รัฐบาลพรรคประชาชนจะแก้ปัญหาเกษตรแบบยิงตรง-พุ่งเป้า คุมราคาปุ๋ย ตรวจสอบสินค้านำเข้า จี้รัฐบาลดึง 7 ร่างกฎหมายเข้าสภาก่อนเส้นตาย
วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นำทีม ครม.เงา แถลงผลการประชุมครั้งที่ 2 เดินหน้าภารกิจการเป็นเวทีส่งเสียงแทนกลุ่มผู้เดือดร้อนที่ถูกรัฐบาลละเลย โดยวันนี้เปิดเวทีรับฟังตัวแทนเกษตรกรจากหลายภาคส่วนที่กำลังเผชิญปัญหาปุ๋ยขาดแคลน ขายแพงเกินราคาประกาศ และปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ โดยมีข้อสรุปจากการประชุม ดังนี้

1. นายกรัฐมนตรีต้องแสดงภาวะผู้นำ ติดตาม “เกษตร-พาณิชย์” ให้ทำงานประสานกัน เสนอกันงบ 4 หมื่นล้านช่วยเกษตรกร
รัฐบาลล้มเหลวในการนำเข้าปุ๋ยจากประเทศรัสเซียและเตรียมใช้งบกลาง 5,000 ล้านบาทในการทำปุ๋ยชีวภาพแจกเกษตรกร ซึ่งมีความเสี่ยงด้านคุณภาพ
และการจัดซื้อจัดจ้าง พรรคประชาชนจึงเสนอให้รัฐบาลวางบทบาทให้ชัดโดยควรเป็นผู้เจรจาซื้อแม่ปุ๋ย จากต่างประเทศแต่ให้เกษตรกรได้รับสิทธิส่วนลดเพื่อเลือกซื้อปุ๋ยที่เหมาะกับตนเอง ทั้งนี้ หากมีการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ยิ่งจำเป็นต้องกันงบประมาณไว้ 40,000 ล้านบาท (1 ใน 10
ของเงินกู้) เพื่อช่วยเหลือภาคเกษตรได้ครอบคลุมตลอดปี 2569
รัฐบาลพรรคประชาชนยังเสนอให้เปิดเผยข้อมูลราคาและปริมาณปุ๋ยให้เกษตรกรตรวจสอบได้ทุกวัน รวมถึงเก็บข้อมูลคุณภาพดินและผลิตภาพการเกษตร เพื่อวางแผนใช้ปุ๋ยระยะยาวอย่างยั่งยืน
2. พาณิชย์ต้องมุ่งภารกิจคุมราคาปุ๋ย และยกระดับการตรวจสอบสินค้านำเข้า
ในขณะที่รัฐบาล โดยเฉพาะคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมต.พาณิชย์เน้นทำการตลาดกระตุ้นฝั่งผู้ซื้อ (อุปสงค์) พรรคประชาชนเสนอว่า ภารกิจหลักของกระทรวงพาณิชย์ในสถานการณ์ ปัจจุบันควรเป็นการจัดการฝั่งต้นทุนให้เป็นธรรม (อุปทาน) โดยเฉพาะการประกาศ “ราคาควบคุมปุ๋ย” อย่างเป็นทางการ แทนที่จะเป็นเพียง “ราคาแนะนำ” ดังปัจจุบัน ซึ่งไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ต้องเดินหน้าตรวจสอบสินค้าเกษตรนำเข้าที่ปริมาณสูงขึ้นมาก โดยควรมีกระบวนการพิสูจน์แหล่งกำเนิดสินค้าเกษตรที่ผิดกฎหมายและพิจารณาใช้มาตรการเซฟการ์ด (safeguard) ห้ามการนำเข้าสินค้าเกษตรบางชนิด หากราคาสินค้าในประเทศอยู่ในภาวะวิกฤต
3.เรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการทันที
สัปดาห์นี้มีเรื่องสำคัญที่พรรคประชาชน เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการให้ทันท่วงที ได้แก่
หนึ่ง พรรคประชาชนขอเรียกร้องว่ารัฐบาลควรจะรับผิดชอบให้มากกว่านี้ต่อเสียงของประชาชนที่ลงมติเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ 21 ล้านเสียง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
สอง ครม. เร่งพิจารณากฎกระทรวงรับรองสูตร CARE (Career Average Revalued Earnings) เพื่อปรับสูตรคำนวณบำนาญชราภาพให้เป็นธรรมต่อแรงงานโดยเร็วที่สุด
สาม คณะรัฐมนตรีต้องยืนยัน 7 ร่างกฎหมายที่ค้างจากสภาชุดที่แล้ว ภายใน 12 พฤษภาคม ได้แก่ พ.ร.บ. PRTR, พ.ร.บ. โรงงาน, พ.ร.บ. นิรโทษกรรมคดีทวงคืนผืนป่า, พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน, พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหาร และร่าง พ.ร.บ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ร่าง พ.ร.บ. ระเบียบ
ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หากไม่ดำเนินการในกำหนดนี้ ร่างทั้งหมดจะตกไปและ
ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่เสียโอกาสของประเทศในการแก้ปัญหาทั้งในด้านเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต
ของคนไทย