาตรฐาน
- – ตรวจพบประชาชนมีสารหนูในปัสสาวะเกินมาตรฐาน (ส.ค.68)
- – แม่น้ำสาละวิน พบสารหนูและตะกั่วเกินมาตรฐานทุกจุด (พ.ย.68)
- – ตรวจพบผลผลิตทางการเกษตรปนเปื้อนสารหนู ตะกั่ว แคดเมียม (พ.ย.68)
- – แม่น้ำโขงที่เป็นปลายทาง ตรวจพบสารหนูเกินมาตรฐานเกือบสองเท่า ในพื้นที่จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ และนครพนม (พ.ย.68)
- – พบสารหนูในเส้นผมและเล็บมือของกลุ่มเสี่ยง (ก.พ.69)
ไม่เพียงกระทบต่อการอุปโภคบริโภค ผู้คนยังอาศัยแม่น้ำในการทำธุรกิจท่องเที่ยว แต่วันนี้น้ำกกที่ปนเปื้อนทำให้หลายครอบครัวต้องโบกมือลาธุรกิจที่เคยเป็นรายได้เลี้ยงดูพวกเขามาช้านาน ผู้ประกอบการและคนในชุมชนได้รับผลกระทบถ้วนหน้า

รัฐบาลไม่จัดการต้นตอปัญหา
นี่คือปัญหาใหญ่ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน แต่จนถึงวันนี้ มีคนไทยสักกี่คนที่รับรู้ว่าแต่ละลำน้ำปนเปื้อนสารพิษอะไรบ้างและปนเปื้อนแค่ไหน มีปลาหรือข้าวปนเปื้อนด้วยหรือไม่ ทั้งที่ควรเป็นหน้าที่ของรัฐในการให้ข้อมูลและแจ้งเตือนประชาชน แต่ที่ผ่านมาการให้ข้อมูลอย่างเป็นระบบเช่นนี้ ไม่เคยเกิดขึ้น
ต้นตอของมลพิษข้ามพรมแดนมาจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ในรอบสองปีที่ผ่านมา เรายังไม่เห็นความพยายามอย่างจริงจังของรัฐบาลในการใช้เวที LMEC ที่มีไทย จีน เมียนมา และลาว เป็นสมาชิก หรือ การเจรจาระหว่างประเทศแบบพหุภาคี เพื่อเป็นพื้นที่เจรจาแก้ปัญหา
รัฐบาลตั้งคณะทำงาน แต่หน่วยงานหลักที่มีหน้าที่ตรวจน้ำอย่างกรมควบคุมมลพิษ กลับขาดแคลนงบประมาณเฉพาะสำหรับภารกิจนี้ เคยต้องไปดึงงบจากภารกิจอื่นมาใช้ ผลในตอนนั้นคือตรวจน้ำได้น้อยลงทั้งที่พื้นที่เสี่ยงเพิ่มขึ้น
ข้าวที่เคยเฝ้าระวังกันว่าจะปนเปื้อนตั้งแต่ปี 2568 วันนี้เก็บเกี่ยวเสร็จนานแล้ว ผ่านปากผ่านท้องของผู้คนโดยไม่เคยผ่านการตรวจแม้แต่ครั้งเดียว ส่วนข้าวรอบใหม่กำลังปลูกด้วยดินเดิม น้ำแหล่งเดิม โดยไม่มีใครรู้ว่าสถานการณ์ดีขึ้นหรือแย่ลง

ข้อเสนอพรรคประชาชน
เนื่องในวันน้ำโลก 22 มีนาคม วันที่พวกเราควรได้ตระหนักถึงความสำคัญของลำน้ำที่มีต่อชีวิตกลับยังคงเป็นวันที่คนไทยจำนวนมากต้องเผชิญปัญหาลำน้ำปนเปื้อนจากมลพิษข้ามพรมแดนเรื้อรังเข้าสู่ปีที่สอง การแก้ปัญหาของรัฐยังคงช้าเกินไป น้อยเกินไป ไม่ตรงจุด ไม่ตรงไปตรงมา
พรรคประชาชนโดย ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ เขต 8 ติดตามปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง เคยอภิปรายเสนอทางออกทั้งในสภาและนอกสภา วันนี้ (22 มี.ค.69) ได้ร่วมกิจกรรมของภาคประชาชนที่จังหวัดเชียงราย เพื่อเสนอแนวทางแก้ปัญหาการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำข้ามพรมแดน เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดใหม่แก้ปัญหานี้อย่างเร่งด่วน
1) แก้ให้ถึงต้นตอ ต้องดำเนินการผ่านเวทีระหว่างประเทศ
ประเทศไทยต้องใช้การเจรจาพหุภาคีระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ไทย จีน เมียนมา และลาว ตามกรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมล้านช้างแม่โขง (LMEC) เพื่อกำหนดแผนปฏิบัติการของแต่ละประเทศให้ชัดเจน ตามกรอบกฎหมายแต่ละประเทศได้กำหนดไว้ เช่น
- – การตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานด้านแร่หายากของจีน ตามกฎหมายจีนว่าด้วย Rare Earth Management Regulations
- – นโยบาย Green Supply Chain ของจีน หรือหลักเกณฑ์การปล่อยน้ำเสียจากการทำเหมืองตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมเมียนมาและลาว เพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำ ทำฐานข้อมูลร่วมกัน ด้วยวิธีตรวจที่ได้มาตรฐานเดียวกัน
- เป้าหมายคือการจัดการกับต้นตอของสารพิษ ผ่านการปิดเหมืองหรือหยุดเหมืองเพื่อแก้ไข จนกว่าจะสามารถบำบัดสารพิษเหล่านั้นได้ รวมไปถึงการเตรียมแผนสำรองในการผลักดันเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยการจัดการภัยพิบัติ หรือการเจรจาหาประเทศที่สามที่มีเทคโนโลยีในการบำบัดสารพิษเข้าช่วยตามสนธิสัญญาหรือ MOU ที่ไทยเคยลงนามไว้

2) จัดการห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญในประเทศไทย
ออกมาตรการตรวจสอบย้อนกลับทันที ผ่าน พ.ร.บ.แร่ โดยให้ผู้นำเข้าแร่ที่สำคัญแต่ละชนิดต้องระบุพิกัดพื้นที่การทำเหมืองแร่ รวมถึงให้ผู้มีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานต้องระบุวิธีการจัดการแต่งแร่หรือกระบวนการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อมูลการส่งออกว่าไปที่ไหนและในรูปแบบผลิตภัณฑ์อะไร เพื่อให้รัฐสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งห่วงโซ่อุปทาน
ที่สำคัญ ต้องเร่งปรับการระบุพิกัดศุลกากรแรร์เอิร์ธให้ชัดเจนตามชนิดแร่ที่มีความแตกต่างด้านราคาสูง แทนการใช้พิกัดรวมแบบเดิม เพื่อให้รัฐมีฐานข้อมูลในการติดตามห่วงโซ่อุปทานและตรวจสอบต้นทางมลพิษได้อย่างแม่นยำ รัฐบาลไทยสามารถเป็นเจ้าภาพขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยอาศัยความร่วมมือระดับอาเซียนอย่างเวที AFTA ได้

3) รับมือและแก้ปัญหาผลกระทบภายในประเทศ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ การเกษตร และการท่องเที่ยว
- – รัฐบาลต้องจัดทำระบบฐานข้อมูลที่รวบรวมผลการตรวจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการตรวจน้ำในแหล่งน้ำ น้ำอุปโภคบริโภค ผลผลิตทางการเกษตร สารพิษในมนุษย์ ปลา รวมถึงผลการตรวจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เปิดเผยสู่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาและไม่ตระหนก
- – แจ้งเตือนเกณฑ์การบริโภคพืชผักและปลาที่พบสารปนเปื้อนแต่ไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน ให้ประชาชนได้มั่นใจว่า ควรบริโภคสัปดาห์ละกี่มื้อ และไม่เกินเท่าไหร่ ที่จะไม่ส่งผลกระทบกับสุขภาพของประชาชนในระยะยาว
- – ทำแผนที่เสี่ยงดินที่ใช้เพาะปลูก ว่าพื้นที่ไหนผลตรวจดินเป็นอย่างไร เหมาะสมหรือไม่ที่จะเพาะปลูกและควรปลูกพืชชนิดใด พร้อมใช้มาตรการสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปเพาะปลูกพืชชนิดอื่น ที่เหมาะสมกับพื้นที่ที่ปนเปื้อนและไม่สามารถปลูกพืชหลักชนิดเดิมได้
- – หาแหล่งน้ำทดแทนสำหรับน้ำที่ใช้อุปโภคบริโภครวมถึงน้ำเพื่อการเกษตร
- – เพิ่มศูนย์ตรวจทางวิทยาศาสตร์ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
- – ออกมาตรการช่วยเหลือธุรกิจท่องเที่ยว จากการประกาศเขตช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย
- – ยกระดับการตรวจสารหนูสะสมในเล็บและเส้นผมของประชาชนกลุ่มเสี่ยงให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่น้ำสายที่ตรวจพบสารหนูมากกว่าน้ำกก พร้อมกันนี้ กระทรวงสาธารณสุขต้องประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็น “เขตเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคจากสิ่งแวดล้อม” เพื่อให้เกิดการควบคุมและป้องกันอย่างเป็นระบบ

อย่าปล่อยให้เป็นเรื่องปกติ
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นบนลำน้ำสาย กก รวก สาละวิน และโขง อาจดูไกลตัวจากผู้คนที่อาศัยอยู่ห่างไกลจากแหล่งน้ำ แต่ในความเป็นจริง มันใกล้ตัวทุกคนมากกว่าที่คิด อาจอยู่ในปลาในข้าวที่ท่านกำลังกินก็เป็นได้
ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องแก้ปัญหานี้อย่างรวดเร็ว ใส่ใจ ตรงจุด ตรงไปตรงมา พิสูจน์เจตจำนงผ่านการทำงานว่าเป็นรัฐบาลของประชาชน
อย่าทำให้สถานการณ์เช่นนี้กลายเป็นเรื่องปกติ เพราะหากปล่อยให้เป็นเช่นนั้น วันหนึ่งแหล่งน้ำใกล้บ้านเรา อาจกลายเป็นแหล่งน้ำปนเปื้อนสารพิษแหล่งต่อไป
